ท่ามกลางสัญญาณเตือนภัยทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ว่าประเทศไทยกำลังสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันและติดหล่มกับดักรายได้ปานกลาง เวทีเสวนา “พลังความร่วมมือขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่ความเป็น 1 ในภูมิภาค” จึงกลายเป็นพื้นที่ระดมสมองครั้งสำคัญที่ดึง 3 แม่ทัพใหญ่จาก 3 เสาหลักของประเทศ ได้แก่ ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI และ ชนะ ภูมี ตัวแทนภาคเอกชนจาก เอสซีจี และ ส.อ.ท. มาถกประเด็นทางรอด โดยฟันธงตรงกันว่าไทยต้องเร่งเครื่องเศรษฐกิจให้โตเฉลี่ย 5% ต่อเนื่อง 15 ปี ด้วยโมเดลความร่วมมือรูปแบบใหม่ “Reinvent Thailand” ที่เน้นการรื้อกฎระเบียบ ปฏิรูปแรงงาน และ “การลงมือทำจริง” ผ่าน Sandbox มากกว่าการรอความหวังจากนโยบายรัฐเพียงอย่างเดียว
โจทย์ใหญ่: ไทยต้องโต 5% ตลอด 15 ปีเพื่อหนีกับดักรายได้ปานกลาง
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์วิกฤติของเศรษฐกิจไทย โดยเปรียบเทียบว่า ปัจจุบันไทยอาจอยู่ในสถานะที่น่ากังวลกว่าฟิลิปปินส์ในอดีต หากต้องการให้ไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) และยกระดับสู่ประเทศรายได้สูง (High Income Country) ภายใน 15 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องเติบโตเฉลี่ยปีละ 5% (จากศักยภาพปัจจุบันที่โตเพียงประมาณ 2.3%)
ดร.สมเกียรติ เสนอสมการความร่วมมือผ่านโมเดล “Reinvent Thailand” ที่ต้องอาศัย “3 ประสาน” (Triple Helix) คือ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ โดยมีข้อเสนอแนะในการเติมเต็มการเติบโตอีก 2.7% ที่ขาดหายไป
ด้วยการ 1.การปฏิรูปแรงงาน (Labor Reform) เพิ่มสัดส่วนแรงงานผ่านการขยายอายุเกษียณจาก 55-60 ปี เป็น 65 ปี พร้อม Upskill ทักษะ, การปรับลดจำนวนทหารเกณฑ์เพื่อดึงคนหนุ่มสาว 40,000 คนเข้าสู่ตลาดแรงงาน และการเปิดรับแรงงานทักษะสูงจากต่างด้าว
2. การปฏิรูปกฎระเบียบ (Regulatory Guillotine) ลดขั้นตอนการอนุมัติอนุญาตที่ซับซ้อนและเป็นต้นทุนแฝงของธุรกิจ ซึ่งเรื่องนี้อาจต้องอาศัยแรงกดดันจากภายนอก เช่น นโยบายการค้าของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่อาจบีบให้ไทยต้องเปิดเสรีทางการค้าหรือลดกำแพงภาษี (เช่น กรณีภาษีนำเข้าเมล็ดกาแฟ) เพื่อแลกกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งจะส่งผลดีต่อโครงสร้างต้นทุนในระยะยาว
และ 3. การเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ด้วยการเปิดเสรีภาคบริการและการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการผลิต เพื่อยกระดับประสิทธิภาพทั้งระบบ
มุมมองภาครัฐ: แผนพัฒนาฯฉบับที่ 14 และกับดักงบประมาณ
ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า สศช. กำลังวางกรอบ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) โดยเน้นเป้าหมายการสร้างการเติบโต (Growth) เป็นลำดับแรก เพราะหากเค้กก้อนใหญ่ไม่โตขึ้น การกระจายรายได้ก็ทำได้ยาก โดยจะโฟกัสที่การปรับปรุงอุตสาหกรรมเดิม (เกษตรแปรรูป, Wellness) ควบคู่กับการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve เช่น เซมิคอนดักเตอร์)
คุณดนุชายังเปิดเผยถึงข้อจำกัดทางการคลังที่สำคัญ คือการที่งบประมาณปี 2570 อาจมีข้อจำกัดสูงเนื่องจากมีการยืมเงินจากเงินคงคลังมาใช้ล่วงหน้า ทำให้ต้องตั้งงบชดใช้คืนกว่า 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะกระทบต่อเม็ดเงินลงทุนใหม่ ดังนั้น การกระตุ้นเศรษฐกิจจึงทำแบบหว่านแหไม่ได้อีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักของภาครัฐคือ “ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย” (Policy Consistency) เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองบ่อยครั้ง ทำให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สะดุด ดังนั้น ในแง่กลไกการทำงาน ภาครัฐพยายามปรับเปลี่ยนรูปแบบจากคณะกรรมการชุดใหญ่ (กกร.) ที่มีความอุ้ยอ้าย มาเป็นการตั้ง “คณะทำงานกลุ่มเล็ก” (Small Working Groups) แยกรายเซกเตอร์ (Sector-based) ประมาณ 5-6 คน เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการแก้ปัญหา โดยให้ภาคเอกชนเป็น “ผู้นำ” ในการกำหนดรายละเอียด (Lead by details) ส่วนภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุนและกำกับดูแล เพื่อให้ทิศทางของประเทศเดินหน้าต่อไปได้ไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนไปอย่างไร
ภาคเอกชน: “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” โมเดลปฏิบัติจริงไม่รอแก้กฎหมายทั้งระบบ
ชนะ ภูมี ที่ปรึกษา CEO เอสซีจี และรองประธาน ส.อ.ท. สะท้อนมุมมองจากภาคปฏิบัติ โดยเน้นย้ำว่า เอกชนไม่สามารถรอความชัดเจนจากภาครัฐได้ทั้งหมด แต่ต้องเริ่มลงมือทำเองในจุดที่ทำได้ โดยยกตัวอย่างความสำเร็จของ “สระบุรี แซนด์บ็อกซ์” (Saraburi Sandbox) ซึ่งเป็นการรวมตัวของภาคเอกชนเพื่อทดลองทำโมเดลเศรษฐกิจใหม่ เช่น การจัดการพลังงานสะอาด (Green Energy) และระบบไฟฟ้าในโรงงาน โดยไม่รอการแก้กฎหมายจากส่วนกลาง
–“สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” เมืองต้นแบบขับเคลื่อนสังคมไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
ผลลัพธ์ที่ได้ คือ 1.ปลดล็อกข้อจำกัดพลังงาน ทดลองระบบซื้อขายไฟฟ้ากันเองระหว่างโรงงาน (Direct PPA / Microgrid) ซึ่งเดิมติดขัดข้อกฎหมายของการไฟฟ้าฯ โดยการทำ Sandbox ทำให้ต้นทุนค่าไฟลดลงเหลือเพียงหน่วยละ 1 บาทกว่า ๆ (จากราคาปกติที่สูงกว่านั้นมาก) ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทันที
และ 2. การสร้างคนในพื้นที่ (Local Talent) เน้นการจับมือกับสถาบันอาชีวะในพื้นที่ เพื่อสร้างบุคลากรที่มีทักษะตรงกับความต้องการ (Skill-based matching) แทนที่จะหวังพึ่งพาแต่ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ หรือรอคนจากกรุงเทพฯ ซึ่งช่วยลดต้นทุนและสร้างความยั่งยืนให้ชุมชน
คุณชนะสรุปว่า สิ่งที่เอกชนต้องการที่สุดคือ “ความชัดเจนของยุทธศาสตร์ประเทศ” แต่ในระหว่างที่รอนั้น เอกชนต้องยึดหลัก “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” มุ่งเน้นการเพิ่ม ผลิตภาพ (Productivity) ของตนเอง ปรับตัวเข้าสู่ Tech-based Industry และสร้าง Supply Chain ที่ตอบสนองตลาดได้รวดเร็ว (Speed to Market) โดยใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วมาประยุกต์ใช้ ไม่จำเป็นต้องรอเทคโนโลยีขั้นสูงจากต่างประเทศเสมอไป
วงเสวนาสรุปตรงกันว่า ทางรอดของอุตสาหกรรมไทยไม่ใช่การรอความหวังจากฝ่ายการเมืองหรือภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่คือการทำงานร่วมกันภายใต้แพลตฟอร์มที่ชัดเจน โดยภาคเอกชนต้องกล้าลงทุนและปรับตัว ภาควิชาการช่วยชี้แนะทิศทาง และภาครัฐต้องเร่งปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้ไทยสามารถเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจและกลับมาเป็นผู้นำในภูมิภาคได้อีกครั้ง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Reinvent Thailand: ผ่าทางตันเศรษฐกิจไทยฝ่าวิกฤติ Perfect Storm
ESG ระเบียบโลกใหม่: กฎเหล็กชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย





