จากเส้นด้ายรีไซเคิล ที่ครั้งหนึ่งถูกมองว่าเป็นเพียงวัตถุดิบราคาถูกสำหรับผลิตม็อบถูพื้น วันนี้ SC Grand กำลังพาธุรกิจครอบครัวที่อยู่กับขยะสิ่งทอมานานกว่า 60 ปี ไปสู่บทบาทใหม่ในอุตสาหกรรมสิ่งทอหมุนเวียน ตั้งแต่การนำเศษด้าย เศษผ้า และเสื้อผ้าเก่ากลับมาเป็นเส้นใย เส้นด้าย และผ้าผืน ไปจนถึงการทำงานร่วมกับแบรนด์แฟชั่น เฟอร์นิเจอร์ และองค์กรขนาดใหญ่ เพื่อเปลี่ยนขยะสิ่งทอให้กลับเข้าสู่ระบบการผลิตอีกครั้ง
เป้าหมายต่อจากนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่ประเทศไทย แต่ต้องการขยายบทบาทไปสู่ห่วงโซ่อุปทานสิ่งทอในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมองปริมาณขยะสิ่งทอจากฐานการผลิตเพื่อส่งออกของประเทศในภูมิภาคเป็นโอกาสในการพัฒนาระบบรีไซเคิล และเชื่อมต่อเทคโนโลยีใหม่เข้ากับอุตสาหกรรมสิ่งทอของอาเซียน
จิรโรจน์ พจนาวราพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แสงเจริญแกรนด์ จำกัด หรือ SC Grand เล่าถึงการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจบนเวทีสัมมนา Circular Economy Forum 2026: Sustainability in Action ซึ่งจัดโดย The Story Thailand ร่วมกับหอการค้าไทย และสถาบันวิทยาการเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค (CE Academy by UTCC) โดยชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจหมุนเวียนไม่ใช่เรื่องที่จำกัดอยู่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ แต่ SME ก็สามารถนำมาปรับใช้กับธุรกิจและสร้างมูลค่าใหม่จากสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นของเสียได้เช่นกัน
จากม็อบถูพื้น สู่ผ้ารีไซเคิล
จุดเริ่มต้นของ SC Grand ย้อนกลับไปกว่า 60 ปี ในรุ่นคุณยายของคุณจิรโรจน์ ซึ่งทำธุรกิจซื้อขายขยะสิ่งทอ ทั้งเศษด้ายจากโรงงานทอผ้าและเศษผ้าจากโรงงานตัดเย็บ ก่อนที่รุ่นอากงและคุณแม่จะตั้งโรงงานปั่นด้ายเมื่อประมาณ 40 ปีก่อน หลังเห็นว่าขยะเหล่านี้สามารถนำกลับมาปั่นเป็นเส้นด้ายได้ แต่ในเวลานั้นเส้นด้ายรีไซเคิลยังถูกมองว่าเป็นสินค้าราคาถูก ตลาดหลักจึงอยู่ในสินค้าพื้นฐานอย่างม็อบถูพื้นที่ต้องใช้มือบิด
เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน คุณจิรโรจน์เข้ามาช่วยธุรกิจครอบครัวและเริ่มใช้การสร้างแบรนด์เพื่อเพิ่มมูลค่าให้สินค้า ก่อนจะเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญในช่วงโควิด-19 เมื่อโรงงานจำนวนมากปิดตัวและครอบครัวเองก็พิจารณาว่าจะหยุดทำธุรกิจ แต่คุณจิรโรจน์เลือกเดินต่อ โดยนำแนวคิด Circular Economy ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ครอบครัวทำกับขยะสิ่งทอมานาน มาปรับเป็นทิศทางหลักของธุรกิจ
SC Grand จึงเปลี่ยนจากการผลิตเส้นด้ายรีไซเคิลแบบเดิม มาสู่การนำเศษด้าย เศษผ้า และเสื้อผ้าเก่ามาคัดแยกตามสี ก่อนทำกลับเป็นเส้นใย ปั่นเป็นเส้นด้าย และทอเป็นผืนผ้าใหม่ กระบวนการนี้ทำให้ขยะสิ่งทอไม่ได้จบลงในฐานะของเหลือจากการผลิต แต่กลับมาเป็นวัตถุดิบสำหรับสร้างสินค้าใหม่ได้อีกครั้ง
คัดสีเดิม ลดฟอกย้อม ลดใช้ทรัพยากร
หัวใจของการรีไซเคิลอยู่ที่การใช้สิ่งที่มีอยู่ในวัตถุดิบเดิมให้มากที่สุด ตัวอย่างเช่น เสื้อผ้าเก่าสีขาวสามารถนำกลับมาทำเป็นเสื้อผ้าสีขาวโดยไม่ต้องผ่านการฟอกย้อมใหม่ ขณะที่การนำฝ้ายรีไซเคิลมาเป็นส่วนผสมช่วยลดความจำเป็นในการใช้ฝ้ายใหม่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้น้ำ สารเคมี และยาฆ่าแมลงในการเพาะปลูก
SC Grand ยังนำ Life Cycle Assessment หรือ LCA มาใช้เปรียบเทียบผลกระทบระหว่างเส้นใยและฝ้ายใหม่กับฝ้ายรีไซเคิล ทั้งด้านการใช้น้ำและการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อทำให้ผลจากการรีไซเคิลสามารถวัดและตรวจสอบได้ พร้อมพัฒนาการตรวจสอบย้อนกลับของวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์
บริษัทดำเนินการด้านมาตรฐานและการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน ทั้ง B Corp และ GRS (Global Recycled Standard) สำหรับสำหรับวัตถุดิบรีไซเคิลในอุตสาหกรรมสิ่งทอ รวมถึงการประเมิน Carbon Footprint of Product กับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ขณะที่ภายในโรงงานได้ติดตั้ง Solar Rooftop ขนาดประมาณ 1 เมกะวัตต์ และเก็บข้อมูลการลดคาร์บอนจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
ยกระดับผ้ารีไซเคิล สู่ Ingredients Brand
อีกจุดเปลี่ยนสำคัญคือการวาง SC Grand ให้เป็นแบรนด์วัตถุดิบ หรือ Ingredients Brand แทนการอยู่เบื้องหลังในฐานะโรงงานเพียงอย่างเดียว เป้าหมายคือทำให้แบรนด์ที่ต้องการพัฒนาสินค้าจากสิ่งทอรีไซเคิลสามารถเลือกใช้ผ้าของ SC Grand และนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ของตัวเอง
แนวทางดังกล่าวทำให้ SC Grand เข้าไปทำงานร่วมกับแบรนด์หลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่ Carnival ซึ่งนำผ้ารีไซเคิลไปใช้ในคอลเลกชัน Green Label ขณะที่ยืดเปล่านำเศษผ้าที่เกิดจากกระบวนการตัดเย็บกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิลและพัฒนาเป็นคอลเลกชัน REWIND และ ECOTECH
ตลาดไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเสื้อผ้า เพราะผ้ารีไซเคิลยังถูกนำไปใช้กับเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน โดย Yothaka นำผ้าที่ผลิตจากเสื้อผ้าเก่าซึ่งคัดแยกตามสีมาพัฒนาเป็นผ้าหุ้มเฟอร์นิเจอร์และนำผลงานไปจัดแสดงในฝรั่งเศส ขณะที่ PDM นำผ้าของ SC Grand ไปใช้กับเฟอร์นิเจอร์ และศุภาลัยนำสิ่งทอรีไซเคิลไปใช้กับเฟอร์นิเจอร์และผ้าม่านในบ้านตัวอย่าง แสดงให้เห็นว่าขยะสิ่งทอสามารถกลับเข้าสู่ตลาดในรูปของสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้
เปลี่ยน Uniform เก่า เป็นสินค้าใหม่

นอกจากการขายผ้า SC Grand ยังพัฒนาแบรนด์ Circular ขึ้นมาในช่วงโควิด-19 โดยแบ่งธุรกิจออกเป็นตลาดองค์กรและตลาดผู้บริโภค สำหรับ Circular B2B บริษัททำหน้าที่เป็น Recycle Partner ให้องค์กรที่ต้องการนำ Uniform หรือขยะสิ่งทอกลับมาใช้ใหม่
โมเดลนี้เริ่มจากการรับเสื้อผ้าเก่าหรือ Uniform จากองค์กร ก่อนนำไปเป็นส่วนผสมในการผลิตสินค้าใหม่ หรือเลือกใช้ผ้ารีไซเคิลที่บริษัทมีอยู่แล้วตามระยะเวลาการผลิตและความต้องการของลูกค้า ผลลัพธ์จึงสามารถออกมาได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่เสื้อโปโล แจ็กเก็ต หมวก กระเป๋า ไปจนถึงสินค้าไลฟ์สไตล์
SC Grand เคยทำงานกับองค์กรและสายการบินหลายแห่ง เช่น การบินไทย ไทยสมายล์ แอร์เอเชีย เฟดเอ็กซ์ และ PT โดยนำ Uniform หรือเสื้อผ้าเก่ากลับมาพัฒนาเป็นสินค้าใหม่ นอกจากนี้ยังมีระบบ QR Code ที่เชื่อมกับข้อมูลจากการประเมินวัฏจักรชีวิต เพื่อให้เห็นผลด้านการใช้ทรัพยากรและการปล่อยคาร์บอนจากผลิตภัณฑ์รีไซเคิล
การทำงานยังขยายไปสู่โครงการรับคืนวัสดุและกิจกรรมร่วมกับแบรนด์ เช่น การวางจุดรับ Textile Waste และโครงการร่วมกับไฮยีนที่นำวัสดุจากถุงบรรจุภัณฑ์ไปใช้เป็นส่วนประกอบตกแต่งรองเท้าสำหรับเด็ก เพื่อเพิ่มการมองเห็นขณะเดินทางบนถนน
