Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

จาก ‘บ้านมาบจันทร์’ สู่ ‘บ้านหัวทุ่ง’ จากต้นน้ำสู่ปลายนา ความร่วมมือเพื่อสร้าง ‘ภูมิคุ้มกันน้ำ’ ของชุมชนอย่างยั่งยืน

จาก 'บ้านมาบจันทร์' สู่ 'บ้านหัวทุ่ง' จากต้นน้ำสู่ปลายนา ความร่วมมือเพื่อสร้าง 'ภูมิคุ้มกันน้ำ' ของชุมชนอย่างยั่งยืน

ภาพของระยองในความรับรู้ของหลายคน อาจเป็นจังหวัดที่มีฝนตกชุก และไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องน้ำ แต่สำหรับชุมชนที่อาศัยและทำการเกษตรอยู่รอบเขายายดา ความจริงกลับต่างออกไป เพราะภูมิประเทศที่มีความลาดชันสูงทำให้เมื่อฝนตกหนัก น้ำจะไหลลงจากภูเขา ผ่านลำคลอง และออกสู่ทะเลอย่างรวดเร็ว บางครั้งใช้เวลาเพียง 2-3 ชั่วโมงน้ำฝนจำนวนมากที่ตกลงมาจึงไม่ได้หมายความว่าจะมีน้ำเพียงพอ สำหรับใช้ตลอดทั้งปี

ปัญหานี้เคยสร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกรอย่างหนัก เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งและไม่มีน้ำเพียงพอสำหรับอุปโภค บริโภค รวมถึงการเกษตรซึ่งเป็นอาชีพหลักของชุมชน ปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่ากลายเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างชุมชนบ้านมาบจันทร์ และบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC เพื่อหาวิธีบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน โดยไม่ได้มองเพียงว่าจะหาน้ำจากที่ไหนเพิ่ม แต่ย้อนกลับไปตั้งคำถามว่า จะทำอย่างไรให้น้ำที่มีอยู่ไม่ไหลผ่านพื้นที่ไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงจะสร้าง “ภูมิคุ้มกันน้ำ” ให้คนในพื้นที่สามารถรู้สถานการณ์ วางแผน และรับมือกับภัยแล้งได้ด้วยตนเองในระยะยาวได้อย่างไร

จากป่าหญ้าคาที่เคยเกิดไฟป่า สู่ป่าต้นน้ำกว่า 28,000 ไร่

จาก 'บ้านมาบจันทร์' สู่ 'บ้านหัวทุ่ง' จากต้นน้ำสู่ปลายนา ความร่วมมือเพื่อสร้าง 'ภูมิคุ้มกันน้ำ' ของชุมชนอย่างยั่งยืน

เรื่องราวเริ่มต้นจากพื้นที่ต้นน้ำเขายายดา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นป่าเสื่อมโทรมจากการบุกรุกแผ้วถาง เพื่อทำไร่มันสำปะหลังต่อเนื่องเกือบ 8 ปี เมื่อดินเสื่อมโทรมและพื้นที่ถูกทิ้งร้าง สิ่งที่เหลืออยู่คือป่าหญ้าคาแห้งซึ่งกลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีในฤดูแล้ง ไฟป่าจึงเกิดขึ้นซ้ำแทบทุกปี  

กำนันวันดี อินทรพรม ตัวแทนชุมชนบริหารจัดการน้ำบ้านมาบจันทร์ จังหวัดระยอง เป็นหนึ่งในคนที่ผ่านช่วงเวลานั้นมาด้วยตัวเอง เมื่อเกิดไฟป่า ชาวบ้านต้องขึ้นไปช่วยกันดับไฟบนพื้นที่ภูเขาสูงชันที่รถดับเพลิงไม่สามารถเข้าถึง การดับไฟแต่ละครั้งจึงทั้งยากและเสี่ยง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการดับไฟเมื่อเกิดเหตุ คือการหาวิธีทำให้ผืนป่ากลับมาชุ่มชื้น และลดโอกาสเกิดไฟป่าในระยะยาว

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นราวปี 2550 เมื่อชุมชนได้ร่วมมือกับ SCGC ในการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ และเรียนรู้แนวทางการสร้างฝายชะลอน้ำ ซึ่งสร้างจากหินธรรมชาติในลำธาร โดยหัวใจของฝายลักษณะนี้ไม่ใช่การสร้างอ่างเพื่อกักน้ำ แต่เป็นการ “ชะลอน้ำ” ให้ไหลผ่านพื้นที่ช้าลง เมื่อฝายช่วยลดความเร็วของน้ำ มวลน้ำที่เดิมอยู่บนพื้นที่ป่าเพียงประมาณ 2 ชั่วโมงหลังฝนตก สามารถอยู่ได้นานขึ้นเป็น 2-3 วัน น้ำจึงมีเวลาซึมผ่านหน้าดินลงสู่ใต้ดินมากขึ้น ต้นไม้รอบลำธารสามารถดึงความชื้นไปใช้ฟื้นตัว ขณะที่ซากพืชที่ร่วงหล่นสะสมกลายเป็นชั้นหน้าดินซึ่งอุ้มน้ำได้ดีขึ้น จากฝายชุดแรกที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้และลงมือทำของชุมชน ปัจจุบันมีฝายสะสมอยู่ในระบบมากกว่า 7,600 ฝาย ขณะที่การฟื้นฟูป่าต้นน้ำเขายายดาครอบคลุมพื้นที่กว่า 28,000 ไร่ และช่วยสร้างผลผลิตน้ำท่าในลำธารเฉลี่ยมากกว่า 14 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

มีน้ำแล้ว ต้องรู้ด้วยว่ามีเท่าไรและควรใช้อย่างไร

การฟื้นป่าและสร้างฝายช่วยเพิ่มน้ำต้นทุน แต่การมีน้ำเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ หากไม่มีข้อมูลและกติกาที่ทำให้ทุกคนสามารถใช้น้ำร่วมกันได้อย่างเหมาะสม

SCGC ได้ถอดบทเรียนร่วมกับชุมชน และภาคีเครือข่าย เกิดเป็นโมเดล 2 สร้าง 2 เก็บ”  โดย “2 สร้าง” คือการสร้างคนให้มีความรู้ ความเข้าใจ และมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำ พร้อมกับสร้างกติกาสำหรับการใช้น้ำร่วมกัน ส่วน “2 เก็บ” คือการเก็บน้ำให้สามารถกักเก็บและกระจายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการเก็บข้อมูลเพื่อให้รู้ทั้งต้นทุนน้ำและความต้องการใช้น้ำ ก่อนนำมาใช้วางแผนและตัดสินใจ และสร้างภูมิคุ้มกันน้ำรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้ถูกบันทึกไว้เพียงเพื่อดูตัวเลข แต่ถูกนำมาใช้ตัดสินใจในการทำเกษตรจริง ชาวสวนทุเรียนสามารถคำนวณการให้น้ำตามระดับความชื้นแทนการรดน้ำตามความเคยชิน จึงลดการใช้น้ำโดยไม่จำเป็น ขณะเดียวกัน ชุมชนกำหนดกติกาให้แต่ละครัวเรือนใช้น้ำไม่เกิน 30 หน่วยต่อเดือน หรือ 1,000 ลูกบาศก์เมตร และในช่วงฤดูแล้งจะปิดวาล์วน้ำสลับกันเป็นรายซอย

กติกาเหล่านี้ทำให้การจัดการน้ำไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครอยู่ใกล้แหล่งน้ำหรือใครสามารถดึงน้ำไปใช้ได้มากกว่า แต่เป็นการบริหารทรัพยากรร่วมกันของคนทั้งชุมชน และกลายเป็นพื้นฐานที่ช่วยให้บ้านมาบจันทร์สามารถรับมือกับวิกฤติภัยแล้งรุนแรงในปี 2562 ได้

จากต้นน้ำที่บ้านมาบจันทร์ สู่ปลายน้ำที่บ้านหัวทุ่ง

อ่างเก็บน้ำห้วยหินดาด

เมื่อพื้นที่ต้นน้ำเริ่มมีระบบจัดการน้ำที่เข้มแข็ง ความร่วมมือจึงขยายลงมาตามสายน้ำสู่บ้านหัวทุ่ง หมู่ 4 ตำบลแกลง ชุมชนเกษตรกรรมปลายน้ำซึ่งอยู่ห่างจากทะเลเพียงประมาณ 500 เมตร ที่นี่มีคลองชุมเป็นเส้นทางน้ำสำคัญ แต่ในอดีตเมื่อถึงฤดูแล้ง น้ำในคลองลดลงอย่างมาก ขณะที่ตะกอนทรายจากด้านบนไหลลงมาทับถมจนแหล่งน้ำตื้นเขิน ฝายเดิม 3 แห่งชำรุดและไม่สามารถเก็บน้ำไว้สำหรับทำนาปรังได้

สมยศ หิรัญมาศ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ตำบลแกลง เล่าถึงช่วงเวลาที่เกษตรกรต้องลุ้นว่านาข้าวซึ่งกำลังเติบโตจะมีน้ำเพียงพอไปถึงวันเก็บเกี่ยวหรือไม่ เมื่อขาดน้ำ ชาวบ้านต้องซื้อน้ำมาเติมลงในนา แต่เงินที่จ่ายไปไม่ได้รับประกันว่าน้ำจะอยู่ได้นาน เพราะเมื่อไม่มีระบบกักเก็บ น้ำที่เติมลงไปก็แห้งหรือไหลออกจากพื้นที่อย่างรวดเร็ว

วิกฤติภัยแล้งในปี 2562 จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนของพื้นที่ บ้านหัวทุ่งได้รับความร่วมมือจาก SCGC และ สสน. เข้ามาช่วยวางแผนระบบน้ำ เริ่มจากการขุดลอกแหล่งน้ำที่มีตะกอนทรายสะสมมานานกว่า 10 ปี ซ่อมแซมฝายเก่า 3 ตัวให้กลับมาใช้งานได้ พร้อมจัดทำแผนที่ลำน้ำและเก็บข้อมูลเพื่อวางแผนการใช้น้ำร่วมกัน

ภูมิคุ้มกันน้ำที่สร้างไม่ได้ด้วยชุมชนเดียว

น้ำทิพย์ สำเภาประเสริฐ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารแบรนด์ และคณะกรรมการสังคมและสิทธิมนุษยชน บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC มองว่า บทเรียนสำคัญจากบ้านมาบจันทร์และบ้านหัวทุ่งอยู่ที่การสร้าง “ภูมิคุ้มกันน้ำ” โดยหัวใจสำคัญคือการทำให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเอง และคาดการณ์ถึงปัญหาก่อนที่จะเกิดปัญหา

จาก 'บ้านมาบจันทร์' สู่ 'บ้านหัวทุ่ง' จากต้นน้ำสู่ปลายนา ความร่วมมือเพื่อสร้าง 'ภูมิคุ้มกันน้ำ' ของชุมชนอย่างยั่งยืน

การสร้างภูมิคุ้มกันดังกล่าว ไม่สามารถเกิดขึ้นจากบ้านเพียงหลังเดียวหรือชุมชนเพียงแห่งเดียว แต่ต้องเชื่อมโยงตั้งแต่ระดับครัวเรือน ชุมชน ตำบล ไปจนถึงเมือง ความร่วมมือระหว่างบ้านมาบจันทร์และบ้านหัวทุ่ง จึงมีความหมายมากกว่าการมีโครงการจัดการน้ำอยู่ในสองพื้นที่ เพราะเมื่อชุมชนต้นน้ำสามารถจัดการปัญหาของตัวเองได้แล้ว ยังเป็นฝ่ายเชื่อมโยงและชักชวน ให้เกิดการแก้ปัญหาในพื้นที่ปลายน้ำที่ใช้ทรัพยากรน้ำจากระบบเดียวกัน

โดยทางสสน. ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำ ได้เข้ามาช่วยให้คำปรึกษาและวางระบบทางน้ำเพื่อเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำตลอดทั้งสายจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการทำให้ชุมชนมีน้ำใช้ แต่คือการสร้างศักยภาพให้ชุมชนสามารถ รู้สถานการณ์ วางแผน และบริหารจัดการน้ำได้ด้วยตนเอง พร้อมพัฒนาผู้นำชุมชนให้สามารถส่งต่อองค์ความรู้ไปยังพื้นที่อื่นได้ในอนาคต

ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. เล่าว่าเบื้องหลังการทำงานในพื้นที่คือโครงข่ายข้อมูลน้ำระดับประเทศของ สสน. ซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลจาก 56 หน่วยงาน 13 กระทรวง และ 1 องค์กรอิสระ ผ่านระบบคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติและ ThaiWater เพื่อให้สามารถติดตามสถานการณ์และนำข้อมูลมาช่วยวางแผนรับมือทั้งภาวะน้ำมากและภัยแล้ง

ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญต่อการเปลี่ยนวิธีรับมือปัญหาน้ำ จากเดิมที่ต้องรอให้เกิดปัญหาแล้วจึงเข้าไปแก้ไข ไปสู่การรู้สถานการณ์และเตรียมพร้อมล่วงหน้า แต่ข้อมูลระดับประเทศจะมีความหมายต่อชีวิตของคนในชุมชนก็ต่อเมื่อคนในพื้นที่สามารถอ่าน เข้าใจ และนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้กับการตัดสินใจในชีวิตจริง

เมื่อน้ำกลับมา ชีวิตของคนปลายน้ำก็เปลี่ยนตาม

ผลของการจัดการน้ำปรากฏชัดผ่านชีวิตของเกษตรกร จากพื้นที่ที่เคยต้องพึ่งพาฝนและทำนาได้เพียงปีละครั้ง วันนี้เกษตรกรสามารถทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง  โดยผลผลิตข้าวเฉลี่ยของหมู่บ้านเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 60 ถังต่อไร่

เมื่อผลผลิตเพิ่มขึ้น เกษตรกรบางส่วนที่มีเวลาก็นำข้าวไปตากให้แห้งเพื่อเพิ่มมูลค่า แทนการขายข้าวเปลือกชื้นในราคาตลาดประมาณกิโลกรัมละ 7 บาท ข้าวที่ผ่านการตากและมีคุณภาพตามความต้องการสามารถขายตรงให้กลุ่มฟาร์มเลี้ยงไก่ชนส่งออกในพื้นที่ได้ประมาณกิโลกรัมละ 13-15 บาท ทำให้ชาวบ้านมีทางเลือกในการจำหน่ายผลผลิตเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลางเพียงช่องทางเดียว

เมื่อมองกว้างออกไปถึงพื้นที่รอบเขายายดา ผลผลิตทางการเกษตรรวมในพื้นที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 79 ล้านกิโลกรัมต่อปี และกลายเป็นฐานที่สามารถต่อยอดไปสู่สินค้าแปรรูป วิสาหกิจชุมชน และการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของท้องถิ่น น้ำที่ถูกเก็บไว้ตั้งแต่ต้นทางจึงไม่ได้มีความหมายเฉพาะต่อการมีน้ำใช้ แต่เชื่อมโยงไปถึงการผลิตและการสร้างรายได้ของชุมชนในพื้นที่ด้วย

จากการแก้แล้ง สู่แผนน้ำระดับตำบล

ประสบการณ์จากบ้านหัวทุ่งยังนำไปสู่การขยายการจัดการน้ำจากระดับหมู่บ้านไปสู่ระดับตำบล ภายใต้การทำงานของ บุญเลิศ อนันตภูมิ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแกลง โดย อบต.แกลง เริ่มจัดทำฐานข้อมูลน้ำในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาแผนน้ำตำบลระยะเวลา 3 ปี และสร้างเครือข่ายคณะกรรมการน้ำตำบลแกลงเข้ามาร่วมดูแลการบริหารจัดการน้ำ

การมีฐานข้อมูลและแผนระยะยาวทำให้การจัดการน้ำไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งที่เกิดภัยแล้ง แต่สามารถมองเห็นทั้งแหล่งน้ำ ความต้องการใช้น้ำ และพื้นที่ที่ต้องเตรียมรับมือ ก่อนนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้วางแผนร่วมกัน กลไกในระดับตำบลจึงเข้ามาเสริมสิ่งที่ชุมชนทำอยู่เดิม ให้การดูแลน้ำสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างเป็นระบบ โดยมีทั้งชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่ายคณะกรรมการน้ำเข้ามามีส่วนร่วม

ในพื้นที่ปลายน้ำ อบต.แกลงยังมีเป้าหมายขยายแนวคันดิน คันกั้นน้ำเค็ม และฝายชะลอน้ำเพื่อประคองระดับน้ำจืดบริเวณปลายคลองชุมให้ครอบคลุมมากขึ้น เป้าหมายคือเก็บและตรึงน้ำจืดไว้ในพื้นที่ก่อนที่จะไหลลงทะเล พร้อมรักษาความชุ่มชื้นใต้ดินให้แผ่ไปหล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรและสวนทุเรียนโดยรอบ

จากป่าต้นน้ำสู่ทุ่งข้าว เมื่อน้ำเชื่อมทั้งระบบเข้าด้วยกัน

จาก 'บ้านมาบจันทร์' สู่ 'บ้านหัวทุ่ง' จากต้นน้ำสู่ปลายนา ความร่วมมือเพื่อสร้าง 'ภูมิคุ้มกันน้ำ' ของชุมชนอย่างยั่งยืน

หากมองย้อนกลับไปตลอดเส้นทาง สิ่งที่เกิดขึ้นรอบเขายายดาเริ่มจากโจทย์พื้นฐานที่สุด คือทำอย่างไรให้น้ำฝนที่ตกลงมาไม่ไหลออกจากพื้นที่และลงทะเลภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่สามารถอยู่ในพื้นที่ได้นานขึ้น จากฝายธรรมชาติที่ช่วยชะลอน้ำบนภูเขา การฟื้นป่าต้นน้ำกว่า 28,000 ไร่ ไปจนถึงการเก็บข้อมูลและกำหนดกติกาการใช้น้ำร่วมกัน ก่อนเชื่อมต่อมายังการฟื้นระบบน้ำในพื้นที่ปลายน้ำ

ผลลัพธ์ที่ตามมาจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการมีน้ำใช้ ป่าต้นน้ำที่ฟื้นกลับมาช่วยสร้างผลผลิตน้ำท่าเฉลี่ยมากกว่า 14 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี พบพรรณไม้ 120 ชนิด สัตว์ป่า 123 ชนิด และสามารถกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 2.5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ขณะที่ปลายน้ำ ระบบจัดการน้ำบ้านหัวทุ่งสามารถรองรับพื้นที่นาปรังประมาณ 60 ไร่ สนับสนุนพื้นที่เกษตรรวมประมาณ 300 ไร่ และสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ผู้ใช้น้ำมากกว่า 90 ครัวเรือน

จากเกษตรกรที่เคยต้องรอฝนและทำนาได้เพียงปีละครั้ง วันนี้สามารถทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง มีน้ำสำหรับวางแผนการผลิต และมีทางเลือกในการเพิ่มมูลค่าผลผลิตมากขึ้น ขณะที่พื้นที่เกษตรรอบเขายายดามีผลผลิตรวมมากกว่า 79 ล้านกิโลกรัมต่อปี ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่สินค้าแปรรูป วิสาหกิจชุมชน และการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของท้องถิ่น

จากน้ำฝนที่ครั้งหนึ่งไหลลงจากเขาและออกทะเลภายใน 2-3 ชั่วโมง วันนี้น้ำบางส่วนถูกชะลอไว้บนภูเขา ซึมลงสู่ผืนดิน หล่อเลี้ยงป่า ไหลลงสู่ลำคลอง ก่อนถูกเก็บไว้ใช้ในสวนและทุ่งข้าว จากบ้านมาบจันทร์ถึงบ้านหัวทุ่ง สายน้ำสายเดียวกันจึงเชื่อมทั้งป่า เกษตรกรรม เศรษฐกิจ และชีวิตของผู้คนเข้าด้วยกัน และทำให้คำว่า “ภูมิคุ้มกันน้ำ” ไม่ได้หมายถึงการมีน้ำสำรองเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการที่คนในพื้นที่มีความรู้ มีข้อมูล มีกติกา และสามารถร่วมกันดูแลทรัพยากรน้ำตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำได้ในระยะยาว

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar