ท่ามกลางความผันผวนของโลกและความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ในงาน “Spark the Future” ซึ่งจัดโดยกลุ่ม ปตท. ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ ประภาศรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Thailand’s New Horizon: ประเทศไทยแข็งแกร่งและยั่งยืนท่ามกลางโลกผันผวนและความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ” มองภาพอนาคตของไทยที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด พร้อมประกาศเดินหน้านโยบายกฎหมายโลกร้อนและกลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับ เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม
จาก “ความฝัน” สู่ “ความจริง”: ภาพอนาคตสีเขียวของไทย
ดร.เอกนิติ เริ่มต้นด้วยการชวนทุกคนจินตนาการถึง “ความฝัน” ที่เปรียบเสมือนหมุดหมายแห่งอนาคต โดยวาดภาพการใช้ชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนไป ตั้งแต่การก้าวเดินเข้าสู่อาคารแล้วสามารถรับรู้ปริมาณการปล่อยคาร์บอนได้ทันที การใช้ไฟฟ้าในอาคารที่มาจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา และมีแบตเตอรี่ที่ผลิตโดยคนไทยกักเก็บพลังงานไว้ใช้ในยามค่ำคืน ช่วยให้ค่าไฟถูกลง
ในจินตนาการของการเดินทางไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยาด้วยรถยนต์ไฮบริด แม้ยังต้องพึ่งพาน้ำมัน แต่ผู้ขับขี่จะตระหนักรู้ถึงคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของตนเอง ตลอดสองข้างทางจะเต็มไปด้วย “โซลาร์ฟาร์ม” ที่ส่งจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้ามูลค่าสูงด้วยพลังงานสะอาด ผ่านทุ่งนาที่ทำเกษตรแบบ “เปียกสลับแห้ง” ช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทน และเมื่อถึงปลายทาง จะได้เห็นชุมชนที่เข้มแข็งในการแยกขยะและผลิตไฟฟ้าใช้เอง
“นี่คือความฝันที่เราสามารถสร้างให้เกิดได้ แต่เราต้องรวมพลังกัน” ดร.เอกนิติ ย้ำถึงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง
ปักหมุด Net Zero 2050 และ “กฎหมายโลกร้อน”
เพื่อให้ความฝันไม่เป็นเพียงภาพลวงตา ภาครัฐจึงได้กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 ซึ่งเป็นพันธสัญญาระดับโลก แต่ลำพังเป้าหมายยังไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายมารองรับ โดยปัจจุบันรัฐบาลได้เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ.ลดโลกร้อน) แล้ว และรอเพียงรัฐบาลและรัฐสภาชุดใหม่เข้ามาขับเคลื่อนให้มีผลบังคับใช้
หัวใจของการเปลี่ยนผ่าน: “กลไกราคาภาคบังคับ”
ประเด็นสำคัญที่ ดร.เอกนิติ เน้นย้ำในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ คือการใช้ “กลไกราคา” ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ โดยเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนกับปรากฏการณ์ “Midnight Sale” ที่ราคาจูงใจให้คนรอซื้อของ
“อันที่จะทำให้ฝันเป็นจริงได้ คือกลไกราคาภาคบังคับ (Mandatory Carbon Pricing) ไม่ว่าจะเป็น Carbon Tax หรือ ระบบ ETS (Emissions Trading System) งานวิจัยทั่วโลกพิสูจน์แล้วว่า ประเทศที่มีกลไกบังคับสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม”
โดยได้ยกตัวอย่างตลาดยุโรปที่มีราคาคาร์บอนเครดิตสูงถึง 60-80 ยูโรตามกลไกตลาด ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับราคาเพียงไม่กี่เหรียญในตลาดภาคสมัครใจ โดยรายได้ที่จัดเก็บได้จากกลไกนี้จะถูกนำเข้า “กองทุน” เพื่อสนับสนุนให้ภาคเอกชน ทั้งธุรกิจขนาดใหญ่ SME และผู้ประกอบการรายย่อย ปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปสู่ธุรกิจสีเขียว
Green Finance: เงินทุนเพื่อการปรับตัว
ดร.เอกนิติ กล่าวว่า ภาครัฐพร้อมสนับสนุนผ่านนโยบาย “การเงินสีเขียว” (Green Finance) โดยได้มีการออกพันธบัตร Green Bond และ Sustainability-Linked Bond แล้ว เพื่อให้ภาคเอกชนที่ปรับตัวได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่า โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่ภาครัฐได้ร่วมมือกับ กกร. (คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน) ภายใต้โครงการ “Reinvent Thailand” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำสำหรับการปรับปรุงธุรกิจให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ผนึกกำลังเอกชน: ปลดล็อกพลังงานและภาคขนส่ง
ดร.เอกนิติ ชี้ว่า 65% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในไทยมาจากภาคพลังงานและภาคขนส่ง ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้ร่วมกับภาคเอกชน
- เทคโนโลยี CCUS: การดักจับและกักเก็บคาร์บอนเป็นเรื่องสำคัญที่เอกชนทำลำพังไม่ได้ ภาครัฐต้องสร้างแรงจูงใจที่ชัดเจน
- ยานยนต์ไฟฟ้า (EV): อุตสาหกรรม EV ไทยเริ่มผลิตเพื่อส่งออกแล้ว และกำลังเปลี่ยนผ่านฐานการผลิตรถสันดาปเดิมไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริด
- ไฟฟ้าสะอาด (Clean Energy): ต้องเปิดกว้างเรื่อง Direct PPA (การซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรง) ให้เกิดขึ้นจริง เพื่อตอบโจทย์โลกอนาคตที่ต้องการสินค้าที่ผลิตจากไฟฟ้าสีเขียว
ในประเด็นโครงสร้างพื้นฐาน ท่านยอมรับถึงข้อจำกัดเรื่องหนี้สาธารณะ แต่เสนอทางออกด้วยการระดมทุนผ่าน “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund)” และรูปแบบ PPP (Public Private Partnership) เพื่อลงทุนสร้างสายส่งไฟฟ้า (Transmission Line) รองรับพลังงานสะอาด โดยไม่ต้องสร้างภาระหนี้สาธารณะเพิ่ม และต้องเปิดให้เอกชนขายไฟกลับเข้าระบบได้
ลงลึกถึงฐานราก: โมเดลชุมชนคาร์บอนต่ำ
ความยั่งยืนต้องไม่กระจุกตัวอยู่เพียงส่วนกลาง ดร.เอกนิติ ยกตัวอย่างความสำเร็จของ “สระบุรีโมเดล” ที่ชุมชนร่วมมือกับรัฐและเอกชนในการสร้างอุตสาหกรรมสีเขียว จนชาวบ้านได้รับประโยชน์จากการแยกขยะและพลังงานสะอาด
นอกจากนี้ ล่าสุด ครม. ยังได้อนุมัติโครงการ Low Carbon City ที่กระทรวงการคลังจับมือกับธนาคารโลก (World Bank) กทม. EXIM Bank และการนิคมอุตสาหกรรมฯ เพื่อปั้นกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองคาร์บอนต่ำ นำร่องติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาโรงเรียนและโรงพยาบาล เพื่อเป็นต้นแบบขยายผลไปยังจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ
4P กุญแจสู่ความสำเร็จ
ในช่วงท้าย ดร.เอกนิติ แสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพของคนไทย และสรุปหัวใจสำคัญของความสำเร็จไว้ที่หลักการ “4P” ได้แก่ Public (ภาครัฐ), Private (ภาคเอกชน), People (ภาคประชาชน) และ Partnership for Planet (ความร่วมมือเพื่อโลก)
“ผมมั่นใจว่าพลังของคนไทยเก่งไม่แพ้ชาติอื่น แต่เราต้องรวมพลัง งานในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมพลังเพื่อสร้างพลังงานสีเขียว และประเทศไทยที่ยั่งยืน” ดร.เอกนิติ กล่าวทิ้งท้าย
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
BOI ไฟเขียวดาต้าเซ็นเตอร์ 7 โครงการยักษ์ 9.6 หมื่นล้าน ปั้นไทยสู่ดิจิทัลฮับภูมิภาค
Reinvent Thailand: ผนึก ‘รัฐ-เอกชน-วิชาการ’ ผ่าวิกฤติเศรษฐกิจสู่เป้า GDP 5%