ขณะที่ Circular B2C เป็นการนำแนวคิดเดียวกันมาพัฒนาเป็นสินค้าแฟชั่นสำหรับผู้บริโภคทั่วไป ผ่านช่องทางออนไลน์และจุดจำหน่ายสินค้า โดยคุณจิรโรจน์ยอมรับว่าธุรกิจค้าปลีกยังอยู่ระหว่างการปรับแบรนด์และพัฒนารูปแบบสินค้าให้ชัดเจนขึ้น
ปักหมุด Supply Chain Partner อาเซียน
ตลาดที่ SC Grand มองต่อไปคือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะหลายประเทศในภูมิภาคเป็นฐานการผลิตเสื้อผ้าสำคัญและผลิตสินค้าเพื่อส่งออกในสัดส่วนสูง เมื่อการผลิตจำนวนมากเกิดขึ้นในภูมิภาค ขยะสิ่งทอจากกระบวนการผลิตจึงยังคงอยู่ในห่วงโซ่อุปทานเป็นจำนวนมาก
ขณะเดียวกัน กฎระเบียบในยุโรปที่เข้มงวดขึ้นเปิดโอกาสให้ธุรกิจรีไซเคิลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน คุณจิรโรจน์จึงมองบทบาทของ SC Grand ในอนาคตมากกว่าการเป็นผู้ผลิตผ้ารีไซเคิล แต่ต้องการเป็น Supply Chain Partner ที่สามารถเชื่อมขยะสิ่งทอในภูมิภาคเข้ากับเทคโนโลยีรีไซเคิลและนำกลับมาเป็นสิ่งทอใหม่
บริษัทเริ่มสร้างความร่วมมือด้านเทคโนโลยีกับพันธมิตรต่างประเทศ โดยคุณจิรโรจน์กล่าวว่า ได้ลงนามข้อตกลงไม่เปิดเผยข้อมูล หรือ NDA กับพันธมิตรในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียและผู้เล่นรายใหญ่ในเอเชีย เพื่อเรียนรู้และเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีรีไซเคิลใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายระยะยาวคือการวาง SC Grand เป็น Supply Chain Partner ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพัฒนาไปสู่ Circular Textile Ecosystem
อย่างไรก็ตาม คุณจิรโรจน์ไม่ได้มองเส้นทางนี้ว่าเป็นการเติบโตที่เกิดขึ้นอย่างง่ายดาย เขายอมรับว่า SC Grand ยังเป็น SME ขนาดเล็ก และตลอดห้าปีของการนำ Circular Economy เข้ามาเปลี่ยนธุรกิจต้องผ่านช่วงล้มลุกคลุกคลาน แม้ธุรกิจจะเติบโตขึ้น แต่ยังต้องใช้เวลาในการสร้างความแข็งแรง โดยปีนี้เป็นช่วงที่ธุรกิจใหม่เริ่มมีแนวโน้มทำกำไร
3 ขาธุรกิจ ขับเคลื่อน Circular Textile

โครงสร้างธุรกิจของ SC Grand ในวันนี้จึงมี 3 ส่วนที่เชื่อมต่อกัน ส่วนแรกคือ SC Grand ในฐานะแบรนด์ผ้าและวัตถุดิบรีไซเคิลที่ทำงานร่วมกับแบรนด์แฟชั่นและเฟอร์นิเจอร์ ส่วนที่ 2 คือ Circular B2B ซึ่งทำงานกับองค์กรในการนำเสื้อผ้าและ Uniform เก่ากลับมาผลิตเป็นสินค้าใหม่ และส่วนที่ 3 คือ Circular B2C ที่นำวัสดุรีไซเคิลมาพัฒนาเป็นสินค้าแฟชั่นสำหรับตลาดผู้บริโภค
จากธุรกิจซื้อขายเศษด้ายและเศษผ้าในรุ่นคุณยาย สู่โรงงานปั่นด้ายในรุ่นถัดมา และการเปลี่ยนธุรกิจเข้าสู่ Circular Textile ในรุ่นปัจจุบัน เส้นทางของ SC Grand สะท้อนการต่อยอดสิ่งที่ครอบครัวทำมาตลอดหลายสิบปี มากกว่าการเริ่มต้นธุรกิจใหม่จากศูนย์ เพียงแต่เปลี่ยนวิธีมองขยะสิ่งทอจากวัสดุราคาต่ำให้กลายเป็นวัตถุดิบที่สามารถกลับเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตได้อีกครั้ง
เป้าหมายต่อจากนี้คือการขยายแนวทางดังกล่าวออกไปในระดับภูมิภาค พร้อมกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กร โดย SC Grand ตั้งเป้าสู่ Carbon Neutral ในปี 2033 และ Net Zero ในปี 2043 หากเดินไปถึงจุดนั้นได้ ธุรกิจครอบครัวที่เริ่มจากการซื้อขายเศษสิ่งทอเมื่อกว่า 60 ปีก่อน จะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรีไซเคิลของเสีย แต่กำลังพยายามวางตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของระบบสิ่งทอหมุนเวียนของอาเซียน
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
PPWR เปลี่ยนเกมบรรจุภัณฑ์เปิดโอกาส SME ไทยในตลาด EU
Nature Positive เมื่อธรรมชาติกลายเป็นกลยุทธ์ธุรกิจ



