ทุกครั้งที่เปิดก๊อกน้ำ เดินในสวนสาธารณะ หรือรับประทานอาหารที่มาจากผืนดิน มนุษย์กำลังใช้บริการจากระบบนิเวศโดยไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนโดยตรง ธรรมชาติทำหน้าที่เหล่านี้มาโดยตลอด อย่างเงียบและต่อเนื่อง จนหลายครั้งเราอาจลืมไปว่าสิ่งเหล่านี้มีมูลค่า
แต่ในมุมของนักเศรษฐศาสตร์ ธรรมชาติไม่ใช่เพียงทรัพยากรที่อยู่รอบตัว หากเป็นสินทรัพย์สำคัญที่ค้ำจุนเศรษฐกิจ ตั้งแต่ปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต ไปจนถึงกิจกรรมทางธุรกิจจำนวนมาก
กว่าครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจโลกพึ่งพาธรรมชาติในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ขณะที่ประเทศไทยมีภาคเศรษฐกิจที่พึ่งพาธรรมชาติในระดับกลางถึงสูงเกือบ 70% แต่เงินลงทุนดูแลความหลากหลายทางชีวภาพจากงบประมาณภาครัฐ ซึ่งเป็นแหล่งเงินหลัก กลับอยู่ที่ประมาณ 0.2% ของจีดีพี. เท่านั้น
ช่องว่างระหว่างสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้กับสิ่งที่ประเทศลงทุนกลับคืนไป จึงไม่ใช่เพียงปัญหางบประมาณไม่พอ แต่สะท้อนปัญหาใหญ่กว่านั้น คือระบบเศรษฐกิจและระบบตลาดในปัจจุบันยังไม่ได้ถูกออกแบบให้สนับสนุนการดูแลธรรมชาติอย่างแท้จริง
รศ.ดร.ขนิษฐา แต้มบุญเลิศชัย คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายในการบรรยายหัวข้อ “การเงินเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ” ว่า บทบาทสำคัญของการเงินคือการเป็นสะพานเชื่อมระหว่างภาพหวังของประเทศกับการลงมือทำจริง เพื่อเปลี่ยนความคาดหวังเรื่อง Nature Positive ให้กลายเป็นการดำเนินงานที่เกิดขึ้นได้จริงในระบบเศรษฐกิจ
การเงินเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่แค่การหาเงินเพิ่ม
เมื่อพูดถึงการเงินเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ หลายคนอาจนึกถึงการหาเงินเพิ่มเพื่อดูแลธรรมชาติ แต่ รศ.ดร.ขนิษฐา ชี้ว่าแนวคิดนี้มีความหมายกว้างกว่านั้น เพราะไม่ได้มองเพียงการเพิ่มทรัพยากรทางการเงิน แต่รวมถึงการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์ การฟื้นฟู และการบริหารจัดการธรรมชาติอย่างยั่งยืน
เป้าหมายสำคัญจึงไม่ได้อยู่แค่การเติมเงินเข้าไปในระบบ แต่ต้องดูด้วยว่าเงินที่มีอยู่ในปัจจุบันไหลไปในทิศทางใด เพราะหลายครั้งเงินลงทุนของภาครัฐหรือภาคเอกชนอาจไหลไปสู่กิจกรรมที่ทำลายธรรมชาติ การหยุดหรือลดเงินทุนในกิจกรรมเหล่านั้น แล้วเปลี่ยนทิศทางให้เงินกลับมาสนับสนุนการดูแลธรรมชาติ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการเงินเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพเช่นกัน
อีกด้านหนึ่ง การลงทุนดูแลธรรมชาติในวันนี้ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะหากปล่อยให้ธรรมชาติเสื่อมโทรมจนเกิดความเสียหาย การฟื้นฟูภายหลังย่อมใช้ต้นทุนสูงกว่า
รศ.ดร.ขนิษฐา ระบุว่า โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติประเมินว่า ทุก 1 ดอลลาร์ที่ลงทุนไปกับการดูแลธรรมชาติ จะสร้างผลตอบแทนกลับคืนมาได้ประมาณ 9 ดอลลาร์ สะท้อนว่าการลงทุนดูแลธรรมชาติไม่ใช่ต้นทุนฝ่ายเดียว แต่เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนต่อเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว
โครงสร้างปัจจุบันไม่ได้จูงใจให้ดูแลธรรมชาติ
แม้ธรรมชาติจะสร้างประโยชน์จำนวนมากให้กับมนุษย์และเศรษฐกิจ แต่ปัญหาสำคัญคือระบบธุรกิจและระบบสังคมในปัจจุบันไม่ได้สร้างแรงจูงใจให้เกิดพฤติกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากพอ
การทำธุรกิจที่เป็น Nature Positive หรือการทำกิจกรรมที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม มักมีต้นทุนสูง ทำได้ยาก และติดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ ขณะที่กิจกรรมที่สร้างผลกระทบต่อธรรมชาติกลับเดินหน้าได้ง่ายกว่า ปัญหานี้จึงไม่ใช่ความผิดของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นปัญหาของโครงสร้างที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อจูงใจให้เกิดการดูแลธรรมชาติ
ตัวอย่างหนึ่งคือการอุดหนุนสารเคมีทางการเกษตร หากส่งเสริมให้ใช้มากเกินไป ก็อาจกลายเป็นการทำลายความหลากหลายทางชีวภาพและเป็นอันตรายต่อประชาชน บทบาทของภาครัฐจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มงบประมาณเพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติ แต่ยังรวมถึงการลดการสนับสนุนกิจกรรมที่ทำลายธรรมชาติ และนำเงินส่วนนั้นกลับมาใช้ดูแลธรรมชาติแทน
ในระดับพฤติกรรม ระบบเศรษฐกิจที่ต้องการมุ่งสู่ Nature Positive ต้องทำให้ธุรกิจสามารถปรับรูปแบบการดำเนินงาน ห่วงโซ่การผลิต และโมเดลธุรกิจให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคต้องมีข้อมูลและแรงจูงใจมากพอที่จะเลือกสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
เศรษฐกิจไทยพึ่งธรรมชาติสูงแต่งบดูแลยังต่ำ
เศรษฐกิจโลกกว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในภาคส่วนที่พึ่งพาธรรมชาติ ตั้งแต่ระดับปานกลางไปจนถึงระดับสูง โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียที่มีสัดส่วนสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างมาก
สำหรับประเทศไทย ภาคเศรษฐกิจที่พึ่งพาธรรมชาติในระดับกลางถึงสูงอยู่ที่ประมาณ 70% สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยจำนวนมากยังวางอยู่บนรากฐานของธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการเกษตร การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมอาหาร หรือกิจกรรมอื่นที่อาศัยความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ
แต่เมื่อพิจารณาเงินที่ลงไปดูแลความหลากหลายทางชีวภาพ พบว่าแหล่งเงินหลักของไทยยังมาจากงบประมาณภาครัฐและเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ โดยงบประมาณด้านนี้มีลักษณะทรงตัวตั้งแต่ปี 2016 ถึงปี 2022 และลดลงอย่างมากในช่วงโควิด-19 เหลือประมาณ 5,000 ล้านบาท เนื่องจากภาครัฐต้องโยกงบประมาณไปแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
แม้ระยะหลังงบประมาณจะเริ่มมีทิศทางเพิ่มขึ้น แต่เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจแล้ว เงินที่ใช้ดูแลความหลากหลายทางชีวภาพยังอยู่ที่ประมาณ 0.2% ของจีดีพี.เท่านั้น ซึ่งไม่ถึง 1%
ความเปราะบางนี้สะท้อนให้เห็นว่า หากการดูแลธรรมชาติยังพึ่งพาเพียงงบรัฐและเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ เมื่อเกิดวิกฤตหรือความจำเป็นเร่งด่วน งบด้านธรรมชาติก็อาจถูกลดความสำคัญลงได้ทันที และทำให้ช่องว่างการลงทุนเพื่อดูแลธรรมชาติยิ่งกว้างขึ้น
จากงบรัฐสู่กลไกการเงินใหม่
เมื่อช่องว่างการลงทุนมีขนาดใหญ่ การแก้ปัญหาจึงไม่อาจพึ่งพางบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดึงภาคเอกชน ภาคประชาชน และเครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่เข้ามาร่วมขับเคลื่อน
หนึ่งในกลไกที่ถูกพูดถึงคือ การจ่ายค่าตอบแทนคุณนิเวศ หรือ Payment for Ecosystem Services ซึ่งตั้งอยู่บนหลักการว่า ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากบริการของระบบนิเวศควรมีส่วนจ่ายเงินเพื่อดูแลระบบนิเวศนั้น
ตัวอย่างเช่น ผู้ผลิตไฟฟ้าหรือผู้ทำเหมืองที่ได้รับประโยชน์จากระบบนิเวศที่ดี ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุน เพื่อนำเงินไปสนับสนุนประชาชนในพื้นที่ต้นน้ำที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาป่า กลไกนี้ทำให้การดูแลธรรมชาติสามารถสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ที่ทำหน้าที่รักษาทรัพยากรได้
อีกเครื่องมือหนึ่งคือ เครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Credits) ซึ่งใช้กลไกตลาดสร้างแรงจูงใจในการอนุรักษ์ รวมถึงการสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ที่ทำงานร่วมกับองค์ความรู้ วัฒนธรรม และชุมชนท้องถิ่น เพื่อให้คนที่ดูแลธรรมชาติมีแรงจูงใจและลดความเสี่ยงในการดูแลทรัพยากรต่อเนื่องในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังมีแพลตฟอร์มรวบรวมแหล่งทุนอย่าง BIOFIN ของ UNDP ซึ่งรวบรวมข้อมูลแหล่งเงินทุนที่สนับสนุนการฟื้นฟูธรรมชาติจากทั่วโลก ผู้ที่ต้องการพัฒนาโครงการดูแลธรรมชาติสามารถเข้าไปค้นหาแหล่งทุนที่เกี่ยวข้องกับประเทศ ประเภทโครงการ และระบบนิเวศที่ต้องการฟื้นฟูได้
เครื่องมือเหล่านี้สะท้อนว่า นวัตกรรมทางการเงินไม่ได้หมายถึงการหาเงินก้อนใหม่เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการสร้างโครงสร้างที่ทำให้เงินทุนสามารถไหลไปสู่การดูแลธรรมชาติได้เป็นระบบมากขึ้น
ข้อมูลและการติดตามคือฐานของตลาดใหม่
อย่างไรก็ตาม กลไกทางการเงินจะทำงานได้จริงก็ต่อเมื่อมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือรองรับ เพราะการประเมินความหลากหลายทางชีวภาพ การสร้างตลาดใหม่ หรือการจ่ายผลตอบแทนให้กับผู้ดูแลธรรมชาติ ล้วนต้องอาศัยตัวชี้วัดที่ชัดเจนและระบบติดตามผลที่แม่นยำ
รศ.ดร.ขนิษฐา ระบุว่า หากต้องการรู้ว่าธรรมชาติอยู่ในสถานะใด และการดำเนินงานต่าง ๆ ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นจริงหรือไม่ จำเป็นต้องมีระบบข้อมูลที่ดี ทั้งการติดตามการเปลี่ยนแปลงของทุนธรรมชาติ การประเมินความหลากหลายทางชีวภาพ และวิธีจัดเก็บข้อมูลที่สะท้อนสถานการณ์จริง
ในระดับชุมชน การสร้างนวัตกรรมร่วมกับคนในพื้นที่ก็มีความสำคัญ เพราะชุมชนมีความรู้เกี่ยวกับทรัพยากร วัฒนธรรม และบริบทท้องถิ่น การออกแบบระบบประเมินและติดตามที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วม จึงไม่เพียงเพิ่มความแม่นยำของข้อมูล แต่ยังช่วยให้ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นสะท้อนการดูแลรักษาธรรมชาติอย่างแท้จริง
ทำให้การดูแลธรรมชาติเป็นเรื่องปกติที่ทำได้ง่าย

ข้อเสนอสำคัญของการเงินเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ คือการทำให้การดูแลธรรมชาติไม่ใช่ภาระของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นบทบาทร่วมของทุกภาคส่วน
ภาครัฐต้องกำหนดนโยบายที่ชัดเจน ลดการสนับสนุนกิจกรรมที่ทำลายธรรมชาติ และสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อให้เกิดพฤติกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ภาคเอกชนต้องเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงที่เกี่ยวกับธรรมชาติจากการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้สังคมมองเห็นผลกระทบและประเมินบทบาทของธุรกิจได้ชัดเจนขึ้น
ผู้บริโภคเองก็มีบทบาทผ่านการเลือกซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะพลังการตัดสินใจซื้อสามารถสร้างแรงกดดันให้ผู้ผลิตปรับตัวได้
ท้ายที่สุด การเงินเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพจึงไม่ใช่การแก้ปัญหาด้วยการให้ใครคนหนึ่งจ่ายเงินเพิ่ม แต่คือการเปลี่ยนแรงจูงใจของระบบเศรษฐกิจ เปลี่ยนระบบตลาดที่เคยทำให้คนทำดีต่อสิ่งแวดล้อมต้องเผชิญต้นทุนสูง ให้กลายเป็นระบบที่สนับสนุนคนทำดีต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
เป้าหมายคือการปรับทิศทางเงินทุนจากกิจกรรมที่ทำลายธรรมชาติไปสู่กิจกรรมที่ดูแลธรรมชาติ พร้อมกับปรับพฤติกรรมของผู้ผลิตและผู้บริโภคให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อให้การดูแลธรรมชาติกลายเป็นเรื่องปกติที่ทำได้ง่ายในชีวิตประจำวัน
ในเมื่อธรรมชาติค้ำจุนเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าคุ้มค่าหรือไม่ที่จะลงทุนดูแลธรรมชาติ แต่คือระบบเศรษฐกิจไทยจะออกแบบแรงจูงใจใหม่อย่างไร ให้การดูแลธรรมชาติกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต ไม่ใช่ต้นทุนที่ถูกผลักไปให้ภาครัฐรับผิดชอบเพียงลำพัง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Circular Economy ไม่ใช่เทรนด์รักษ์โลก แต่คือทางรอดของ SME ไทยในโลกการค้ายุคใหม่
‘เลนโซ่ วีล’ ลดต้นทุน เริ่มจากลดพลังงาน



