Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

Circular Economy จากเรื่องสิ่งแวดล้อม สู่มูลค่าธุรกิจที่วัดได้

Circular Economy จากเรื่องสิ่งแวดล้อม สู่มูลค่าธุรกิจที่วัดได้

เศรษฐกิจหมุนเวียนกำลังขยับจากเรื่องของการลดขยะ การใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า หรือการสื่อสารด้านสิ่งแวดล้อม ไปสู่คำถามที่ภาคธุรกิจต้องตอบให้ได้ชัดขึ้นว่า สิ่งที่องค์กรทำสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างไร สามารถวัดเป็นรายได้ ประสิทธิภาพ หรือผลตอบแทนได้หรือไม่ และหากต้องนำไปเปรียบเทียบกับบริษัทอื่น จะมีมาตรวัดอะไรที่ทำให้เห็นความแตกต่างได้อย่างเป็นรูปธรรม

คำถามเหล่านี้เป็นประเด็นสำคัญที่ ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ประธานสถาบันไทยพัฒน์ นำเสนอในหัวข้อ “รู้จัก Global Circularity Protocol for Business: เครื่องมือวัดมูลค่าเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับธุรกิจ” ภายในงานสัมมนา Circular Economy Forum 2026: Sustainability in Action ซึ่ง The Story Thailand จัดร่วมกับหอการค้าไทย และสถาบันวิทยาการเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค (CE Academy by UTCC)

แก่นสำคัญของการบรรยายอยู่ที่การทำให้ Circular Economy เปลี่ยนจากสิ่งที่องค์กรบอกว่ากำลังทำ ไปสู่สิ่งที่สามารถวัดและแสดงออกมาเป็นตัวเลขได้ โดยเฉพาะตัวเลขที่เชื่อมโยงกับผลประกอบการและสามารถนำไปใช้สื่อสารกับผู้บริหาร ผู้ถือหุ้น และนักลงทุนได้ ซึ่งเป็นแนวทางของ Global Circularity Protocol เอกสารที่ออกมาในช่วงปลายปี 2025 และมุ่งสร้างวิธีวัดและนำเสนอข้อมูลด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม

จาก GHG Protocol สู่มาตรวัด Circularity

ดร.พิพัฒน์อธิบายว่า หากภาคธุรกิจคุ้นเคยกับ GHG Protocol ซึ่งใช้เป็นแนวทางในการประเมินและรายงานก๊าซเรือนกระจก โดยแบ่งขอบข่ายเป็น Scope 1, 2 และ 3 แนวคิดของ Global Circularity Protocol ก็มีลักษณะคล้ายกัน แต่เปลี่ยนจุดสนใจจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาอยู่ที่ วัสดุหรือ Material ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยแบ่งขอบข่ายออกเป็น Scope A, B และ C

การประเมินและรายงานก๊าซเรือนกระจก โดยแบ่งขอบข่ายเป็น Scope 1, 2 และ 3

Scope A ครอบคลุมองค์กรที่เข้าถึงและนำทรัพยากรจากธรรมชาติมาใช้โดยตรง เช่น การทำเหมืองที่มีการสกัดทรัพยากรตั้งแต่ต้นน้ำ รวมถึงกิจกรรมปลายน้ำที่เกี่ยวข้องกับการจัดการของเสียด้วยการทิ้งหรือฝังกลบ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม ขณะที่ Scope B เป็นขอบข่ายที่ธุรกิจส่วนใหญ่อยู่ในระดับนี้ เพราะองค์กรไม่ได้เข้าไปสกัดทรัพยากรจากธรรมชาติเอง แต่จัดซื้อวัสดุมาใช้ในการผลิตสินค้า รวมถึงว่าจ้างผู้ให้บริการภายนอกจัดการของเสียแทนการนำไปทิ้งสู่สิ่งแวดล้อมโดยตรง

ส่วน Scope C ขยายออกไปสู่ห่วงโซ่คุณค่าที่องค์กรไม่มีอำนาจควบคุมโดยตรง แต่สามารถใช้อิทธิพลเพื่อให้คู่ค้าและผู้เกี่ยวข้องปรับเปลี่ยนวิธีดำเนินงานได้ ดังนั้น ความแตกต่างสำคัญคือ Scope A และ B เป็นส่วนที่ธุรกิจสามารถควบคุมการใช้วัสดุได้โดยตรง ขณะที่ Scope C ต้องอาศัยการโน้มน้าวและความร่วมมือจากผู้เล่นรายอื่นในห่วงโซ่คุณค่า สำหรับ Global Circularity Protocol เวอร์ชันแรกยังกล่าวถึงการพัฒนา Scope D ซึ่งจะขยายออกไปนอกห่วงโซ่คุณค่าในอนาคต แต่ยังไม่ได้ระบุรายละเอียดไว้ในเวอร์ชันปัจจุบัน

การแบ่งขอบข่ายเช่นนี้มีความสำคัญ เพราะช่วยให้องค์กรเห็นว่าผลลัพธ์ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนส่วนใดเกิดจากสิ่งที่ตนเองบริหารจัดการได้ และส่วนใดเป็นช่องว่างที่ต้องทำงานร่วมกับคู่ค้า หากผลลัพธ์ภายในองค์กรดี แต่เมื่อขยายการวัดออกไปทั้งห่วงโซ่คุณค่าแล้วตัวเลขลดลง ก็สะท้อนว่าความสามารถในการจัดการวัสดุหมุนเวียนยังไม่ได้ส่งต่อไปถึงผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่

ปิดวงจรลดการใช้วัสดุใหม่ยืดอายุสินค้า

Global Circularity Protocol แบ่งเนื้อหาหลักออกเป็น 2 ด้าน คือ Performance และ Measurement โดยด้าน Performance มองว่าการเปลี่ยนจากเศรษฐกิจเส้นตรงไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนต้องเกิดขึ้นผ่านสองแนวทางสำคัญ ได้แก่ Close the Loop และ Narrow and Slow the Loop

Close the Loop คือการเปลี่ยนของเสียจากกระบวนการหนึ่งให้กลับมาเป็นวัตถุดิบหรือทรัพยากรสำหรับกระบวนการอื่น แทนที่จะจบลงด้วยการทิ้ง หากองค์กรไม่สามารถนำกลับมาใช้เอง ก็สามารถส่งต่อหรือจำหน่ายให้ธุรกิจอื่นนำไปใช้ประโยชน์ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือขวด PET ที่ผู้ผลิตเครื่องดื่มนำกลับมารีไซเคิลเป็น R-PET และใช้ผลิตขวดใหม่ ทำให้ของเสียจากระบบเศรษฐกิจเส้นตรงถูกนำกลับเข้าสู่วงจรการผลิตอีกครั้ง

ส่วน Narrow the Loop คือการลดปริมาณวัสดุใหม่จากธรรมชาติ หรือ Virgin Material ที่นำมาใช้ โดยยังรักษาหน้าที่และประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ไว้ ขณะที่ Slow the Loop คือการยืดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ให้ยาวขึ้น เพื่อชะลอการนำทรัพยากรใหม่เข้าสู่ระบบ แนวคิดทั้งสองจึงไม่ได้มองเพียงว่าจะนำขยะกลับมาใช้ใหม่อย่างไร แต่รวมถึงการตั้งคำถามตั้งแต่ต้นว่าธุรกิจจะใช้ทรัพยากรให้น้อยลงและทำให้สิ่งที่ผลิตออกมาใช้งานได้นานขึ้นได้อย่างไร

อีกด้านหนึ่งคือการวัดผล ซึ่งประกอบด้วย Value the Loop เพื่อประเมินว่าการทำเศรษฐกิจหมุนเวียนสร้างมูลค่าออกมาเป็นตัวเลขอย่างไร และ Impact of the Loop สำหรับประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจและระบบนิเวศ ครอบคลุมทั้ง Climate, Nature และ People หรือสภาพภูมิอากาศ ธรรมชาติ และผู้คน

เมื่อ Circular Economy เริ่มคำนวณเป็นรายได้

จุดที่เชื่อม Circular Economy เข้ากับภาษาธุรกิจโดยตรงอยู่ที่ Value the Loop ซึ่งมีตัวชี้วัดสำคัญสองตัว ได้แก่ Material Productivity หรือประสิทธิภาพที่เกิดจากการใช้วัสดุหมุนเวียน และ Material Revenue หรือรายได้ที่มาจากวัสดุหมุนเวียน โดยดร.พิพัฒน์ชี้ว่า เครื่องมือเหล่านี้ตอบคำถามที่หลายบริษัทกำลังเผชิญ คือ เมื่อองค์กรดำเนินงานด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนแล้ว จะอธิบายผลลัพธ์ทางการเงินต่อผู้บริหาร ผู้ถือหุ้น หรือนักลงทุนอย่างไร และจะเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับบริษัทอื่นได้หรือไม่

