ธุรกิจ SME ไทยจำนวนมากอาจยังคิดว่ากฎหมายสิ่งแวดล้อมของโลกเป็นเรื่องไกลตัว โดยเฉพาะหากไม่ได้ส่งออกสินค้าไปยุโรปโดยตรง แต่ในความเป็นจริง คลื่นกฎหมายการค้าโลกกำลังย้อนกลับมาถึงผู้ประกอบการไทยแทบทุกระดับ ผ่านบริษัทคู่ค้า ห่วงโซ่อุปทาน แพ็กเกจจิ้ง วัตถุดิบ ข้อมูลคาร์บอน และรายงานด้านสิ่งแวดล้อมที่ธุรกิจต้องพิสูจน์ได้
ในโลกการค้ายุคใหม่ ธุรกิจไม่เพียงแค่ต้องตอบคำถามว่าผลิตอะไร หรือขายให้ใครเท่านั้น แต่ยังต้องมีคำตอบชัดเจนลงลึกไปถึงว่าวัตถุดิบมาจากไหน ใช้วัสดุอะไร ผลิตอย่างไร ปล่อยคาร์บอนเท่าไร บรรจุภัณฑ์มีส่วนผสมของวัสดุรีไซเคิลมากน้อยแค่ไหน และข้อมูลทั้งหมดนั้นตรวจสอบย้อนกลับได้หรือไม่
กฎเกณฑ์เหล่านี้ทำให้ Circular Economy (CE) หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ไม่ใช่แค่เทรนด์รักษ์โลก หรือแคมเปญ CSR หรือกิจกรรมสร้างภาพลักษณ์องค์กรอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ของการทำธุรกิจ และเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของความอยู่รอดทางธุรกิจในอนาคต
คุณกฤษดา เรืองโชติวิทย์ กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อม หอการค้าไทย ชี้ให้เห็นว่า Circular Economy ไม่ใช่แค่เริ่มจากคำถามเรื่องสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ต้องเริ่มจากคำถามพื้นฐานของธุรกิจด้วยว่าจะบริหารจัดการทรัพยากร วัสดุ ความเสี่ยง และห่วงโซ่อุปทานอย่างไรให้ธุรกิจแข่งขันได้ในโลกที่กฎการค้าเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
Circular Economy คือ Paradigm ใหม่ของการทำธุรกิจ
คุณกฤษดาอธิบายว่า การทำ Circular Economy ต้องเริ่มจากการปรับกระบวนการคิดใหม่ จากเดิมที่ธุรกิจอาจมองเพียงว่าผลิตแล้วขาย ไปสู่การมองตลอดวงจรชีวิตของสินค้า ตั้งแต่วัตถุดิบ การออกแบบ การผลิต การใช้งาน การจัดเก็บ การนำกลับมาใช้ใหม่ ไปจนถึงการจัดการปลายทาง
หัวใจของ Circular Economy จึงไม่ใช่แค่การรีไซเคิล แต่คือการบริหารจัดการวัสดุ หรือ Material Management ให้ทรัพยากรและวัสดุอยู่ในระบบเศรษฐกิจให้นานที่สุด
คุณกฤษดาเห็นว่านี่คือจุดที่ภาคธุรกิจจำนวนมากยังเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะมักมองว่า Circular Economy คือการจัดการขยะหรือการนำของเสียไปรีไซเคิล ทั้งที่ในความจริง Circular Economy เป็นเรื่องของการออกแบบระบบธุรกิจใหม่ทั้งระบบ แม้แต่การนำของเสียไปเผาเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทน หรือที่เรียกว่า RDF (Refuse-Derived Fuel) ซึ่งอาจดีกว่าการฝังกลบ ก็ยังไม่ใช่คำตอบหลักในความหมายที่แท้จริงของ Circular Economy เพราะเมื่อวัสดุถูกเผาไปแล้ว วัสดุนั้นก็สิ้นสุดวงจร ไม่สามารถนำกลับมาวนซ้ำเพื่อใช้ประโยชน์ได้อีก
คุณกฤษดาย้ำว่า หัวใจสำคัญในเรื่องนี้คือ “Material ต้องอยู่กับเราให้นานที่สุด” เพราะยิ่งวัสดุอยู่ในระบบได้นานเท่าไร ธุรกิจก็จะลดการพึ่งพาทรัพยากรใหม่ ลดความเสี่ยงด้านต้นทุน และเพิ่มโอกาสในการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ได้มากขึ้นเท่านั้น
ดังนั้น Circular Economy จึงไม่ใช่แค่การถามว่าขยะไปไหน แต่ต้องถามตั้งแต่ต้นว่า สินค้านี้ออกแบบอย่างไร ใช้วัสดุอะไร ซ่อมได้ไหม นำกลับมาใช้ใหม่ได้หรือไม่ และใครเป็นผู้มีอำนาจในการจัดการวัสดุตลอดวงจรชีวิตของมัน ตั้งแต่การขายสินค้าสู่ขายผลลัพธ์ที่ผู้บริโภคต้องการ
หนึ่งในตัวอย่างที่คุณกฤษดายกมาเล่าให้ฟังคือ กรณีของ Philips ที่เปลี่ยนจากการขายหลอดไฟ ไปสู่การขายบริการแสงสว่าง
แนวคิดนี้ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการไม่ใช่ตัววัตถุที่เป็นหลอดไฟ แต่ต้องการแสงสว่างที่เหมาะสมกับการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล โรงงาน หรือสำนักงาน
เมื่อธุรกิจเปลี่ยนจากการขายตัวสินค้าไปเป็นการขายบริการหรือผลลัพธ์ที่ผู้บริโภคต้องการ ผู้ผลิตก็ยังคงมีอำนาจในการบริหารจัดการวัสดุ สามารถนำสินค้าเข้าสู่ระบบซ่อมบำรุง หมุนเวียน และนำกลับมาใช้ใหม่ได้ดีกว่าเดิม
นี่คือความหมายของ Product as a Service ที่ไม่ได้เป็นเพียงโมเดลธุรกิจใหม่ แต่เป็นวิธีคิดที่ช่วยให้วัสดุไม่หลุดออกจากระบบเร็วเกินไป
คุณกฤษดามองว่า แนวโน้มนี้จะขยายผลมากขึ้น เพราะ Circular Economy จะทำให้ธุรกิจต้องคิดใหม่ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ แพ็กเกจจิ้ง การซ่อมบำรุง ไปจนถึงโมเดลรายได้
ในโลกที่กำลังมุ่งสู่ทิศทางของ Circular Economy นี้ ธุรกิจที่ยังคิดแบบเดิม คือผลิต ขาย แล้วปล่อยให้วัสดุออกจากระบบไป จะเผชิญความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งจากต้นทุนทรัพยากร กฎหมายการค้า และแรงกดดันจากผู้บริโภค
กฎหมายการค้าโลกกำลังเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นเงื่อนไขของการอยู่รอด
แรงกดดันสำคัญที่ทำให้ Circular Economy กลายเป็นไฟลต์บังคับ คือกฎหมายและมาตรการการค้าโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายภายใต้แผนแม่บท EU Green Deal ของสหภาพยุโรป ไม่ว่าจะเป็น CBAM[1], PPWR[2], EUDR[3], ESPR[4], CS3D[5] หรือมาตรการ DDP[6] ทั้งหมดนี้กำลังบังคับให้ธุรกิจต้องมีข้อมูลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเชื่อมโยงกันตลอดห่วงโซ่อุปทาน
สิ่งที่ SME ไทยต้องเข้าใจคือ ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริษัทที่ส่งออกไปยุโรปโดยตรงเท่านั้น หากธุรกิจเป็นซัพพลายเออร์ของบริษัทใหญ่ หรือทำธุรกิจกับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับยุโรป ก็มีโอกาสถูกตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้เช่นกัน
คุณกฤษดาอธิบายให้เห็นภาพว่า หากบริษัทหนึ่งจะส่งสินค้าอาหารไปยุโรปเพียงหนึ่งรายการ สิ่งที่ต้องตอบอาจไม่ใช่แค่คุณภาพของสินค้า แต่รวมถึงคาร์บอนฟุตพริ้นท์ แหล่งที่มาของวัตถุดิบว่าไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า ประเด็นแรงงานและสิทธิมนุษยชน รวมถึงข้อมูลบรรจุภัณฑ์และสัดส่วนของวัสดุรีไซเคิล
พูดอย่างง่ายคือ โลกการค้าใหม่ไม่ได้ต้องการแค่ข้อมูลตัวสินค้า แต่ต้องการข้อมูลตลอดวงจรชีวิตของสินค้าเลยทีเดียว
หากธุรกิจไม่มีข้อมูล ก็ไม่สามารถประกาศหรือยืนยันได้ว่าวัสดุรีไซเคิลมาจากไหน มีสัดส่วนเท่าไร หรือกระบวนการผลิตเป็นไปตามเงื่อนไขที่คู่ค้าต้องการจริงหรือไม่
คุณกฤษดายกตัวอย่างเรื่องวัสดุรีไซเคิลว่า หากธุรกิจระบุว่าสินค้ามีวัสดุรีไซเคิล 30% แต่ไม่มีข้อมูลตั้งแต่ต้นทางว่าของเสียที่เป็นวัสดุรีไซเคิลนั้นมาจากไหน ถูกจัดเก็บอย่างไร แยกอย่างไร และนำกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตอย่างไร ธุรกิจก็จะไม่สามารถประกาศหรือให้คำยืนยันที่น่าเชื่อถือแก่ลูกค้าได้
นี่คือความน่ากลัวของกฎการค้าใหม่ เพราะสิ่งที่ดูเหมือนเป็นเรื่องเทคนิค กำลังกลายเป็นเงื่อนไขโดยตรงของการทำธุรกิจ
แม้ไม่ได้ส่งออกยุโรป ก็ใช่ว่าจะรอด
หนึ่งในความเข้าใจผิดของ SME คือการคิดว่า หากไม่ได้ส่งออกไปยุโรปโดยตรง ก็ไม่จำเป็นต้องสนใจกฎหมายเหล่านี้
แต่ในความเป็นจริง หาก SME เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานขององค์กรใหญ่ ข้อมูลจาก SME จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลที่องค์กรใหญ่นำไปใช้รายงานต่อคู่ค้าและตลาดปลายทาง บริษัทใหญ่ไม่สามารถจัดทำข้อมูลได้ครบ หากซัพพลายเออร์ต้นน้ำไม่เตรียมข้อมูลไว้ให้
ดังนั้น SME ที่ไม่มีระบบเก็บข้อมูล ไม่มีข้อมูลคาร์บอน ไม่มีข้อมูลวัสดุ ไม่มีข้อมูลแหล่งที่มา หรือไม่สามารถรายงานข้อมูลได้ อาจไม่ใช่แค่ยังไม่พร้อม แต่มีความเสี่ยงที่จะถูกคัดออกจากซัพพลายเชน
คุณกฤษดาชี้ว่า กฎหมายหลายฉบับมีช่วงเวลาบังคับใช้ที่ชัดเจน เช่น PPWR ที่เกี่ยวข้องกับบรรจุภัณฑ์โดยตรง และจะทยอยบังคับใช้ในหลายเรื่อง ทั้ง Product Passport การจำกัดสารอันตราย คุณสมบัติของบรรจุภัณฑ์ และสัดส่วนวัสดุรีไซเคิล
ปัญหาคือ แม้กฎหมายจะให้เวลาปรับตัว แต่ผู้ประกอบการจำนวนมากยังไม่ได้เริ่มพูดคุยกันจริงจังตลอดห่วงโซ่อุปทาน
คุณกฤษดามองว่า ปฏิกิริยาแรกของธุรกิจไทยจำนวนหนึ่งอาจเป็นความรู้สึกว่า “มาอีกแล้วเหรอ” หรือ “จะบังคับอะไรกันนักกันหนา” แต่การต่อต้านโดยไม่เริ่มเตรียมตัวอาจทำให้ธุรกิจเสียเวลาสำคัญไปโดยไม่รู้ตัว
SME ไทยรู้จัก CE แล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน
แม้คำว่า BCG (Bio-Circular-Green Economy) หรือ Circular Economy จะไม่ใช่คำใหม่สำหรับประเทศไทย และอยู่ในวาระแห่งชาติมาระยะหนึ่ง แต่ระดับความพร้อมของธุรกิจไทยยังแตกต่างกันมาก
องค์กรขนาดใหญ่ระดับ Enterprise เช่น SCG มีความพร้อมมากกว่า เพราะนำประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและ CE เข้าไปอยู่ในระบบประเมินความเสี่ยงขององค์กร ทั้ง Physical Risk และ Emerging Risk
แต่สำหรับธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก และขนาดเล็กมากนั้น ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การไม่เคยได้ยินคำว่า Circular Economy แต่อยู่ที่การไม่รู้ว่าจะนำไปปฏิบัติอย่างไร
หลายธุรกิจรับรู้ว่าต้องเปลี่ยน แต่ยังไม่มี Guideline ไม่มีโมเดล และไม่เห็นภาพว่าตัวเองอยู่ตรงไหนของจิ๊กซอว์
เมื่อบอกให้ทำ CE ผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งอาจคิดทันทีว่าต้องจัดการขยะหรือรีไซเคิล ทั้งที่ในความจริง การเปลี่ยนผ่านสู่ CE อาจเกี่ยวข้องกับการออกแบบสินค้าใหม่ เปลี่ยนแพ็กเกจจิ้ง วางระบบข้อมูล เปลี่ยนกระบวนการผลิต หรือแม้แต่ปรับโมเดลธุรกิจ
สำหรับ SME สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงคือต้นทุน
การเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้ง การจ้างที่ปรึกษา การเก็บข้อมูล การทำรายงาน หรือการวางระบบใหม่ ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายจริงในวันที่ธุรกิจจำนวนมากยังต้องระวังต้นทุนทุกบาททุกสตางค์
ปฏิกิริยาของ SME จำนวนมากจึงไม่ใช่การปฏิเสธเพราะไม่เห็นด้วย แต่เป็นความรู้สึกว่า “อยากทำ แต่ขอเบรกไว้ก่อนได้ไหม”
ปัญหาใหญ่คือประเทศไทยยังไม่มี Lane สำหรับ CE
คุณกฤษดากล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดกองทุน ขาดหน่วยงาน หรือขาดความตั้งใจทั้งหมด แต่ปัญหาคือองค์ประกอบเหล่านี้เป็นเหมือนจิ๊กซอว์ที่ยังไม่ได้เอามาต่อเข้าด้วยกัน
หากเป็นเรื่อง Digital Transformation ประเทศไทยเคยมีช่องทางสนับสนุนที่ชัดเจนมากกว่า เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มาตรการสนับสนุน หรือมาตรการลดหย่อนภาษี เพื่อช่วยให้ SME นำเทคโนโลยีไปใช้ แต่เมื่อเป็นการเปลี่ยนผ่านสู่ Circular Economy ช่องทางลักษณะเดียวกันยังไม่ชัดเจนพอ
คำพูดง่ายๆ ที่ช่วยให้เข้าใจสถานการณ์นี้ชัดเจนที่สุดคือ “ไม่มี Lane” สำหรับ CE
สถาบันการเงินเองก็เริ่มตื่นตัว แต่ยังมีคำถามว่าจะประเมินโครงการสีเขียวอย่างไร ใช้เกณฑ์อะไร หรือ Taxonomy แต่ละตัวควรถูกตีความอย่างไร ขณะที่ SME เองก็ยังไม่รู้ว่าจะเขียนโครงการอย่างไรให้เข้าข่ายขอรับการสนับสนุน
ในด้านหนึ่ง ธนาคารอยากปล่อยสินเชื่อสีเขียว
อีกด้านหนึ่ง SME อยากปรับตัวแต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร
ระหว่างกลางยังขาดกลไกที่ช่วยแปลความต้องการของทั้งสองฝ่ายให้เข้าใจกัน
นี่คือช่องว่างที่หอการค้าไทยพยายามเข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อม
หอการค้าไทย: ตัวเชื่อมระหว่าง SME ภาครัฐ และแหล่งทุน
ในฐานะองค์กรที่มีสมาชิกจำนวนมากเป็น SME หอการค้าไทยมองว่าบทบาทสำคัญไม่ใช่เพียงการผลักดันกฎหมาย แต่คือการช่วยให้ผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมจริง
คุณกฤษดาระบุว่า สมาชิกหอการค้าไทยส่วนใหญ่ เป็น SME ดังนั้น การขับเคลื่อน Circular Economy จึงต้องไม่หยุดแค่ที่องค์กรขนาดใหญ่ แต่ต้องส่งแรงสนับสนุนลงไปถึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กให้ได้
สิ่งแรกที่หอการค้าไทยเร่งทำคือ การให้ความรู้ผ่านการสื่อสารกับเครือข่ายหอการค้าทั้งส่วนกลาง หอการค้าภาค และหอการค้าจังหวัด รวมถึงการจัดเวิร์กชอปและสัมมนาเพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องกฎหมายและผลกระทบทางธุรกิจ
หนึ่งในโครงการสำคัญคือ CE&E x YEC Mentorship Program ซึ่งเกิดจากการทำงานของคณะกรรมการเศรษฐกิจหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อม หรือ CE&E ร่วมกับกลุ่ม Young Entrepreneur เพื่อสร้างโมเดลธุรกิจหมุนเวียนต้นแบบที่ทำได้จริง
เป้าหมายคือ ทำให้ SME เห็นว่า Circular Economy ไม่ใช่แนวคิดลอย ๆ แต่สามารถแปลงเป็นโมเดลปฏิบัติได้ มีขั้นตอน มีตัวอย่าง และสามารถขยายผลต่อได้
นอกจากการสร้างองค์ความรู้ หอการค้าไทยยังเข้าไปประสานงานกับภาครัฐ เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้เกิดระบบสนับสนุนที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น
อีกโจทย์สำคัญคือ การผลักดันแนวคิดเรื่องแพลตฟอร์มกลาง หรือ National Data Platform เพื่อให้ธุรกิจสามารถบันทึกและรายงานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากลได้ โดยต้องคำนึงถึงการปกป้องความลับทางการค้า ไม่ให้ข้อมูลโครงสร้างต้นทุนหรือซัพพลายเออร์รั่วไหลไปสู่คู่แข่ง
เพราะในโลกที่ข้อมูลกลายเป็นเงื่อนไขการค้า ธุรกิจต้องรายงานข้อมูลได้ แต่ก็ต้องไม่เสียความสามารถทางการแข่งขันจากการเปิดเผยข้อมูลมากเกินจำเป็น
กฎหมายไทยต้องมี แต่ต้องไม่ทำให้ SME เป็นปลาช็อกน้ำ
ในประเทศไทย ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจหมุนเวียนกำลังเดินหน้าในเชิงกฎหมายเช่นกัน โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอากาศสะอาด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการจัดการทรัพยากร
คุณกฤษดาเห็นว่า กฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียนต้องมี เพราะจะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการวางมาตรฐานการดำเนินงานของประเทศ และช่วยให้ภาคธุรกิจรู้ว่าต้องเดินไปในทิศทางใด
แต่ความกังวลอยู่ที่วิธีการบังคับใช้
การนำมาตรฐานระดับสูงจากยุโรปมาใช้เป็นเรื่องจำเป็น เพราะไทยต้องค้าขายกับโลกและต้องเตรียมพร้อมกับมาตรฐานสากล แต่บริบทของไทยยังแตกต่างจากยุโรปมาก ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ระบบจัดการขยะ และพฤติกรรมของประชาชน
คุณกฤษดายกตัวอย่างง่าย ๆ ว่า แม้แต่การแยกขยะในชีวิตประจำวัน คนไทยจำนวนมากยังมีความเข้าใจไม่ตรงกันว่าขยะเปียก ขยะทั่วไป และขยะรีไซเคิลควรแยกอย่างไร เมื่อแยกผิดตั้งแต่ต้นทาง ขยะจำนวนมากก็กลับกลายเป็นขยะทั่วไป และไม่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้จริง
ดังนั้น หากกฎหมายออกมาเป็น Umbrella ขนาดใหญ่และบังคับใช้พร้อมกันโดยไม่มี Transition Period ที่เหมาะสม ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME อาจเกิดอาการแบบปลาช็อกน้ำ คือปรับตัวไม่ทันจนธุรกิจเกิดความเสียหายรุนแรง
สำหรับประเด็นนี้ คุณกฤษดาเสนอแนะว่า การบังคับใช้ควรมี Step ที่ชัดเจน อาจเริ่มจากบางหมวดหมู่ก่อน เช่น Food Waste หรือบรรจุภัณฑ์พลาสติก รวมถึงผลักดันกลไก EPR (Extended Producer Responsibility) ควบคู่กันไป เพื่อให้ธุรกิจและสังคมค่อย ๆ ปรับตัว
อีกประเด็นสำคัญคือ ภาคเอกชนควรถูกดึงเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นของกระบวนการออกแบบกฎหมาย ไม่ใช่แค่ได้รับเชิญไปรับฟังความเห็นในช่วงท้าย
คุณกฤษดามองว่า หากภาคธุรกิจที่ทำงานจริงได้เข้าไปมีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นออกแบบนโยบาย กฎหมายจะมีความเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติจริงมากขึ้น ลดการแก้ไปแก้มาหลายรอบ และช่วยให้กฎหมายที่ออกมาไม่กลายเป็นภาระจนธุรกิจทำไม่ได้จริง
กฎหมายไม่ใช่แค่เครื่องมือบังคับ แต่คือไม้บรรทัดของการยกระดับธุรกิจด้วย
แม้จะมีความกังวลเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย แต่คุณกฤษดามองว่ากฎหมายก็เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับธุรกิจด้วยเช่นกัน
กฎหมายเป็นเหมือนไม้บรรทัดที่ช่วยบอกธุรกิจว่า สิ่งที่ต้องประเมินและต้องปรับตัวมีอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการทรัพยากร การจัดการซัพพลายเชน การเก็บข้อมูล หรือการลดความเสี่ยง
ธุรกิจที่ทำ Risk Assessment อยู่แล้ว จะเห็นว่ากฎหมายเหล่านี้ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกแยก แต่เป็นสัญญาณยืนยันว่าทิศทางที่ต้องไปคืออะไร
แน่นอนว่า ธุรกิจต้องทำตามกฎหมายเพื่อจะไม่ถูกปรับ แต่มุมมองที่ดีกว่านั้นคือ ควรใช้กฎหมายเป็นกรอบในการยกระดับระบบธุรกิจของตัวเอง
นี่คือเหตุผลที่คุณกฤษดาย้ำว่า Circular Economy ไม่ใช่เรื่องของการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance) และไม่ใช่เรื่องของ CSR แต่คือ Business Survivability หรือความอยู่รอดทางธุรกิจในอนาคต
Circular Economy คือภูมิคุ้มกันของธุรกิจในโลกที่ไม่แน่นอน
ในมุมมองของคุณกฤษดา ผู้นำองค์กรยุคใหม่ต้องเริ่มจากการทำ Risk Assessment รอบด้าน และต้องมองให้เห็นว่าความยั่งยืนไม่อาจใช่เรื่องที่แยกออกจากผลประกอบการ แต่เป็นเนื้อเดียวกับความสามารถในการดำเนินธุรกิจระยะยาว
เพราะไม่มีใครรู้ว่าวันใดจะเกิดวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์ การปิดช่องแคบ หรือสงครามการค้าที่ทำให้การขนส่งหยุดชะงัก
หากธุรกิจยังต้องพึ่งพาวัตถุดิบต้นน้ำที่เป็น Virgin Material จากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว ธุรกิจก็อาจเดินไปสู่ทางตันเมื่อเกิดวิกฤติ
Circular Economy จึงไม่ใช่แค่การลดขยะหรือการทำให้ธุรกิจดูเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่คือการสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจสามารถยืนอยู่ได้ในโลกที่ทรัพยากร กฎหมาย การค้า และความเสี่ยงเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นเรื่อย ๆ
การวางระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนตั้งแต่วันนี้ จึงเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของธุรกิจ เพื่อให้วัสดุและทรัพยากรที่มีค่ายังคงเวียนอยู่ในระบบให้นานที่สุด ลดการพึ่งพาจากภายนอก และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยในระยะยาว
เพราะท้ายที่สุดแล้ว Circular Economy ไม่ใช่แค่ถ้อยคำสวยหรูของโลกความยั่งยืน แต่คือคำถามเชิงธุรกิจที่ตรงไปตรงมามากว่า ธุรกิจของคุณจะยังอยู่รอดได้อย่างไรในวันที่โลกไม่ได้ต้องการแค่สินค้า แต่ต้องการข้อมูล ความโปร่งใส และความรับผิดชอบตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน
โลกกว้างใหญ่นี้ไม่เคยหยุดรอใคร ธุรกิจที่เริ่มถามคำถามนี้กับตัวเองและพบคำตอบได้เร็ว ก็จะก้าวทันการเปลี่ยนแปลงและเติบโตไปพร้อมโลกได้โดยไม่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
“เศรษฐกิจหมุนเวียน” ทางรอด ธุรกิจยุค Climate Change





