Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

Green Finance ไทย ลงทุนอย่างไรให้เปลี่ยนผ่านได้จริง

Green Finance ไทย ลงทุนอย่างไรให้เปลี่ยนผ่านได้จริง

วิกฤติสภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนจากปัญหาสิ่งแวดล้อมมาเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยไม่อาจหลีกเลี่ยง เพราะความเสียหายจากน้ำท่วม ภัยแล้ง และอุณหภูมิที่สูงขึ้นไม่ได้จบอยู่ที่พื้นที่ประสบภัย แต่ส่งต่อมายังภาคเกษตร ผลิตภาพแรงงาน รายได้ของประชาชน และการเติบโตของประเทศ ขณะที่ไทยเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงจากผลกระทบของสภาพภูมิอากาศในระดับสูง แต่ความพร้อมในการรับมือกลับอยู่ในอันดับที่ 123 ของโลก ช่องว่างระหว่าง “ความเสี่ยง” กับ “ความพร้อม” จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องใช้ทั้งนโยบาย เทคโนโลยี ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และที่ขาดไม่ได้คือเงินทุน

ธนิดา ลอเสรีวานิช หัวหน้าทีมวิจัย เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน (Climate Finance Network Thailand: CFNT) กล่าวในหัวข้อ “Green Transitioning: Green Finance” ในงาน SUSTAIN CITY: THE GREEN TRANSITION ว่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังกลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ไทยต้องเผชิญ โดยธนาคารโลกประเมินว่า ในสถานการณ์ที่เลวร้าย GDP ของไทยอาจลดลงประมาณ 11-14% ขณะที่ระหว่างเส้นทางการเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมายปี 2050 อัตราการเติบโตเฉลี่ยของประเทศอาจลดลงอย่างน้อย 0.5% ต่อปี แม้ตัวเลขดังกล่าวอาจดูไม่สูง แต่สำหรับไทยที่ต้องการยกระดับไปสู่ประเทศรายได้สูง การสูญเสียการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปีย่อมทำให้เป้าหมายดังกล่าวยากขึ้น เพราะเศรษฐกิจต้องเดินหน้าท่ามกลางต้นทุนจากความเสียหายด้านสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้น

ผลกระทบยังเกิดขึ้นโดยตรงกับคนทำงานและภาคเศรษฐกิจสำคัญ เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ความสามารถในการทำงานย่อมลดลง ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ผลิตภาพแรงงานไทยอาจลดลงถึง 14% ขณะที่ภาคเกษตรอาจได้รับความเสียหายจากความร้อนประมาณ 10,000-80,000 ล้านบาทต่อปี ตัวเลขเหล่านี้ทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำไม่ใช่เรื่องที่ประเทศไทยเลือกว่าจะทำหรือไม่ทำ แต่เป็นเรื่องของการลดความเสียหายทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

เงินทุน หัวใจของการเปลี่ยนผ่าน

การรับมือกับปัญหาสภาพภูมิอากาศต้องอาศัยองค์ประกอบสำคัญ 4 ด้าน ทั้ง นโยบายและแผนงาน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ การมีส่วนร่วมของภาครัฐ เอกชน ชุมชนและสังคม และเงินทุน เพราะไม่ว่าจะเป็นการลงทุน การดำเนินนโยบาย หรือการวิจัยและพัฒนา ล้วนต้องใช้เงินเป็นแรงขับเคลื่อน

บทบาทของ Sustainable Finance จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การนำเงินไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนระยะสั้น แต่ต้องมองด้วยว่าเงินลงทุนนั้นสร้างผลลัพธ์ต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างไร ภายใต้กรอบนี้ Green Finance คือการนำเงินไปใช้ตามวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อม ขณะที่ Climate Finance เจาะจงไปที่การจัดการปัญหาสภาพภูมิอากาศ ซึ่งแบ่งเป็นสองด้านสำคัญ คือ Mitigation หรือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และ Adaptation หรือการลงทุนเพื่อให้ประเทศ เศรษฐกิจ และประชาชนสามารถรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นได้

เงินทุนเหล่านี้ไม่ได้มาจากภาครัฐเพียงทางเดียว แต่รวมถึงการลงทุนของภาคเอกชน สินเชื่อจากสถาบันการเงิน Green Bond เงินสนับสนุนจากต่างประเทศ ตลอดจน Concessional Finance ที่ช่วยลดต้นทุนทางการเงิน เพื่อให้กิจกรรมด้าน Mitigation และ Adaptation สามารถเข้าถึงเงินทุนได้มากขึ้น ดังนั้น เมื่อพูดถึง Green Finance โจทย์จึงไม่ได้อยู่เพียงว่าประเทศไทยมีเงินสำหรับการเปลี่ยนผ่านมากน้อยเพียงใด แต่อยู่ที่เงินเหล่านั้นมาจากไหน ไหลไปที่ใด และสร้างผลลัพธ์ได้คุ้มค่าหรือไม่

Mitigation ได้สองล้านล้าน Adaptation ยังตามหลัง

การศึกษาภูมิทัศน์ Climate Finance ของไทย ซึ่งรวบรวมข้อมูลตั้งแต่ปี 2561 ถึงเดือนพฤษภาคม 2564 และคัดเลือกเฉพาะโครงการที่มีวัตถุประสงค์ด้าน Climate Mitigation และ Adaptation อย่างชัดเจน ครอบคลุมข้อมูลจากภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายพันโครงการ พบความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างเงินที่ไหลเข้าสู่การลดก๊าซเรือนกระจกกับเงินสำหรับการรับมือผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ

ฝั่ง Mitigation มีเงินลงทุนแล้วประมาณ 2 ล้านล้านบาท โดย 67% มาจากภาคเอกชน สะท้อนว่า ธุรกิจมองเห็นผลตอบแทนจากการลงทุนที่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะการลงทุนที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เงินจำนวนมากจึงไหลเข้าสู่ภาคพลังงานและการขนส่ง ซึ่งเป็นสองภาคที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงและมีบทบาทสำคัญต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ภาพกลับกันเกิดขึ้นกับ Adaptation ซึ่งมีเงินลงทุนเพียงประมาณ 280,000 ล้านบาท หรือประมาณสิบกว่าเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับ Mitigation สาเหตุสำคัญมาจากลักษณะของโครงการด้านการปรับตัวที่จำนวนมากเป็นโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะ เช่น ระบบจัดการน้ำหรือโครงสร้างป้องกันภัย ซึ่งเอกชนไม่สามารถนำไปสร้างรายได้โดยตรงได้ง่าย ภาระการลงทุนจึงตกอยู่กับภาครัฐเป็นหลัก และเงินประมาณ 3 ใน 4 ของการลงทุนด้าน Adaptation ยังเกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำ

ความแตกต่างระหว่างเงิน 2 ก้อนนี้ สะท้อนปัญหาสำคัญของการเปลี่ยนผ่านประเทศไทย เพราะการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงด้านเดียวไม่เพียงพอ ประเทศยังต้องเตรียมรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ภัยแล้ง ความร้อน หรือความเสียหายต่อภาคเกษตร หาก Adaptation ยังได้รับเงินน้อยกว่าความต้องการมาก ความเสียหายทางเศรษฐกิจก็ยังมีโอกาสเพิ่มขึ้น แม้ประเทศจะเดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ก็ตาม

มีเงินแล้ว ต้องลงทุนให้คุ้ม

อย่างไรก็ตาม จำนวนเงินไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เพราะอีกคำถามสำคัญคือ เงินที่ลงทุนไปแล้วถูกใช้ในจุดที่เหมาะสมหรือไม่ การศึกษาจึงพิจารณาประสิทธิภาพของการลงทุนด้าน Mitigation ผ่านต้นทุนสุทธิต่อการลดก๊าซเรือนกระจกหนึ่งตัน รวมถึงพิจารณาว่าเมื่อลงทุนในเทคโนโลยีแล้ว มีโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้เทคโนโลยีนั้นใช้งานต่อได้จริงหรือไม่

ข้อมูลพบว่าไทยมีการลงทุนจำนวนมากในทางเลือกที่มีต้นทุนต่ำและมีความคุ้มค่าอย่างพลังงานแสงอาทิตย์ แต่ขณะเดียวกันก็มีเงินลงทุนไปยังเทคโนโลยีที่มีต้นทุนสูงอย่างไฮโดรเจน ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าทางเลือกบางประเภทอย่างมาก จึงเกิดคำถามว่า ในภาวะที่เงินทุนมีจำกัด ประเทศควรจัดสัดส่วนการลงทุนอย่างไร และควรให้น้ำหนักกับเทคโนโลยีใดก่อนเพื่อให้เงินทุกบาทสร้างผลลัพธ์ได้มากที่สุด

ปัญหานี้เห็นได้ชัดยิ่งขึ้นเมื่อมองไปยังโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องรองรับเทคโนโลยีใหม่ ในภาคการขนส่ง เงินลงทุนส่วนใหญ่ประมาณ 76% ไหลไปยังตัวระบบขนส่ง แต่ข้อมูลที่รวบรวมกลับไม่พบเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยรองรับการใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างสถานีชาร์จ ขณะที่ภาคพลังงานซึ่งมีเงินลงทุนมากกว่า 900,000 ล้านบาท พบเงินลงทุนเกี่ยวกับสายส่งและ Smart Grid เพียง 75 ล้านบาท ช่องว่างเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามว่า ต่อให้ประเทศลงทุนในเทคโนโลยีจำนวนมาก แต่หากโครงสร้างพื้นฐานไม่ตามมา การเปลี่ยนผ่านจะเดินต่อไปได้เต็มศักยภาพเพียงใด

Adaptation ผิดทาง ยิ่งลงทุนยิ่งเสี่ยง

โจทย์ของ Adaptation ซับซ้อนยิ่งกว่า เพราะการลงทุนที่มีเจตนาเพื่อป้องกันความเสียหายอาจสร้างความเสี่ยงใหม่ขึ้นมาได้ หากออกแบบไม่รอบด้าน เงินลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเกือบทั้งหมดในกลุ่มที่ศึกษาไหลไปสู่ Gray Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างขึ้นจากวัสดุอย่างคอนกรีต เช่น เขื่อนและโครงสร้างป้องกันน้ำ ซึ่งสามารถช่วยจัดการปัญหาได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะลดความเสี่ยงได้เสมอไป

ตัวอย่างคือการสร้างเขื่อนเพื่อป้องกันน้ำ เมื่อมีเขื่อน คนในพื้นที่อาจรู้สึกว่าตนเองปลอดภัยและลดการเตรียมพร้อมรับมือภัย แต่หากเขื่อนไม่สามารถรองรับสถานการณ์ที่รุนแรงเกินกว่าที่ออกแบบไว้ หรือไม่มีระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าควบคู่กัน เมื่อเกิดเหตุการณ์รุนแรง ความเสียหายอาจกลับเพิ่มขึ้น เพราะประชาชนไม่ได้เตรียมตัวรับมืออย่างเพียงพอ การปรับตัวในลักษณะที่ตั้งใจลดความเสี่ยงแต่กลับทำให้ผลกระทบรุนแรงขึ้นจึงเป็นสิ่งที่ต้องระวังในการออกแบบการลงทุนด้าน Adaptation

ประเด็นนี้ทำให้การลงทุนเพื่อรับมือสภาพภูมิอากาศต้องมองไกลกว่าการสร้างสิ่งปลูกสร้างเพียงอย่างเดียว ระบบเตือนภัย การเตรียมพร้อมของชุมชน และการออกแบบโครงการให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไปต้องเดินไปด้วยกัน เพราะการมีโครงสร้างป้องกันโดยไม่มีระบบรองรับส่วนอื่น อาจช่วยแก้ปัญหาได้เพียงบางส่วน และในบางสถานการณ์อาจสร้างความเสียหายมากกว่าเดิม

กลุ่มเปราะบางยังเข้าไม่ถึงเงินทุน

อีกช่องว่างสำคัญอยู่ที่กลุ่มเปราะบาง แม้แผนระดับประเทศจะกล่าวถึงความสำคัญของเด็ก ผู้สูงอายุ และประชาชนที่มีความเสี่ยงสูงจากผลกระทบของสภาพภูมิอากาศ แต่เมื่อติดตามเงินลงทุนจริงกลับพบว่า มีเงินสนับสนุนที่ลงไปยังกลุ่มเหล่านี้เพียง 44 ล้านบาท จากเงินด้าน Adaptation กว่า 280,000 ล้านบาท

ความร้อนเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ผู้สูงอายุมีข้อจำกัดในการรับมือกับอุณหภูมิสูง ขณะที่เด็กก็ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่อากาศร้อนจัด หลายประเทศจึงเริ่มใช้ข้อมูลและแผนที่ความร้อนเพื่อกำหนดมาตรการป้องกัน เช่น ปรับช่วงเวลาทำกิจกรรมกลางแจ้งหรือเตรียมพื้นที่ที่เหมาะสม แต่การดำเนินมาตรการเหล่านี้ต้องใช้เงินเช่นเดียวกัน ช่องว่างระหว่างสิ่งที่เขียนไว้ในนโยบายกับเงินที่ลงไปถึงกลุ่มเป้าหมายจริงจึงเป็นอีกจุดที่ระบบการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศของไทยต้องแก้ไข

ช่องว่าง Green Finance โจทย์ใหญ่ของไทย

แม้ประเทศไทยจะลงทุนด้าน Mitigation ไปแล้วประมาณ 2 ล้านล้านบาท และด้าน Adaptation ประมาณ 280,000 ล้านบาท แต่ความต้องการเงินทุนยังสูงกว่านั้นมาก โดยข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่า เฉพาะด้าน Mitigation ประเทศไทยยังต้องการเงินลงทุนเพิ่มอีกราว 3 ล้านล้านบาท ขณะที่ความต้องการเงินทุนสำหรับ Adaptation ยังสูงกว่า Mitigation อีก

ขณะเดียวกัน เงินทุนที่ไทยใช้ในการรับมือสภาพภูมิอากาศส่วนใหญ่ยังมาจากภายในประเทศ ขณะที่สัดส่วนเงินจากกองทุนด้านสภาพภูมิอากาศและสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับบางประเทศเพื่อนบ้าน นั่นหมายความว่าไทยยังมีโอกาสเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศ เพื่อช่วยเติมช่องว่างที่ภาครัฐและเอกชนภายในประเทศไม่สามารถรับภาระได้ทั้งหมด

โจทย์ของ Green Finance ไทยจึงไม่ใช่เพียงการระดมเงินให้ได้มากขึ้น แต่ต้องตอบให้ได้พร้อมกันว่าเงินควรไปที่ไหนก่อน ลงทุนอย่างไรจึงคุ้มค่า มีโครงสร้างพื้นฐานใดที่ต้องสร้างควบคู่กัน และจะทำอย่างไรให้เงินไปถึงการปรับตัวและกลุ่มเปราะบางมากขึ้น เพราะหากเพิ่มเงินเข้าสู่ระบบโดยไม่แก้โครงสร้างการลงทุน เงินจำนวนมากอาจยังไหลไปกระจุกตัวอยู่ในจุดเดิม ขณะที่ความเสี่ยงสำคัญของประเทศยังไม่ได้รับการจัดการ

การเปลี่ยนผ่านระบบการเงินสีเขียวจึงไม่ได้วัดจากมูลค่า Green Finance ที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากความสามารถของเงินทุนนั้นในการลดความเสียหาย สร้างความพร้อม และช่วยให้เศรษฐกิจเดินหน้าท่ามกลางความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศได้จริง ช่องว่างเงินทุนที่ยังเหลืออยู่จึงเป็นทั้งความท้าทายและพื้นที่สำหรับภาคการเงิน ภาคธุรกิจ และภาครัฐในการออกแบบการลงทุนใหม่ เพื่อให้การเดินหน้าไปสู่ Net Zero ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในด้านการลดคาร์บอน แต่รวมถึงการสร้างความสามารถในการรับมือกับผลกระทบที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ด้วย

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

Circular Economy กติกาธุรกิจใหม่เมื่อความยั่งยืนกำหนดการแข่งขัน

Nature Positive เมื่อธรรมชาติกลายเป็นกลยุทธ์ธุรกิจ

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar