ผ่าทางตันวิกฤติโลกด้วยโมเดลธุรกิจยุคใหม่ 3 องค์กรยักษ์ใหญ่ ‘แม่ฟ้าหลวง-OR-กรุงไทย’ ร่วมโชว์วิสัยทัศน์เปลี่ยนทิศทางทุนนิยม มุ่งสู่การทำธุรกิจที่ตอบโจทย์ ‘Double Bottom Line’ สร้างผลกำไรควบคู่สังคมที่ดีขึ้น พร้อมยกระดับจากใบอนุญาตประกอบธุรกิจสู่การยอมรับจากใจผู้คน (License to Feel Good) ผ่านการเปิดพื้นที่สร้างโอกาสให้ชุมชน และการใช้เทคโนโลยีการเงินลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวพ้นวิกฤตทรัพยากรที่กำลังขาดแคลน
วิกฤติทรัพยากรโลกและโมเดลทุนนิยมที่มีหัวใจ
หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่กล่าวถึงพัฒนาการของมูลนิธิที่มีพันธกิจยาวนานกว่า 50 ปี จากจุดเริ่มต้นในการให้ความช่วยเหลือกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ห่างไกล จนพัฒนาสู่การเป็นองค์กรที่มีรูปแบบธุรกิจเพื่อสังคมที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ ในเวทีนี้ได้มีการหยิบยกข้อมูลสำคัญเรื่อง “Earth Overshoot Day” มานำเสนอเพื่อชี้ให้เห็นสภาวะวิกฤตที่มนุษย์กำลังใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกินขีดจำกัด โดยตัวเลขปัจจุบันบ่งชี้ว่าโลกต้องใช้ทรัพยากรเสมือนมีโลกถึง 1.8 ใบจึงจะเพียงพอต่อความต้องการ
สำหรับประเทศไทยสถิติระบุว่ามีการใช้โควตาทรัพยากรของปีนั้นหมดลงตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม ซึ่งสะท้อนนัยสำคัญว่าช่วงเวลาที่เหลือของปีเป็นการกู้ยืมทรัพยากรของคนรุ่นหลังมาใช้ล่วงหน้า อันเป็นปัจจัยเร่งที่ส่งผลกระทบให้เกิดภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
หม่อมหลวงดิศปนัดดาเน้นย้ำถึงหลักการความยั่งยืนตามนิยามของสหประชาชาติ ซึ่งหมายถึงการตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบันโดยไม่ไปเบียดเบียนความสามารถของคนรุ่นหลัง ดังนั้นทิศทางการดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบันจึงจำเป็นต้องตั้งคำถามสำคัญ 4 ประการก่อนเริ่มดำเนินการ ได้แก่ ชาวบ้านได้อะไร สิ่งแวดล้อมได้อะไร ประเทศได้อะไร และบริษัทได้อะไร เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็นทุนนิยมที่มีหัวใจ หรือ Redefine Capitalism ที่ต้องไม่มุ่งเน้นเพียงผลกำไรเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ ยังได้ระบุถึงหัวใจสำคัญของความสำเร็จนั่นคือการสร้างความเชื่อมั่น หรือ Trust ให้เกิดขึ้นกับชุมชน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและการพิสูจน์ตนเองอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการลงมือทำทันที หรือ Just Do It เนื่องจากโลกเหลือเวลาไม่มากแล้ว การเริ่มต้นปรับตัวก่อนจะช่วยสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาว
เปิดพื้นที่สร้างโอกาสจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ
ทางด้านภาคธุรกิจค้าปลีกพลังงาน หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ภายใต้แนวคิด “OR คือ โอกาส” โดยมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ที่มีอยู่เดิมขององค์กร ทั้งเครือข่ายสถานีบริการที่มีจำนวนกว่า 2,400 แห่ง และแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีฐานสมาชิกกว่า 10 ล้านคน เพื่อนำมาสร้างโอกาสและส่งต่อคุณค่าให้กับสังคมผ่านโครงการรูปธรรมต่าง ๆ อาทิ โครงการไทยเด็ด ซึ่งเป็นการเปิดช่องทางให้สินค้าชุมชนและวิสาหกิจชุมชนสามารถนำสินค้ามาวางจำหน่าย เพื่อสร้างรายได้และขยายโอกาสทางธุรกิจจากระดับท้องถิ่นก้าวสู่ระดับประเทศ รวมถึงโครงการพื้นที่ปันสุข ที่เปิดพื้นที่ภายในสถานีบริการให้เกษตรกรสามารถนำผลผลิตมาวางจำหน่ายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงที่ราคาพืชผลตกต่ำ
นอกจากนี้ ในส่วนของแบรนด์ Café Amazon ได้มีการดำเนินงานภายใต้กรอบแนวคิด “กาแฟที่แฟร์กับคนทั้งโลก” ซึ่งประกอบไปด้วยองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ เริ่มต้นจาก แฟร์กับคนปลูก ด้วยการรับซื้อเมล็ดกาแฟโดยตรงจากเกษตรกรเพื่อประกันรายได้ ต่อมาคือ แฟร์กับคนชง ผ่านการดำเนินโครงการ Amazon for Chance ที่สร้างโอกาสในการจ้างงานให้กับกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการทางการได้ยิน และผู้สูงอายุ ให้สามารถมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง สำหรับมิติด้านสิ่งแวดล้อมได้เน้นการแฟร์กับโลก ผ่านโครงการ Circular Living และสุดท้ายคือแฟร์กับคู่ค้า ผ่านโครงการ Partner Bakery ที่ให้การสนับสนุนผู้ผลิตขนมในท้องถิ่นให้นำสินค้ามาวางจำหน่ายในร้านได้ทั่วประเทศ โดยในช่วงท้ายหม่อมหลวงปีกทองได้ฝากข้อคิดสำคัญเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของการดำเนินธุรกิจ จากเดิมที่มองเพียงการมีใบอนุญาตเพื่อประกอบธุรกิจ หรือ License to Operate ให้ยกระดับไปสู่การได้รับการยอมรับและความรู้สึกที่ดีจากสังคม หรือ License to Feel Good เพื่อสร้างความผูกพันที่ลึกซึ้งและนำไปสู่ความยั่งยืนที่แท้จริง
เทคโนโลยีการเงินลดความเหลื่อมล้ำและขับเคลื่อนโครงสร้างเศรษฐกิจ
ปิดท้ายช่วงเสวนาด้วยมุมมองจากภาคการเงิน โดย ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ Business Risk and Macro Research บริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่นำเสนอวิสัยทัศน์ “เคียงข้างไทย สู่ความยั่งยืน” โดยเน้นย้ำว่าสถาบันการเงินไม่ได้มองเพียงบทบาททางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตอบโจทย์เป้าหมายผลประกอบการ 2 มิติ (Double Bottom Line) กล่าวคือธุรกิจของธนาคารต้องสามารถดำเนินอยู่ได้ ควบคู่ไปกับการทำให้สังคมดีขึ้นด้วย โดยทางธนาคารได้นำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วยสำคัญในการเชื่อมโยงบริการภาครัฐสู่ประชาชน เพื่ออำนวยความสะดวกและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการพื้นฐาน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และระบบการยื่นฟ้องอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) ของศาลยุติธรรม ซึ่งช่วยให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงสิทธิและกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเท่าเทียมมากยิ่งขึ้น
นอกเหนือจากบทบาทในการเชื่อมโยงบริการภาครัฐ ดร.พชรพจน์ ยังได้กล่าวถึงความสำคัญของโครงการ Reinvent Thailand ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและภาคธนาคารที่มีเป้าหมายในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมในเชิงโครงสร้าง โดยมุ่งเน้นการสร้างกลไกการช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างธุรกิจรายใหญ่และผู้ประกอบการรายย่อย (SME) เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการนำฐานข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ ดึงผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบที่ถูกต้อง พร้อมทั้งสนับสนุนมาตรการทางการเงินสำหรับธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Finance) และการรณรงค์เรื่องความโปร่งใสและลดการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งถือเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนและมั่นคงในระยะยาว
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
จับทิศเอเชียหลัง COP30: นโยบายโลกแผ่ว แต่ตลาดโต
กูรู UK แนะไทยปั้น ‘ฮับคาร์บอนต่ำ’ สร้างความมั่งคั่งยั่งยืน



