Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

‘ปัญญาประดิษฐ์’ จากเครื่องมือทุ่นแรง สู่โอกาสลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

'ปัญญาประดิษฐ์' จากเครื่องมือทุ่นแรง สู่โอกาสลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

เวทีวิชาการระดมสมอง เจาะลึกพลวัตปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในบริบทสังคมไทย โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 4 สาขา สะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างในมิติสื่อมวลชน การสร้างสรรค์เนื้อหา การศึกษา และกิจการเพื่อสังคม ผลการศึกษาชี้ชัดถึงความจำเป็น ในการยกระดับจากสถานะผู้ใช้งานสู่การเป็นนวัตกร และการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ โดยมีข้อสรุปสำคัญ ที่ระบุว่า ปัญญาประดิษฐ์ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือช่วยคืนเวลาในการทำงาน แต่ศักยภาพของมนุษย์ในการกำกับดูแล จริยธรรม และความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรม ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้

นิเวศสื่อไทย: ปรับตัวจาก “ผู้ใช้” สู่นวัตกร

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกพล เธียรถาวร อาจารย์ประจำกลุ่มวิชาวารสารศาสตร์ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกพล เธียรถาวร อาจารย์ประจำกลุ่มวิชาวารสารศาสตร์ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ในมิติด้านสื่อมวลชน และการเปลี่ยนผ่านจากผู้ใช้งานสู่นวัตกร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกพล เธียรถาวร อาจารย์ประจำกลุ่มวิชาวารสารศาสตร์ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำเสนอผลการวิจัยที่ใช้วิธีวิทยาการวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วยการทบทวนวรรณกรรมงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั้งในและต่างประเทศจำนวน 67 ชิ้น การสัมภาษณ์เชิงลึกบุคลากรในองค์กรสื่อชั้นนำของไทย 3 แห่ง รวม 15 ท่าน และการทำวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) เพื่อทดลองใช้จริงในงานข่าว

ผลการศึกษาแสดงให้เห็นความแตกต่างเชิงโครงสร้างระหว่างประเทศไทยและต่างประเทศ โดยในต่างประเทศมีสถานะเป็นผู้สร้างนวัตกรรมที่มีการวางแผนทางวิทยาศาสตร์และเป้าหมายการลงทุนที่ชัดเจน ขณะที่ประเทศไทยยังคงสถานะเป็นผู้ใช้งานหรือผู้ตามที่นำเครื่องมือสำเร็จรูปมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งแสดงถึงช่องว่างทางวิทยาการที่ต้องได้รับการพัฒนา

สำหรับการนำนโยบาย AI มาใช้ในองค์กรสื่อไทย พบรูปแบบการบริหารจัดการ 3 ลักษณะ ได้แก่ แบบสั่งการจากบนลงล่าง (Top-down) ที่กำหนดมาตรฐานเดียวทั้งองค์กร แบบสั่งการจากบนลงล่างที่กระจายอำนาจให้แต่ละหน่วยงานย่อยไปปรับใช้เอง และ แบบล่างขึ้นบน (Bottom-up) ที่เริ่มจากผู้ปฏิบัติงานนำเครื่องมือมาใช้จนเกิดเป็นแนวปฏิบัติขององค์กร โดยทุกองค์กรมีจุดร่วมกันคือการใช้ AI เพื่อเสริมศักยภาพมนุษย์ มิใช่การนำมาแทนที่

กระบวนการทำงานข่าวในยุค AI แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะต้นน้ำ ที่มนุษย์ยังคงเป็นผู้กำหนดทิศทางและประเด็นข่าว ระยะกลางน้ำ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ AI เข้ามามีบทบาทมากที่สุดในการช่วยงานที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน เช่น การถอดเทปเสียง การสรุปข้อมูล การร่างเนื้อหาเบื้องต้น และการสร้างกราฟิก ส่วนใน ระยะปลายน้ำ มนุษย์จะกลับมามีบทบาทหลักในการตรวจสอบความถูกต้องและควบคุมคุณภาพก่อนเผยแพร่

ผลการวิจัยเชิงปฏิบัติการระบุว่า ปัจจัยความสำเร็จของการใช้ AI คือต้องสามารถแก้ปัญหา (Pain Point) ได้จริงและวัดผลได้ โดยต้องมีมนุษย์กำกับดูแลเสมอ ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้เสนอโมเดล “Guideline Plus” (GUIDE) เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติ ซึ่งเน้นการสร้างรากฐานด้านธรรมาภิบาลและความพร้อมของบุคลากรก่อนการบูรณาการเทคโนโลยี พร้อมทั้งเสนอให้ใช้ตารางเมทริกซ์ความเสี่ยงเพื่อประเมินระดับการกำกับดูแล โดยพิจารณาจากความเสี่ยงของ AI และความละเอียดอ่อนของประเด็นเนื้อหาควบคู่กัน รวมถึงเสนอแนะเชิงนโยบายให้มีการสร้างมาตรฐานกลางและความโปร่งใสในการใช้งาน เช่น การระบุว่าเนื้อหาใดใช้ AI ช่วยผลิต และการจัดตั้งพื้นที่ทดลอง (Sandbox) เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน

ครีเอเตอร์ยุคใหม่: ผนึกกำลังทำงานร่วม AI

ในมิติด้านผู้สร้างสรรค์เนื้อหา (Content Creator) และการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI ผศ.ระวีวรรณ ทรัพย์อินทร์ อาจารย์ประจำวิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่มีจำนวนกว่า 40,000 รายในปี 2567 และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องปีละ 20-30% จากการสัมภาษณ์ครีเอเตอร์มืออาชีพและผู้ประกอบการ พบว่าครีเอเตอร์ส่วนใหญ่ทำงานในลักษณะ Solo Creator หรือทำคนเดียว ซึ่งต้องเผชิญกับแรงกดดันจากกฎหมายลิขสิทธิ์ที่ยังไม่ชัดเจน การแข่งขันที่สูงขึ้น และความเปลี่ยนแปลงของอัลกอริทึมแพลตฟอร์ม

การเข้ามาของ Generative AI ได้เปลี่ยนบทบาทของครีเอเตอร์จากเดิมที่เป็นผู้ผลิต (Producer) ที่ลงมือทำเองทุกขั้นตอน มาสู่การเป็นผู้บริหารจัดการ (Manager) หรือผู้ควบคุมคุณภาพ (Editor/Controller) กระบวนการทำงานเปลี่ยนเป็นรูปแบบการทำงานร่วมกัน (Human-AI Collaboration) ที่มนุษย์เป็นผู้เริ่มคิดไอเดีย AI ช่วยในกระบวนการผลิต และมนุษย์เป็นผู้ปิดจบงาน

ข้อดีของการเปลี่ยนแปลงนี้คือประสิทธิภาพด้านเวลาตัวอย่างเช่น การสรุปข่าวที่เดิมใช้เวลา 3-4 ชั่วโมง ลดลงเหลือเพียง 50 นาที และช่วยปิดช่องว่างด้านทักษะทำให้ผู้เริ่มต้นสามารถสร้างงานคุณภาพสูงได้ แต่ความก้าวหน้านี้นำมาซึ่งความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลรูปแบบใหม่ ระหว่างผู้ที่มีกำลังจ่ายค่าบริการ AI เวอร์ชันพรีเมียมกับผู้ที่ใช้งานเวอร์ชันฟรี ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพงานที่แตกต่างกัน

ทักษะที่จำเป็นสำหรับครีเอเตอร์ยุคใหม่จึงต้องมีทั้งทักษะการใช้เครื่องมือและการเขียนคำสั่ง (Prompt Engineering) ควบคู่กับทักษะทางอารมณ์และความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะการคิดเชิงวิพากษ์ ความเข้าอกเข้าใจ และการเชื่อมโยงกับผู้คน ส่วนประเด็นจริยธรรมได้แก่ ความถูกต้องของข้อมูล ความโปร่งใส ความรับผิดชอบต่อสังคม และปัญหาลิขสิทธิ์ ซึ่งจำเป็นต้องมีกฎหมายหรือองค์กรกำกับดูแลที่ชัดเจน

การศึกษา: ปรับบทบาทครูลดช่องว่างทางเทคโนโลยี

ด้านการศึกษาและบทบาทใหม่ของครูวิทยาศาสตร์ในยุคดิจิทัล ผศ.ดร.พนารัตน์ ลิ้ม นักวิชาการอิสระ นำเสนอข้อมูลจากการศึกษาครูวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งเป็นวิชาที่มีเนื้อหานามธรรมและซับซ้อน พบปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีระหว่างโรงเรียนที่มีความพร้อม เช่น โรงเรียนสาธิตหรือโรงเรียนสังกัดมหาวิทยาลัยที่ได้รับการสนับสนุนเครื่องมือ AI แบบพรีเมียม กับโรงเรียนทั่วไปหรือโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ที่ครูต้องพึ่งพาเครื่องมือฟรีและเผชิญปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่เสถียร ทำให้การเรียนการสอนไม่ต่อเนื่อง

ครูวิทยาศาสตร์ได้ปรับตัวโดยนำ AI มาใช้จัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เพื่อแก้ปัญหาการเรียน เช่น กรณีศึกษาครูวิชาเคมีที่ใช้ Suno AI ให้เด็กแต่งเพลงเกี่ยวกับเรื่องอะตอม โดยให้นักเรียนเขียนเนื้อหาแล้วให้ AI สร้างเป็นเพลง ซึ่งช่วยเปลี่ยนเรื่องยากให้เข้าใจง่ายและสร้างความเข้าใจที่คงทน หรือการใช้ AI ช่วยสรุปบทเรียนเป็น Mind Map และออกแบบเกมการศึกษา บทบาทของครูจึงเปลี่ยนจากการเป็นผู้สอน มาเป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) พี่เลี้ยง (Mentor) และนักสร้างสรรค์เนื้อหา (Content Creator) ที่ต้องมีความสามารถในการเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะกับผู้เรียน และต้องสอนให้นักเรียนใช้งาน AI อย่างมีวิจารณญาณพร้อมตรวจสอบความถูกต้อง

กิจการเพื่อสังคม: เทคโนโลยี “คืนเวลา” สร้างโอกาสกลุ่มเปราะบาง

ผศ.สุรางคนา ณ นคร อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
(ที่ 2 จากซ้าย) – ผศ.สุรางคนา ณ นคร อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

สำหรับมิติด้านกิจการเพื่อสังคมและเทคโนโลยีเพื่อการลดความเหลื่อมล้ำ ผศ.สุรางคนา ณ นคร อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวถึงการใช้ AI ในภาคกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise – SE) ว่าแม้คนไทยจะใช้ AI สูงถึง 62% แต่ในภาคสังคมยังขาดองค์ความรู้ จากการสัมภาษณ์พบว่า AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่คนทำงาน แต่ช่วยคืนเวลาให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานเชิงลึกได้มากขึ้น

ตัวอย่างกรณีศึกษาที่น่าสนใจ คือ

กรณีศึกษาที่ 1 กลุ่มชาติพันธุ์: กรณีขององค์กรที่ทำงานในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งทำงานในห้องเล็ก ๆ เดิมต้องจมอยู่กับกองเอกสาร แต่เมื่อนำ Gen AI มาช่วยย่อยข้อมูลและจัดการงานหลังบ้าน ทำให้เจ้าหน้าที่มีเวลาลงพื้นที่ไปรับฟัง “เสียงเต้นของหัวใจ” ของพี่น้องชาติพันธุ์ และรับฟังเสียงเงียบๆ ที่ไม่เคยได้ยิน เพื่อนำมาสะท้อนปัญหาได้มากขึ้น

กรณีศึกษาที่ 2 กลุ่มผู้พิการ: กรณีศึกษาขององค์กรที่ใช้ AI พลิกบทบาทผู้พิการ จากเดิมที่สังคมมองว่าต้องรอรับเบี้ยยังชีพ 800 บาท ให้สามารถยกระดับเป็นผู้นำในการขับเคลื่อน AI (AI Leader) เช่น การใช้ AI ประมวลผลเสียง ซึ่งช่วยสร้างอาชีพและรายได้ที่สูงขึ้นเป็นหลักหมื่นบาท

กรณีศึกษาที่ 3 สื่อขนาดเล็ก: กรณีของบริษัทสื่อขนาดเล็กที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือยกระดับเนื้อหา ขับเคลื่อนเรื่องราวของเมืองผ่านเรื่องราวของผู้คนด้วยบทสนทนาที่เข้าใจง่าย

ทั้งนี้ แม้ AI จะมีประโยชน์มาก แต่ SE ก็เผชิญปัญหาเรื่องคุณภาพของข้อมูล และอุปสรรคทางภาษา (โดยเฉพาะภาษาไทย) รวมถึงต้องระวังเรื่องความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลที่อาจทิ้งกลุ่มเปราะบางบางส่วนไว้ข้างหลัง

ทิศทางอนาคต: คุณค่าความเป็นมนุษย์ที่เทคโนโลยีแทนไม่ได้

บทสรุปทิศทางในอนาคต วิทยากรทั้ง 4 ท่านมีความเห็นสอดคล้องกันว่า แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใดแต่มนุษย์ยังคงเป็นหัวใจสำคัญ การตรวจสอบด้วยสัญชาตญาณและประสบการณ์ที่ AI เลียนแบบไม่ได้ และเสนอให้คนรุ่นใหม่ได้ฝึกฝนทักษะพื้นฐานโดยไม่พึ่งพา AI มากเกินไป

ในยุคที่คอนเทนต์ AI มีจำนวนมาก ความจริงใจและความเป็นมนุษย์เนื้อแท้ (Authenticity) จะเป็นสิ่งที่สร้างมูลค่าสูงสุด รวมถึงการที่มนุษย์ต้องคอยเติมเต็มบริบททางวัฒนธรรมที่ AI อาจมองข้าม และครูต้องปรับตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญการใช้เครื่องมือเพื่อดึงดูดความสนใจผู้เรียน อาจกล่าวได้ว่า AI เป็นเครื่องมือที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสใหม่ให้กลุ่มเปราะบางได้ แต่ความเข้าใจเพื่อนมนุษย์ยังคงเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ทิศทางสื่อปี 2569: ยุค GEO ครองตลาด แนะชู ‘ตัวตนมนุษย์’ สร้างมูลค่าเพิ่มเหนือ ‘AI Slop’

Google แนะเทคนิคใช้ Gemini ช่วยครูออกแบบแผนการสอน-สร้างภาพประกอบบทเรียน

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar