เวทีเสวนาภายใต้หัวข้อการสร้างระบบนิเวศ “Tech for Good” ของประเทศไทย ได้สะท้อนจุดเปลี่ยนสำคัญของเทคโนโลยีที่กำลังมุ่งสู่ยุค Edge AI และ Hybrid AI ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการประมวลผลข้อมูลระดับท้องถิ่น ลดความหน่วง และรักษาความเป็นส่วนตัว โดยผู้เชี่ยวชาญระดับโลกและผู้นำภาคเอกชนไทยต่างเห็นพ้องกันว่า การขับเคลื่อนสมาร์ทซิตี้ที่ยั่งยืนต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจปัญหาของผู้ใช้งาน (Pain Point) เป็นศูนย์กลาง และปรับเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อปัญญาประดิษฐ์ให้เป็นเสมือนเพื่อนร่วมทีม ขณะที่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นผ่านมาตรฐาน dSURE พร้อมอัดฉีดมาตรการทางภาษีและโครงการสนับสนุนการจ้างงาน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้แก่โครงสร้างพื้นฐานและกำลังคนดิจิทัลของประเทศ
พลิกโฉมสู่ยุค Edge AI และระบบนิเวศแบบ “ประภาคาร”
เอสที ลิว (ST Liew) ประธานบริษัท Qualcomm ประจำไต้หวัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ได้ฉายภาพทิศทางเทคโนโลยีโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาระบบคลาวด์ (Cloud) เพียงอย่างเดียว มาสู่การให้ความสำคัญกับ Edge AI ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญสำหรับบริบทของประเทศไทยในปัจจุบัน โดยระบุว่าการทำงานของปัญญาประดิษฐ์ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดนั้น จำเป็นต้องดำเนินงานในรูปแบบ “Hybrid AI” ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างระบบคลาวด์และการประมวลผลที่จุด Edge หรือจุดที่ใกล้กับแหล่งข้อมูลและสถานที่เกิดเหตุให้มากที่สุด
สาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดจากโครงสร้างของสังคม ชุมชน และประเทศที่ประกอบไปด้วยจุดเชื่อมต่อย่อยนับล้านจุด (Millions of places at the edge) ซึ่งแต่ละจุดเต็มไปด้วยอุปกรณ์ที่มีหน้าที่ตรวจจับ (Sensing) และจัดเก็บข้อมูล ดังนั้นกระบวนการประมวลผลและตัดสินใจจึงควรเกิดขึ้นทันที ณ จุดนั้น (On the spot) แทนที่จะต้องส่งข้อมูลจำนวนมหาศาลกลับไปประมวลผลที่ส่วนกลางและส่งผลลัพธ์กลับมาใหม่ ซึ่งกระบวนการนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภคในสามมิติหลัก ได้แก่ การลดความหน่วง (Latency) ทำให้สามารถรับรู้และตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้ทันที การรักษาความเป็นส่วนตัว (Privacy) ของข้อมูลที่ดีกว่าเนื่องจากข้อมูลไม่ต้องเดินทางไกล และการประหยัดพลังงาน (Energy Saving) จากการลดภาระการรับส่งข้อมูลไปกลับระหว่างอุปกรณ์และคลาวด์

ในด้านยุทธศาสตร์การสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) คุณเอสที ลิว เปรียบเทียบแนวทางการพัฒนาว่าจำเป็นต้องมีโครงการตัวอย่างเพียง 1-2 โครงการ เพื่อทำหน้าที่เสมือน “ประภาคาร” (Lighthouse) ที่ส่องแสงแสดงความเป็นไปได้ให้ภาคส่วนอื่นได้เห็นเป็นแบบอย่าง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการมุ่งเน้นเพียงแค่การติดตั้งระบบ (Deployment) คือการเตรียมความพร้อมด้านเครื่องมือ (Tools) และแพลตฟอร์ม เพื่อให้นักพัฒนา สตาร์ตอัป และนักศึกษาในประเทศไทย สามารถนำเครื่องมือเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาในบริบทของตนเองได้
ปัจจุบันสถานการณ์การเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีได้ขยายตัวไปสู่กลุ่มเยาวชน โดยพบว่าเด็กอายุระหว่าง 6-10 ปี เริ่มมีการเรียนรู้การใช้งาน AI ผสานร่วมกับฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์แล้ว ทาง Qualcomm จึงวางบทบาทในการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ผู้ออกกฎระเบียบ มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนและกระจายเครื่องมือเหล่านี้ให้เข้าถึงบุคลากรทุกระดับ ตั้งแต่ในโรงเรียนไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นการปูพื้นฐานกำลังคนด้านดิจิทัลของประเทศให้แข็งแกร่งในระยะยาว
นิยามใหม่ “Tech for Good” นวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาจริง
ในมุมมองของภาคเอกชนไทย อิทธิชัย ภูมิศิริวิไล กรรมการผู้จัดการและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท กรีนไอ โอ จำกัด กล่าวว่า การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสังคมนั้น ไม่ควรเริ่มต้นด้วยการนำเทคโนโลยีเป็นตัวตั้ง แต่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจปัญหาหรือความต้องการ (Pain Point) ของผู้ใช้งานเป็นลำดับแรก เพราะหากยึดเทคโนโลยีเป็นศูนย์กลาง จะไม่สามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจริงได้ ดังนั้นกระบวนการคิดจึงควรเริ่มจากการทำความเข้าใจสถานการณ์ที่ผู้ใช้งานต้องเผชิญ แล้วจึงพิจารณาว่าเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันจะสามารถนำมาช่วยพัฒนาหรือแก้ไขปัญหานั้นได้อย่างไร
สังคมที่ดีเกิดจากค่าเฉลี่ยของการกระทำร่วมกันของทุกคน แม้เทคโนโลยีจะมีให้เลือกใช้มากมาย แต่ผลลัพธ์ย่อมขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเลือกใช้ของมนุษย์ โดยทางบริษัทได้ผนึกกำลังความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรอย่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) และสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT) ในการส่งเสริมและสนับสนุนนักพัฒนารุ่นใหม่ (Developer) เพื่อมุ่งเน้นการบ่มเพาะและสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคม ด้วยการนำเทคโนโลยีที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยเหลือและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ด้อยโอกาส
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายสนับสนุนให้ผู้เล่นในอุตสาหกรรมและนักพัฒนาสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลแบบเปิด (Open Source) เพื่อให้สามารถพัฒนาโมเดลต่างๆ ของไทยได้เอง โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งเพียงอย่างเดียว ซึ่งระบบที่พัฒนาขึ้นสามารถรองรับการทำงานได้ทั้งบนระบบ AI หรือระบบคลาวด์ (Cloud) แนวทางดังกล่าวจะช่วยสร้างความหลากหลายและเพิ่มทางเลือกในการแก้ปัญหาให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืน
ยกระดับกำลังคนและเปลี่ยนมุมมองต่อ AI
ดร.เทพชัย ทรัพย์นิธิ นายกสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT) ได้วิเคราะห์ถึงภาพรวมการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ของไทยว่า เทรนด์เทคโนโลยีในปัจจุบันกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากระบบที่อิงกับเซิร์ฟเวอร์ (Server-based) ไปสู่รูปแบบของ Physical AI หรือ Edge AI มากยิ่งขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลโดยตรงต่อการใช้งานจริงในระดับท้องถิ่น (Local Community) ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างในภาคการเกษตรที่มีการนำเทคโนโลยีการตรวจสอบด้วยภาพ (Visual Inspection) และตู้ตรวจวัดอุณหภูมิเข้ามาใช้งาน เพื่อวิเคราะห์ปริมาณแมลงและโรคพืชที่เกิดขึ้น ณ จุดเกิดเหตุ ซึ่ง AI ได้เข้ามามีบทบาทช่วยเกษตรกรได้อย่างมาก หรือกรณีการจัดการอุบัติเหตุจราจรที่เทคโนโลยีสามารถทำงานร่วมกับตำรวจและชุมชนท้องถิ่นในการป้องกันและแก้ไขปัญหา
ในส่วนบทบาทของสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทยนั้น มุ่งเน้นภารกิจสำคัญในการนำโจทย์ปัญหาจากหน้างานจริงมาจับคู่กับกระบวนการแก้ปัญหา เพื่อเอื้อให้ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องรอส่งข้อมูลเข้าสู่เซิร์ฟเวอร์ส่วนกลาง ซึ่งช่วยเพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
สำหรับยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนากำลังคน ดร.เทพชัย เสนอแนวคิดที่สำคัญว่าสังคมไทยต้องปรับเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อ AI จากเดิมที่มองว่าเป็นเพียง “เครื่องมือ” (Tool) ให้กลายเป็น “เพื่อนร่วมทีม” (Team) ที่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์ โดยขณะนี้ทางสมาคมฯ กำลังขับเคลื่อนโครงการ AI Super Engineer เพื่อพัฒนากำลังคนด้านปัญญาประดิษฐ์ โดยขยายขอบเขตจากเดิมที่เน้นทักษะด้าน Cloud-based มาสู่ Edge AI เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงภาคการศึกษาเข้ากับภาคธุรกิจ (Real Sector) โดยมุ่งทำให้เครื่องมือที่นิสิตนักศึกษาเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยมีความใกล้เคียงกับการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม (Practical) มากที่สุด เพื่อให้บัณฑิตที่จบใหม่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานและปฏิบัติงานได้ทันที เป็นการเชื่อมต่อระบบการศึกษาและการทำงานให้เป็นเนื้อเดียวกัน
กลไกภาครัฐหนุนมาตรฐานและแรงจูงใจทางการเงิน
ดร.ปรีสาร รักวาทิน ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มงานส่งเสริมการประยุกต์ใช้ดิจิทัล สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) กล่าวถึงนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลว่า depa วางบทบาทเป็นคนกลาง (Matchmaking) ในการเชื่อมโยงระบบนิเวศทั้งสามส่วน ได้แก่ เทคโนโลยีระดับโลก (Global Tech) ผู้ผลิตเทคโนโลยีในไทย (Maker) และผู้ใช้งาน (User) ให้ทำงานสอดประสานกัน โดยหัวใจสำคัญของการส่งเสริมเทคโนโลยีคือการสร้าง “ความเชื่อมั่น” (Trust) เนื่องจากที่ผ่านมามักประสบปัญหาความไม่เชื่อมั่นในสินค้าเทคโนโลยีที่ไม่มีคุณภาพหรือความกังวลเรื่องความปลอดภัย depa จึงได้กำหนดมาตรฐานตราสัญลักษณ์ “dSURE” ขึ้นเพื่อรับรองคุณภาพใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ความปลอดภัยในการใช้งาน (Safety) ประสิทธิภาพการใช้งานได้จริงตรงตามคุณสมบัติที่โฆษณา (Functional) และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) เพื่อป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลสุขภาพรั่วไหลไปยังต่างประเทศ
ในด้านมาตรการสนับสนุนทางการเงินและสิทธิประโยชน์ทางภาษี (Financial Support & Incentives) depa ได้วางกลไกเพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้งานจริง โดยกำหนดว่าหากสินค้าและบริการใดได้รับมาตรฐาน dSURE และได้รับการขึ้นทะเบียนใน “บัญชีบริการดิจิทัล” ภาครัฐจะสามารถดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างได้ทันที (Government Procurement) ในขณะที่ฝั่งผู้ใช้งานภาคเอกชนหรือผู้ติดตั้งระบบ (User/Implementer) สามารถนำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษีได้สูงถึง 200% ส่วนทางด้านผู้ผลิตหรือโรงงาน (Maker/OEM) ที่นำเทคโนโลยีมาปรับปรุงกระบวนการผลิต จะได้รับสิทธิประโยชน์จากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ดังกรณีตัวอย่างของบริษัทบางจากที่ลงทุนปรับปรุงเทคโนโลยีและได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีต่อเนื่อง 3 ปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการแก้ปัญหากำลังคนดิจิทัลขาดแคลน depa ยังได้ดำเนินโครงการ “Digital Skill Lock” เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในการจ้างงานบุคลากร โดยภาครัฐจะช่วยสมทบเงินเดือนให้ในอัตรา 50% เป็นระยะเวลา 1 ปี สำหรับการจ้างงานผู้ที่ผ่านการเรียนในหลักสูตรที่ได้รับการรับรอง เพื่อลดภาระเอกชนและสร้างโอกาสงานให้คนรุ่นใหม่ ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Thailand Digital Valley ในพื้นที่ EEC เพื่อสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ให้บริษัทชั้นนำระดับโลก (World Class Company) เข้ามาตั้งสำนักงานและเชื่อมต่อกับสตาร์ตอัปไทย โดยมีพื้นที่ Sandbox สำหรับทดสอบระบบ พร้อมสิทธิพิเศษทางภาษีนิติบุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และ Smart Visa สำหรับดึงดูดผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ ซึ่งความพร้อมเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดโครงการที่เป็นรูปธรรมแล้ว อาทิ โครงการ High Transformation โครงการทุเรียนดิจิทัล และรถพยาบาลอัจฉริยะ (5G Ambulance) ที่เน้นการประมวลผลข้อมูลเพื่อช่วยชีวิตผู้คน
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
กทม. ชู ‘Smart Enough City’ สู้ฝุ่น PM 2.5 ลดลงเกือบ 50%
‘ปัญญาประดิษฐ์’ จากเครื่องมือทุ่นแรง สู่โอกาสลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม
GABLE ชี้เทรนด์ AI ปี 2569 ต้องสร้าง ROI เร่งยกระดับเทคโนโลยี-บุคลากร