ตัวอย่างแรกเป็นบริษัทผลิตและจำหน่ายลิฟต์ ซึ่งใช้วัสดุหลายประเภททั้งเหล็ก ทองแดง ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โลหะรีไซเคิล และชิ้นส่วนอื่น บริษัทมีรายได้ในปีแรก 150 ล้านยูโร และใช้ Virgin Material 3,000 ตัน เมื่อนำรายได้หารด้วยปริมาณวัสดุใหม่ จะได้ Material Productivity 50,000 ยูโรต่อตัน ส่วนปีถัดมารายได้เพิ่มเป็น 155 ล้านยูโร ขณะที่การใช้วัสดุใหม่ลดลงเหลือ 2,800 ตัน ส่งผลให้ Material Productivity เพิ่มขึ้น และเมื่อเทียบสองปีพบว่าประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นประมาณ 10.7%

แต่เมื่อขยายการคำนวณจากสิ่งที่บริษัทควบคุมเองไปสู่ Scope C ซึ่งครอบคลุมปริมาณ Virgin Material ตลอดห่วงโซ่คุณค่า อัตราการเพิ่มขึ้นของ Material Productivity เหลือ 8.3% ตัวเลขที่ลดลงไม่ได้เพียงบอกว่าผลการดำเนินงานแย่ลง แต่ทำให้บริษัทเห็นจุดที่ต้องเข้าไปจัดการต่อ เพราะแม้ภายในองค์กรจะลดการใช้วัสดุใหม่ได้ดี แต่คู่ค้าและผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่คุณค่าอาจยังไม่สามารถเพิ่มสัดส่วนวัสดุหมุนเวียนได้ในระดับเดียวกัน จึงเป็นพื้นที่ที่บริษัทต้องเข้าไปสร้างความร่วมมือเพื่อยกระดับ Circularity ของทั้งห่วงโซ่

แยกรายได้ให้เห็นว่า Circularity สร้างเงินเท่าไร

ตัวชี้วัดที่ 2 คือ Material Revenue ซึ่งทำให้ธุรกิจมองลึกกว่าตัวเลขรายได้รวม เพราะสามารถแยกออกมาได้ว่า รายได้ส่วนใดสัมพันธ์กับการใช้วัสดุหมุนเวียน โดยตัวอย่างใน Global Circularity Protocol เป็นบริษัทผลิตสมุดบันทึกที่วัดสัดส่วนวัสดุหมุนเวียนทั้งขาเข้าและขาออก หรือ Inflow และ Outflow ก่อนนำค่าเฉลี่ยมาคำนวณกับรายได้ของบริษัท

บริษัทตัวอย่างมีรายได้รวม 10 ล้านยูโร แต่เมื่อคำนวณตามสัดส่วนวัสดุหมุนเวียน พบว่าสามารถระบุรายได้ที่มาจากวัสดุหมุนเวียนได้ 5.5 ล้านยูโร เท่ากับว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้บริษัทสามารถเชื่อมโยงกับ Circularity ได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม เมื่อขยายขอบเขตการประเมินไปตลอด Value Chain ตัวเลขดังกล่าวลดลงเหลือ 4 ล้านยูโร ซึ่งสะท้อนภาพเดียวกับกรณี Material Productivity ว่า การดำเนินงานภายในองค์กรอาจอยู่ในระดับดี แต่ยังมีช่องว่างในการยกระดับการจัดการวัสดุหมุนเวียนตลอดห่วงโซ่คุณค่า

ความสำคัญของวิธีคิดนี้จึงอยู่ที่การนำปัจจัยด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้าไปอยู่ในตัวเลขที่ธุรกิจใช้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นรายได้ ต้นทุน หรือกำไร แทนที่จะรายงานเพียงว่าบริษัทใช้วัสดุรีไซเคิลกี่ตันหรือลดของเสียได้เท่าไร องค์กรสามารถเชื่อมข้อมูลเหล่านั้นกลับมาสู่ผลประกอบการ และมองเห็นได้ว่าความสามารถด้าน Circularity มีส่วนสร้างมูลค่าทางธุรกิจมากน้อยเพียงใด

จากตัวเลขบริษัท สู่การตัดสินใจของนักลงทุน

ดร.พิพัฒน์ต่อยอดแนวคิดจาก Global Circularity Protocol ไปอีกขั้น ด้วยการเสนอ Return on Circularity หรือ ROC เพื่อทดลองมอง Circularity จากมุมของนักลงทุน โดยย้ำว่าตัวอย่างนี้เป็นสิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาและไม่ได้อยู่ใน Protocol โดยตรง แต่พัฒนาต่อจากข้อมูลและวิธีการประเมินที่มีอยู่ในเอกสาร

ตัวอย่างสมมติให้บริษัท A มีรายได้รวม 100 ล้านบาท มีรายได้จากวัสดุหมุนเวียน 40 ล้านบาท กำไรสุทธิ 8 ล้านบาท ราคาหุ้น 20 บาท และมีหุ้นทั้งหมด 10 ล้านหุ้น จากข้อมูลดังกล่าวสามารถคำนวณกำไรที่มาจากวัสดุหมุนเวียนต่อหุ้น และนำไปประเมินผลตอบแทนของเงินลงทุนได้ หากกองทุนลงทุน 10 ล้านบาท จะได้ผลตอบแทนจาก Circularity ของบริษัท A ที่ 1.6% ขณะที่บริษัท B มีรายได้รวม 200 ล้านบาท มีรายได้จากวัสดุหมุนเวียน 60 ล้านบาท กำไรสุทธิ 12 ล้านบาท ราคาหุ้น 32 บาท และมีหุ้นทั้งหมด 10 ล้านหุ้นเท่ากัน แต่สร้างรายได้จากวัสดุหมุนเวียนได้น้อยกว่า มี Return on Circularity อยู่ที่ 1.13%

เมื่อขยายการประเมินออกไปถึง Scope C บริษัท A ยังคงมี ROC สูงกว่าที่ 1.2% เทียบกับบริษัท B ที่ 0.94% หากนักลงทุนต้องการใช้ Circularity เป็นปัจจัยหนึ่งในการตัดสินใจ ตัวเลขนี้ทำให้สามารถเปรียบเทียบบริษัทที่มีพื้นฐานทางการเงินใกล้เคียงกันได้ว่า บริษัทใดมีความสามารถในการสร้างผลตอบแทนจากการใช้วัสดุหมุนเวียนมากกว่า

แนวคิดดังกล่าวยังเปิดทางไปสู่การนำตัวชี้วัดด้าน Circularity มาประยุกต์ใช้ในการประเมินบริษัทจดทะเบียน โดยดร.พิพัฒน์เสนอว่ามีโอกาสนำเครื่องมือนี้ไปพัฒนาเป็นการจัดอันดับหรือดัชนี เพื่อเปรียบเทียบความสามารถของกิจการในการสร้างผลตอบแทนจากเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งจะทำให้เรื่องที่เคยอยู่ในรายงานความยั่งยืนสามารถเชื่อมเข้ากับกระบวนการประเมินกิจการและการตัดสินใจลงทุนได้มากขึ้น

Circular Economy ต้องไปถึงผลประกอบการ

สารสำคัญจาก Global Circularity Protocol จึงไม่ได้อยู่เพียงการเพิ่มมาตรฐานการรายงานด้านความยั่งยืนขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง แต่อยู่ที่การทำให้ธุรกิจสามารถตอบคำถามได้ว่า การลดการใช้ทรัพยากรใหม่ การเพิ่มวัสดุหมุนเวียน การปิดวงจรของเสีย หรือการทำงานร่วมกับคู่ค้าในห่วงโซ่คุณค่า สร้างผลลัพธ์กลับมาสู่องค์กรอย่างไร และผลลัพธ์เหล่านั้นสามารถแปลงออกมาเป็นตัวเลขที่ผู้บริหารและนักลงทุนเข้าใจได้หรือไม่

ดร.พิพัฒน์สรุปว่า Circular Economy ไม่ใช่เพียงเรื่องของการรักษ์โลก แต่เป็นกลยุทธ์ในการสร้างคุณค่าทางธุรกิจ ยิ่งองค์กรสามารถหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ได้มากเท่าไร Return on Circularity ก็สามารถสะท้อนกลับมาเป็นมูลค่าของกิจการได้มากขึ้น การทำ Circularity จึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การสื่อสารว่าองค์กรดูแลสิ่งแวดล้อมหรือใช้เป็นเรื่องประชาสัมพันธ์ แต่ต้องเชื่อมไปถึงผลตอบแทนจากการใช้วัสดุและผลประกอบการที่ยั่งยืนขององค์กรในอนาคต

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

หาดทิพย์ ติดทำเนียบ ESG100 ต่อเนื่องปีที่ 9 ชู SIF ประเมินผลโครงการน้ำชุมชน

Circular Economy กติกาธุรกิจใหม่เมื่อความยั่งยืนกำหนดการแข่งขัน

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar