แสงไฟนีออนจากร้านสะดวกซักสีสันสดใสที่เปิดต้อนรับผู้คนตลอด 24 ชั่วโมง กลายเป็นภาพชินตาของคนเมืองในยุคนี้ ท่ามกลางตู้สี่เหลี่ยมที่หมุนผ้าอยู่ซ้ำ ๆ น้อยคนนักจะรู้ว่าเบื้องหลังกระแสลมร้อนและกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มเหล่านั้น คือผลลัพธ์จากการฟันฝ่าแนวรบในสมรภูมิธุรกิจมาอย่างดุเดือด
รุ่งอรุณแห่ง Wash 2.0 และการเปลี่ยนกัปตัน
ย้อนกลับไปในเดือนพฤศจิกายน ปี 2568 เสียงระฆังที่ดังขึ้นในตลาดหลักทรัพย์ของบริษัท ลอนดรี้ ยู จำกัด (มหาชน) หรือ WASH เป็นหมุดหมายสำคัญที่ป่าวประกาศว่าบริษัทได้ก้าวข้ามจากธุรกิจสตาร์ตอัปดาวรุ่งสู่การเป็นบริษัทมหาชนอย่างเต็มตัว ทว่าจุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งแรงกระเพื่อมกว่าการระดมทุนคือ การส่งต่อตำแหน่งกัปตันเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ปี 2569 ที่ผ่านมา
กัปตันคนแรกที่กุมบังเหียน WASH คือ กวิน กลองกระโทก ผู้ร่วมก่อตั้งสายลุยที่สไตล์การทำธุรกิจเป็นแบบเชิงรุกที่แข็งแกร่งดุดัน และเน้นความเร็วในการปักธงยึดพื้นที่เพื่อชิงความได้เปรียบในเฟสแรก เวลานี้บังเหียนได้ถูกส่งต่อให้ ชิษณุพันธ์ ตั้งเฉลิมกุล ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่อย่างเป็นทางการ
ถ้าการบริหารในยุคแรกคือการเหยียบคันเร่งมิดไมล์เพื่อช่วงชิงดินแดน การก้าวเข้าสู่ยุค “Wash 2.0” ภายใต้การนำของชิษณุพันธ์ ก็เป็นการผ่อนคันเร่งลงเล็กน้อยเพื่อมองหน้าปัด เช็กระบบขับเคลื่อน และตรวจสอบทุกระบบการทำงานให้มั่นคงแข็งแรง ชิษณุพันธ์มองเห็นว่า ในวันที่มีร้านสะดวกซักตั้งอยู่แทบทุกหัวมุมถนน ความเร็วไม่ใช่คำตอบสุดท้ายอีกต่อไป แต่โจทย์ใหม่ของสมรภูมินี้คือ “Operation Efficiency” หรือการเก็บทุกรายละเอียดหลังบ้านเพื่อรีดประสิทธิภาพการดำเนินงานออกมาให้ได้สูงสุด เพราะนี่คือหนทางเดียวที่จะสร้างความยั่งยืนให้องค์กรในระยะยาว
DNA วิศวกรโรงงาน กับการมองหา New S-Curve ในอุตสาหกรรมขาลง
ชิษณุพันธ์ค่อย ๆ บ่มเพาะวิถีคิดที่เฉียบคมและเป็นระบบมาจากตอนไปเรียนระดับมัธยมที่ปีนัง ประเทศมาเลเซีย ที่นั่นเขาได้ฝึกการพึ่งพาตัวเองและซึมซับมุมมองกว้างไกล จากนั้นกลับมาลับคมความคิดแบบวิศวกรด้วยสาขาวิศวกรรมอุตสาหการ (TEP) ในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเติมมุมมองเชิงกลยุทธ์ด้วยปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์การจัดการ (MAB) ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดีเอ็นเอของวิศวกรโรงงานทำให้เขามีสายตาที่มองทุกอย่างเป็นระบบ แยกแยะทุกอย่างเป็นฟันเฟือง และมองปัญหาเป็นสมการที่ต้องหาคำตอบที่สั้นและมีประสิทธิภาพที่สุด
โรงเรียนธุรกิจแห่งแรกของเขาไม่ได้เริ่มต้นในห้องกระจกติดแอร์เย็นสบาย แต่เริ่มที่โรงงานปั่นด้ายและทอผ้าดิบของครอบครัวในวันที่ธุรกิจสิ่งทออยู่ในภาวะอุตสาหกรรมขาลง (Sunset Business) แทนที่จะตื่นตระหนก ชิษณุพันธ์เลือกเดินเข้าหาเครื่องจักร เฝ้ามองกระบวนการผลิตอย่างจดจ่อเพื่อค้นหา “waste” หรือความสูญเปล่าที่ซ่อนอยู่ทีละจุด แล้วลงมือตัดทิ้งเพื่อควบคุมต้นทุนให้รัดกุมที่สุด การเรียนรู้วิธีอยู่ให้รอดในอุตสาหกรรมขาลงวันนั้นได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญของชีวิตที่สอนให้เขาหัดสังเกตทุกรายละเอียดและไม่มองข้ามสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ
เมื่อครอบครัวขยับขยายไปสู่ธุรกิจอพาร์ตเมนต์ให้เช่าขนาดใหญ่ที่มีจำนวนห้องกว่า 2,300 ห้อง สายตานักสังเกตของเขาก็ทำงานอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้มองแค่ตัวเลขค่าเช่ารายเดือน แต่สายตากลับไปสะดุดอยู่ที่ “เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญใต้ตึก” ที่มีปัญหาพังจุกจิกไม่เว้นแต่ละวัน ช่างมาเปลี่ยนอะไหล่ได้ไม่กี่วันเดี๋ยวก็พังอีกแล้ว ความเป็นวิศวกรในตัวทำให้เขาเริ่มตั้งคำถาม เครื่องซักผ้าฝาบนแบบบ้านทั่วไปถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานสัปดาห์ละไม่กี่ครั้ง เมื่อต้องทำงานรับแรงกระแทกจากการหมุนและใช้งานหนักเกินมาตรฐานตลอด 24 ชั่วโมง มันคือการใช้งานผิดประเภทและเกินขีดจำกัดไปไกล สมองเริ่มสั่งการให้มองหาทางออกทันที และนั่นคือ turning point สำคัญที่จุดประกายให้เขาหันมาโฟกัสกับธุรกิจนี้อย่างจริงจัง
บทเรียนราคาแพงจากระบบแฟรนไชส์ สู่กติกา 5 สาขาแรก
ชิษณุพันธ์ใช้เวลาเฝ้ามองและเก็บข้อมูลตลาดสะดวกซักอย่างละเอียดอยู่นานถึง 2 ปีเต็ม จนกระทั่งวันหนึ่งขณะขับรถผ่านย่านศรีนครินทร์ เขาเหลือบไปเห็นร้านสะดวกซัก Cleanpro ซึ่งเป็นแบรนด์จากประเทศมาเลเซียมาเปิดอยู่หน้าหมู่บ้าน ความสนใจทำให้เขาเลี้ยวรถเข้าไปดู และโชคดีได้พูดคุยกับเจ้าของแบรนด์โดยบังเอิญในวันนั้น
เมื่อนำไอเดียกลับมาเสนอที่บ้าน คุณพ่อของเขาไม่ได้ห้าม แต่ให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์พร้อมกติกาสำคัญในการลงทุนว่า “ถ้าจะทำ ต้องเปิดพร้อมกัน 5 สาขาแรกในจังหวัดสมุทรปราการ” กลยุทธ์นี้เป็นวิธีคิดเชิงวิทยาศาสตร์เพื่อทดสอบโมเดลธุรกิจและแยกแยะปัญหาเรื่องทำเลอย่างแม่นยำ เพราะหากเปิดเพียงสาขาเดียวแล้วเจ๊ง คนมักจะสรุปง่าย ๆ ว่าทำเลไม่ดี แต่ถ้าเปิดพร้อมกัน 5 สาขาในพื้นที่ใกล้เคียงกัน จะได้ข้อมูลที่สะท้อนความจริงของระบบทั้งหมด ผลลัพธ์ในตอนนั้นออกมาดีเกินคาดจนธุรกิจขยายตัวอย่างรวดเร็วเกือบ 15 สาขาในระยะเวลาไม่ถึงปี
แต่ความเร็วที่ไม่มีระบบรองรับมักนำมาซึ่งวิกฤติ เมื่อแบรนด์เติบโตเร็วเกินกว่าที่ระบบหลังบ้านของแฟรนไชส์จะดูแลทัน สารพัดปัญหารุมเร้าจนลูกค้าจำภาพลักษณ์ที่ไม่ดี ทั้งเรื่องเครื่องซักผ้าไม่สะอาด การซ่อมบำรุงที่ล่าช้าข้ามวัน และปัญหาสุดคลาสสิกของตู้หยอดเหรียญคือการทุจริตเงินสดหน้างานที่ทำให้เงินรั่วไหลและยากต่อการควบคุมทางบัญชี
บทเรียนราคาแพงครั้งนั้นทำให้ชิษณุพันธ์รู้ซึ้งว่า หากจะเดินหน้าต่ออย่างมั่นคง เขาต้องควบคุมคุณภาพทุกอย่างด้วยมือตัวเอง เขาจึงตัดสินใจปลดแอกจากกรอบเดิม แล้วสร้างแบรนด์ของตัวเองในชื่อ WashXpress ปักหมุดสาขาแรกที่คลองสามในปี 2561 ครั้งนี้เขาตัดปัญหาเรื่องเครื่องพังบ่อยออกไปได้อย่างสิ้นเชิงด้วยการนำเข้าเครื่องซักผ้าเกรดอุตสาหกรรมจากโรงงานผู้ผลิตโดยตรง เพื่อปรับระบบหลังบ้านให้สามารถตรวจสอบการทำงานและควบคุมบัญชีได้เสถียรยิ่งขึ้น
ทางเลือกที่แตกต่าง เหตุผลที่ต้องลงทุนเองสูงถึง 80%
การคุมชะตาชีวิตของแบรนด์ด้วยการลงทุนเองทำให้มีความได้เปรียบในหลายมิติอย่างเห็นได้ชัด เริ่มจากมิติด้านต้นทุน การที่บริษัทได้สิทธิ์เป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องซักผ้าเกรดอุตสาหกรรมระดับโลกอย่าง Speed Queen ช่วยให้ต้นทุนการสร้างและเปิดสาขาต่ำกว่าคู่แข่งในตลาดอย่างมาก ส่งผลให้เดินหน้าขยายสาขาปักหมุดในพื้นที่ใหม่ ๆ ได้เร็วและคล่องตัว
ขณะเดียวกัน การเป็นเจ้าของสาขาเองทั้งหมดยังทำให้ชิษณุพันธ์มีอำนาจเต็มในการควบคุมมาตรฐานการบริการจากส่วนกลางแบบรวมศูนย์ โดยไม่ต้องเสียเวลารอความเห็นชอบจากเจ้าของแฟรนไชส์ เขาสามารถสั่งการจัดแคมเปญการตลาด ออกโปรโมชันใหม่ ๆ หรือยกระดับกติกาความสะอาดได้ทันที ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ WashXpress ทุกสาขามีคุณภาพและการบริการเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด
– WASH ทุ่ม 400 ล้าน ปูพรมสาขาทั่วไทยดันรายได้ปี 69 โต 25%
ชิษณุพันธ์ไม่ได้มอง WashXpress เป็นเพียงร้านสะดวกซักที่ผู้คนมาใช้บริการซักผ้ายามว่าง แต่เขาขับเคลื่อนองค์กรด้วยวิธีคิดแบบบริษัทเทคโนโลยีเต็มตัว โดยบริหารฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของผู้ใช้จริงผ่านแอปพลิเคชันที่มีจำนวนมากถึง 1.9 ล้านรายในปัจจุบัน และกำลังเดินหน้าสู่เป้าหมาย 2.3 ล้านรายภายในสิ้นปี 2569 ข้อมูลดิบทุกชุดไม่ว่าจะเป็นสถิติการกดปุ่มซัก ช่วงเวลาที่ลูกค้าเดินเข้าร้าน หรือความถี่ในการใช้งาน ถูกนำมาวิเคราะห์อย่างละเอียดเพื่อให้ตีโจทย์ความต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่ได้อย่างแม่นยำ และนำข้อมูลนั้นมาออกแบบกลยุทธ์ในการรักษาฐานลูกค้า (Customer Retention) ให้ผูกพันและเลือกใช้บริการแบรนด์ไปตลอดในระยะยาว
จิตวิทยาความสะอาด และการทลายขีดจำกัด 11%
ในมิติประสิทธิภาพของระบบหลังบ้าน ตัวเลขหนึ่งที่ทำให้วิศวกรอย่างชิษณุพันธ์สะดุดใจจนนั่งไม่ติดคืออัตราการใช้งานเครื่องจักร (Utilization Rate) เขาพบข้อมูลชุดสำคัญว่าร้านสะดวกซักโดยทั่วไปทำงานเฉลี่ยอยู่เพียง 11% ของเวลาในแต่ละวันเท่านั้น นั่นหมายความว่าคนส่วนใหญ่มักจะมาใช้บริการพร้อม ๆ กันจนแน่นร้านเฉพาะช่วงเย็น ช่วงหลังเลิกงาน และวันหยุดสุดสัปดาห์ จนเกิดสถานการณ์คอขวดในบางเวลา ขณะที่ช่วงวันธรรมดาตอนกลางวันมีช่องว่างหรือเวลาที่เครื่องถูกปล่อยให้ว่างอยู่ถึง 89% โดยที่บริษัทยังคงแบกรับต้นทุนคงที่อย่างค่าเช่าพื้นที่และค่าเปิดแอร์ทิ้งไว้เป็นค่าเฉลี่ยรายชั่วโมง
การปล่อยให้สินทรัพย์มูลค่าสูงเหล่านี้อยู่ในสภาวะหยุดนิ่งถือเป็นความสูญเสียในระบบ ไม่ต่างจาก waste ในโรงงานปั่นด้ายที่เขาเคยบริหาร สมองของนักวางระบบเริ่มทำงานทันที เพื่อหาทางเปลี่ยนช่องว่าง 89% นี้ให้กลายเป็นรายได้โดยไม่ต้องมีต้นทุนคงที่เพิ่มขึ้นเลยแม้แต่บาทเดียว
แต่ก่อนจะไปถึงการเพิ่มยอดขาย ชิษณุพันธ์รู้ดีว่าเขาต้องปลดล็อก “ความรู้สึก” ของผู้คนก่อน สายตาช่างสังเกตของเขาพบ pain point สำคัญเกี่ยวกับจิตวิทยาของมนุษย์เมื่อต้องมาใช้บริการสาธารณะ ลูกค้าจำนวนมากกังวลลึก ๆ ในใจว่าถังซักนี้เพิ่งผ่านผ้าของใครมาบ้าง จะสะอาดพอสำหรับเสื้อผ้าของพวกเขาหรือเปล่า ความรู้สึกไม่สบายใจตรงนี้เป็นกำแพงผืนใหญ่ที่ทำให้หลายคนไม่ยอมเดินเข้าร้านสะดวกซัก แทนที่จะปล่อยผ่านหรือเพียงแค่ทำป้ายโฆษณาติดประกาศ ชิษณุพันธ์เลือกแก้ปัญหาด้วยการสั่งให้วิศวกรออกแบบระบบล้างถังซักด้วยน้ำร้อนและติดตั้งปุ่ม “ล้างถัง” บนหน้าปัดเครื่อง เพื่อให้ลูกค้าสามารถกดล้างถังซักด้วยน้ำร้อนเพื่อฆ่าเชื้อโรคได้ด้วยตัวเองเป็นเวลา 1-2 นาทีก่อนจะใส่ผ้าของตนเองลงไปซัก การให้ลูกค้าเป็นผู้ควบคุมและเห็นกระบวนการความสะอาดด้วยตาตัวเองเป็นวิธีสร้างความมั่นใจและทลายกำแพงความกังวลใจของทั้งลูกค้าและคนที่อยากใช้บริการแต่ยังลังเลใจอยู่ได้อย่างเฉียบขาดที่สุด
ความเนี้ยบระดับวิศวกรนี้ยังลงรายละเอียดลึกไปถึงการวางมาตรฐานการดูแลความสะอาดภายในร้านทั้งหมด ชิษณุพันธ์กำหนดคู่มือการทำงานของแม่บ้านไว้อย่างละเอียดและจริงจังถึง 80 ขั้นตอนในทุก ๆ วัน ซึ่งต้องทำอย่างเป็นระบบตั้งแต่เช้าจรดเย็น ไล่เรียงตั้งแต่จุดเล็ก ๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าอย่างการเช็ดล้างคราบน้ำยาซักผ้าที่ตกค้างในหัวจ่ายน้ำยา การเปิดขอบยางถังซักออกมาเช็ดทำความสะอาดเศษสิ่งสกปรกที่มักเข้าไปอุดตันด้านใน ซึ่งเป็นต้นเหตุของกลิ่นอับ การทำความสะอาดถังดักเศษด้ายและฝุ่นผ้าจากเครื่องอบ ไปจนถึงการดูแลพื้นผิวและทุกซอกมุมภายในร้านให้สะอาดหมดจด มาตรฐานที่ตึงเป๊ะระดับโรงงานนี้ทำให้คำว่า “ความสะอาด” ทำหน้าที่ส่งเสียงป่าวประกาศตัวมันเองทุกครั้งที่ลูกค้าเดินเข้าร้าน โดยที่แบรนด์ไม่ต้องเสียเงินค่าโฆษณาเลยแม้แต่บาทเดียว
สำหรับการเพิ่มยอดขายต่อครั้งหรือ Ticket Size ให้สูงขึ้นเพื่อเติมเต็มช่วงว่าง 89% ที่เครื่องไม่ได้ถูกใช้งานนั้น ชิษณุพันธ์ไม่ได้มองการเพิ่มรายได้จากการบีบคั้นทรัพยากรที่มีอยู่ แต่เขามองไปที่ศักยภาพของพนักงานหน้าร้านที่ยังพัฒนาให้เพิ่มสูงและกว้างไกลขึ้นได้อีกมาก การสร้างมูลค่าเพิ่มให้เวลาของทีมงานควบคู่ไปกับการยกระดับทักษะการบริการ จึงนำมาสู่การดีไซน์บริการ “ซัก อบ พับ” (Wash-Dry-Fold) ขึ้นมาอย่างเป็นระบบ
บริการนี้ออกแบบขึ้นมาเพื่อทลายข้อจำกัดสำหรับกลุ่มลูกค้าวัยทำงานและครอบครัวยุคใหม่ที่ไม่สะดวกนั่งรอผ้าหมุนที่ร้านนานนับชั่วโมง เพียงแค่ผู้อาศัยในย่านนั้นหิ้วตะกร้าผ้ามาฝากไว้ที่หน้าร้าน พนักงานจะคอยต้อนรับและรับหน้าที่ดูแลจัดการแยกประเภทผ้าอย่างพิถีพิถัน นำเข้าเครื่องซักและเครื่องอบเกรดอุตสาหกรรมด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสม ก่อนจะนำมาสะบัดและพับให้อย่างเรียบร้อยประณีตทีละชิ้นตามมาตรฐาน แล้วบรรจุผ้าที่หอมสะอาดพับเรียบร้อยลงถุงพร้อมส่งคืนมือลูกค้าอย่างสวยงาม การขยายบริการในรูปแบบนี้ นอกจากจะเปิดโอกาสให้พนักงานทำงานได้เต็มศักยภาพและได้พัฒนาฝีมือเพื่อการเติบโตในวิชาชีพแล้ว ในเชิงธุรกิจยังช่วยผลักดันอัตรากำไร (Margin) ของร้านให้ขยับสูงขึ้นอย่างมั่นคงอีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ชิษณุพันธ์ยังมองข้ามช็อตไปถึงกลุ่มลูกค้าที่ไม่ยอมเดินเข้าร้านสะดวกซักเพราะติดข้อจำกัดเรื่องความสะดวกและการเดินทาง เขาจึงเปิด New S-Curve ของบริษัทด้วยการเปิดตัวบริการ Delivery Service รับ-ส่งผ้าถึงหน้าประตูบ้านผ่านแอปพลิเคชันอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเขาเลือกที่จะไม่สร้างกองทัพขนส่งของตัวเองให้กลายเป็นต้นทุนคงที่ก้อนโต แต่ใช้วิธีจับมือเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ร่วมกับไรเดอร์ของ Grab ให้เข้ามาเป็นจิ๊กซอว์เชื่อมต่อความสะดวกสบายนี้
ระบบนี้ทำงานอย่างลื่นไหลผ่านแอปพลิเคชันของ WashXpress เมื่อลูกค้ากดสั่งงาน ไรเดอร์จะเข้าไปรับผ้าถึงหน้าบ้านลูกค้าเพื่อนำมาส่งที่สาขาใกล้ที่สุด จากนั้นพนักงานในร้านจะนำผ้าเข้าสู่กระบวนการ “ซัก อบ พับ” ตามมาตรฐานอย่างเนี้ยบ แล้วส่งต่อให้ไรเดอร์นำผ้าที่ซักหอมสะอาดและพับเรียบร้อยแล้วกลับไปส่งถึงมือลูกค้าโดยที่ลูกค้าไม่ต้องก้าวขาออกจากบ้านแม้แต่ก้าวเดียว การนำทั้งสองบริการนี้มาผสานรวมกันถือเป็นกลยุทธ์กระจายภาระงาน (Load Balancing) ที่ดึงกลุ่มคนซักผ้าในวันธรรมดาให้เข้ามาเพิ่มปริมาณการใช้งานเครื่องในช่วงเวลา 89% ที่ว่างอยู่ได้อย่างชาญฉลาด ทลายขีดจำกัดเดิม ๆ จนสามารถขยาย Ticket Size ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดได้อย่างแท้จริง
วิสัยทัศน์ 3-5 ปีข้างหน้า แผนการเติบโตด้วยกระแสเงินสด
เมื่อมองไปที่ภาพใหญ่ของอนาคต ชิษณุพันธ์เปรียบเทียบสัดส่วนจำนวนสาขาร้านสะดวกซักต่อประชากรให้เห็นภาพชัดเจนว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนอยู่ที่ 1 สาขาต่อ 12,000 คน ขณะที่ตลาดที่พัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นและมาเลเซีย มีสัดส่วนหนาแน่นถึง 1 สาขาต่อ 5,000 คน ตัวเลขนี้สะท้อนความจริงว่า ตลาดสะดวกซักในไทยยังสามารถเติบโตและขยายตัวได้อีกหนึ่งเท่าตัวเป็นอย่างน้อย
ปัจจุบัน WashXpress มีอยู่ 600 กว่าสาขา ทะยานขึ้นเป็นอันดับ 1 ในแง่ของสาขาที่บริษัทลงทุนเองทั้งหมด แผนงานถัดไปของ CEO คนใหม่นี้ไม่ใช่การเร่งขยายสาขาในเชิงปริมาณเพื่อตอบรับกระแสตลาดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเดินหน้าอย่างมั่นคงปีละ 100 สาขา เพื่อขยายให้ถึง 720 สาขาขึ้นไปในปี 2570 โดยการเติบโตทั้งหมดนี้จะขับเคลื่อนด้วยกระแสเงินสดจากการดำเนินงานหมุนเวียนไปเรื่อย ๆ ในระยะยาว โดยไม่มีความจำเป็นต้องระดมทุนภายนอกเพิ่มเติมให้เป็นภาระของบริษัท นอกจากนี้เขายังมองภาพขยายในอนาคตไปถึงการต่อยอดแอปพลิเคชันและการใช้ระบบสมาชิกอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเปลี่ยนร้านสะดวกซักให้กลายเป็นระบบนิเวศการดูแลเสื้อผ้าที่ครบวงจรในชีวิตประจำวันของคนเมืองอย่างแท้จริง
“ปรัชญาในการทำงานของผมคือ ไม่เน้นการทำโปรโมชันลดราคาเพื่อดึงดูดลูกค้าในระยะสั้น แต่จะเน้นการรักษามาตรฐานและคุณภาพที่ดีในระยะยาว เพื่อให้ WashXpress เป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในใจของลูกค้าอย่างแท้จริงครับ” ชิษณุพันธ์กล่าวด้วยน้ำเสียงสุขุมทว่าหนักแน่น
จากโรงงานปั่นด้ายในวันวาน สู่ตู้ซักผ้าหยอดเหรียญใต้ตึกอพาร์ตเมนต์และคอนโดมิเนียมนับร้อยสาขา และก้าวสู่ผู้นำธุรกิจสะดวกซักของเมืองไทยในวันนี้ ชิษณุพันธ์ ตั้งเฉลิมกุล กำลังเขียนเรื่องราวบทใหม่ของ WashXpress ที่ทำให้เห็นว่า การทำธุรกิจไม่ได้วัดกันที่ใครวิ่งเร็วที่สุด แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่การกุมบังเหียนบริหารให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด คุมจังหวะก้าวให้มั่นคง รักษามาตรฐานให้นิ่ง และส่งมอบคุณภาพและการบริการที่ดีที่สุดให้ลูกค้า ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาวได้อย่างแท้จริง
บทสัมภาษณ์อื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ปรัชญาความเสี่ยงและผู้นำไร้อัตตาแบบ ‘กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร’
ถอดวิธีคิด ณัชชาวีณ์ โกศลพิศิษฐ์ จากเจ้าของวลี ‘ดูปากณัชชานะคะ’ สู่ทักษะการปรับตัวในโลกที่หมุนไว



