Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

Reinvent Thailand: ผ่าทางตันเศรษฐกิจไทยฝ่าวิกฤติ Perfect Storm

Reinvent Thailand: ผ่าทางตันเศรษฐกิจไทยฝ่าวิกฤติ Perfect Storm

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ ในยุคที่ปัจจัยลบทางเศรษฐกิจรุมเร้ารอบด้าน หรือที่เรียกว่า “Perfect Storm” ซึ่งประกอบด้วยพายุลูกใหญ่ 3 ด้าน ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด และโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ปัจจัยเหล่านี้กำลังฉุดรั้งขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้ถดถอยลงเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ส่งผลให้มีการคาดการณ์ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่น่ากังวลว่า ในปี 2026 GDP ของไทยอาจเติบโตต่ำกว่าร้อยละ 2 หากไม่มีการปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ สถานการณ์นี้บีบบังคับให้ทุกภาคส่วนต้องเร่งผลักดันยุทธศาสตร์ “Reinvent Thailand” เพื่อปลดล็อกอุปสรรคและวางรากฐานใหม่ให้กับเศรษฐกิจไทย

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ ในยุคที่ปัจจัยลบทางเศรษฐกิจรุมเร้ารอบด้าน หรือที่เรียกว่า "Perfect Storm"

ธวัชชัย ชีวานนท์ ประธานผู้บริหาร Product & Business Solutions ธนาคารกรุงไทย ขึ้นกล่าวปาฐกถาในนามสมาคมธนาคารไทย ย้ำว่าสถานการณ์ปัจจุบันคือ “จุดเปลี่ยน” ที่สำคัญ และมุ่งสื่อสารให้ทั้งภาครัฐและเอกชนตระหนักถึงวิกฤติเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในการพาประเทศให้หลุดพ้นจากกับดักการเติบโตต่ำและภาวะเศรษฐกิจถดถอย

สัญญาณอันตรายจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปราะบาง

คุณธวัชชัย ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยลบที่กระทบต่อเศรษฐกิจไทย เริ่มจากปัญหา Geopolitics ทั้งสงครามยูเครน-รัสเซีย และความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีน ที่ทำให้สินค้าทะลักเข้ามาแข่งขันในภูมิภาค ผนวกกับคลื่น Technology Disruption โดยเฉพาะ Generative AI ที่เข้ามาแทนที่งานรูทีน ซึ่งกระทบต่อทักษะแรงงานในอนาคต รวมถึงปัญหา Aging Society ที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงจากจุดสูงสุดกว่า 1 ล้านคนในปี 2506 เหลือเพียง 4 แสนกว่าคนในปัจจุบัน ส่งผลให้ไทยขาดแคลนแรงงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังมีภัยคุกคามทางเศรษฐกิจดิจิทัลจากขบวนการ สแกมเมอร์ (Scammer) ที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนและนิติบุคคลเฉลี่ยสูงถึง 2,000 – 3,000 ล้านบาทต่อเดือน หรือคิดเป็นมูลค่าความเสียหายหลายหมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งถือเป็นการรั่วไหลของเม็ดเงินในระบบที่น่าตกใจ

ความเหลื่อมล้ำ: โจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไข

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดและถือเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศคือ “ความเหลื่อมล้ำ” ซึ่งผูกโยงอยู่กับขนาดของ เศรษฐกิจนอกระบบ (Informal Economy) ที่ใหญ่เกินไป ข้อมูลระบุว่าในแรงงานไทย 100 คน มีถึง 53 คนที่เป็นแรงงานนอกระบบ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่อาชีพอิสระ ร้านโชห่วย ไปจนถึงลูกจ้างทั่วไป กิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าสู่ระบบภาษี ทำให้ฐานภาษีของประเทศบิดเบี้ยวและไม่สะท้อนความเป็นจริง โดยปัจจุบันมีผู้ยื่นแบบภาษีนิติบุคคลเพียงประมาณ 4 ล้านรายเท่านั้น ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรและกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง

ความบิดเบี้ยวนี้สะท้อนชัดเจนผ่านโครงสร้าง GDP ของไทยที่พึ่งพาธุรกิจขนาดใหญ่เพียงร้อยละ 1 แต่กลุ่มนี้กลับมีศักยภาพในการสร้างสัดส่วน GDP ได้สูงถึงร้อยละ 65 ของประเทศ และมีการจ้างงานเพียงร้อยละ 15 ในทางตรงกันข้าม กลุ่มธุรกิจ SME และแรงงานนอกระบบ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศและรองรับการจ้างงานสูงถึงร้อยละ 85 กลับสามารถสร้างสัดส่วน GDP ได้เพียงร้อยละ 35 เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วน GDP จาก SME ของไทยที่อยู่ที่ประมาณร้อยละ 20 กว่า กับประเทศพัฒนาแล้วที่มีสัดส่วนนี้สูงกว่าร้อยละ 50 จะเห็นได้ชัดว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังขาดความสมดุลและฐานรากยังไม่แข็งแรงพอที่จะขับเคลื่อนการเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ยุทธศาสตร์ Reinvent Thailand: ทางรอดเศรษฐกิจไทย

ยุทธศาสตร์ Reinvent Thailand: ทางรอดเศรษฐกิจไทย

เพื่อฝ่าวิกฤติดังกล่าว คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ร่วมมือกับภาครัฐกำหนดโรดแมป “Reinvent Thailand” โดยเปรียบเสมือน “ประภาคาร” (Lighthouse) ที่จะคอยนำทางเศรษฐกิจไทยให้เดินไปในทิศทางเดียวกันไม่ว่าการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์นี้ไม่ได้อยู่ที่การวางแผนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “การลงมือทำ” (Execution) ที่มีเป้าหมายชัดเจน วัดผลได้ และมีหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปใน 3 มิติหลัก ได้แก่

  1. การปลดล็อกความเปราะบาง (Debottleneck): มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ “หนี้สิน” ผ่านมาตรการปรับโครงสร้างหนี้และการผลักดันให้เกิดบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) ระหว่างสถาบันการเงินเพื่อบริหารจัดการหนี้เสีย (NPLs) อย่างเป็นระบบ เพื่อให้ภาคธุรกิจและครัวเรือนสามารถกลับมาเดินหน้าต่อได้
  2. การยกระดับความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness): กำหนดเป้าหมายชัดเจนที่ 6 อุตสาหกรรมศักยภาพ (Priority Sectors) ซึ่งสอดคล้องกับ S-Curve และจุดแข็งด้านทรัพยากรของไทย ได้แก่ 1. อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics) 2. ยานยนต์ 3. ค้าปลีก 4. สุขภาพ (Healthcare) 5. อาหารและเกษตร และ 6. การท่องเที่ยว กลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากครอบคลุมการจ้างงานถึง 10 ล้านคน มีผู้ประกอบการกว่า 2.4 ล้านราย และสร้างรายได้รวมถึง 38 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 64 ของรายได้ภาคธุรกิจทั้งหมด
  3. ความยั่งยืนและความโปร่งใส (Sustainability & Zero Corruption): การสร้างระบบนิเวศที่ปราศจากการคอร์รัปชัน ผ่านโครงการ “กกร. และเพื่อนไม่ทน” ซึ่งเน้นการปลูกจิตสำนึก การใช้เทคโนโลยีเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data) และการสร้างกลไกการแจ้งเบาะแส (Whistleblower) ที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมเป็นเจ้าภาพประชุม IMF และ World Bank ในปลายปีนี้ เพื่อแสดงความพร้อมของไทยในเวทีโลก

โมเดล “พี่ช่วยน้อง” และการเงินเพื่อการปรับตัว

หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก คือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์การทำธุรกิจและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยใช้โมเดล “พี่ช่วยน้อง” (Big Brother Helps Little Brother) ซึ่งมีเป้าหมายในการดึงบริษัทขนาดใหญ่ (ผู้ซื้อ) ใน 6 อุตสาหกรรมหลัก ประมาณอุตสาหกรรมละ 5 ราย รวมเป็น 30 ราย เพื่อมาเป็นหัวรถจักรในการดึง SME ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ให้เข้าสู่ระบบดิจิทัล

กลไกสำคัญคือการใช้ Data เข้ามาแทนที่หลักประกันแบบเดิม เมื่อข้อมูลการซื้อขายระหว่าง “พี่ใหญ่” (ผู้ซื้อ) และ “น้องเล็ก” (ผู้ขาย/SME) ถูกนำเข้าสู่ระบบดิจิทัล (Digital Footprint) สถาบันการเงินจะสามารถมองเห็นประวัติการค้าที่แท้จริง เช่น เห็นว่า SME รายนี้ส่งของให้บิ๊กคอร์ปอเรตต่อเนื่องมา 20 ปี ธนาคารจึงสามารถประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำและกล้าปล่อยสินเชื่อเสริมสภาพคล่องได้ ทั้งในรูปแบบ Pre-finance (เงินทุนก่อนเริ่มงาน) และ Post-finance (เงินหมุนเวียนหลังส่งมอบงาน) ซึ่งช่วยแก้ปัญหาคอขวดเรื่องเครดิตเทอมและการขาดสภาพคล่องของ SME ได้อย่างตรงจุด

ควบคู่กับกลไกดังกล่าว ภาครัฐและสถาบันการเงินได้เตรียม “กระสุนดินดำ” ทางการเงินเพื่ออัดฉีดเข้าสู่ระบบ ประกอบด้วย

  • GSB Soft Loan: ธนาคารออมสินเตรียมวงเงินรวม 1 แสนล้านบาท โดยจัดสรร 30,000 ล้านบาทสำหรับ Reinvent Thailand โดยเฉพาะ เพื่อสนับสนุนการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร (Transformation) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) โดยมีอัตราดอกเบี้ยจูงใจที่ร้อยละ 3.5 ใน 2 ปีแรก และปีที่ 3-5 ไม่เกินร้อยละ 5 ซึ่งถือเป็นเรตที่ SME ทั่วไปเข้าถึงได้ยาก
  • SME Credit Boost: โครงการค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยใช้เงินจากกองทุน FIDF (เงินนำส่งสถาบันการเงิน) มาจัดตั้งเป็นกองทุนค้ำประกันวงเงินประมาณ 20,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสามารถ Leverage หรือขยายผลเป็นวงเงินสินเชื่อในระบบได้ถึง 5 เท่า หรือประมาณ 100,000 ล้านบาท
  • โครงการค้ำประกันสินเชื่อ (PGS) จาก บสย.: เตรียมวงเงิน Quick Win อีก 50,000 ล้านบาท เพื่อช่วยค้ำประกัน SME ที่หลักทรัพย์ไม่เพียงพอ
  • ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (Prom Bis & E-GP): รัฐบาลจะทำหน้าที่เป็น “พี่ใหญ่” ผ่านระบบ E-GP ที่เชื่อมโยงข้อมูลกับกรมบัญชีกลาง ทำให้ผู้ประกอบการที่ได้งานรัฐสามารถนำสัญญาจ้างไปขอสินเชื่อได้สะดวกขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการเชื่อมโยงกับโครงการ “Made in Thailand” (MiT) ของสภาอุตสาหกรรมฯ โดยสินค้าที่ได้รับตราสัญลักษณ์ MiT จะได้รับ “แต้มต่อ” (Handicap) ในการประมูลงานภาครัฐ ซึ่งเป็นการสร้างตลาดให้ผู้ผลิตไทยอย่างเป็นรูปธรรม
  • BOI Any Grant: มาตรการเงินให้เปล่า (Grant) เพื่อส่งเสริมการวิจัยพัฒนา การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และ Digital Transformation รวมถึงการนำ AI มาใช้ อย่างไรก็ตาม มีประเด็นเร่งด่วนที่ต้องจับตาคือมาตรการนี้กำลังจะหมดเขตในเดือนมกราคมนี้ ซึ่งทางภาคเอกชนกำลังเร่งเจรจาขอขยายเวลาเพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาเตรียมตัวและยื่นขอรับสิทธิ์ได้ทัน

บทสรุปสู่เวทีโลก: เดิมพันครั้งใหญ่เพื่อพลิกฟื้นศักดิ์ศรีเศรษฐกิจไทย

ปี 2569 นี้ ถือเป็นปีแห่งความท้าทายและโอกาสครั้งประวัติศาสตร์ เนื่องจากประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF & World Bank Annual Meetings) ในช่วงปลายปี ซึ่งนับเป็นเวทีระดับโลกที่มีขนาดใหญ่และทรงอิทธิพลทางเศรษฐกิจยิ่งกว่าการประชุม APEC ที่ผ่านมา งานนี้จึงเปรียบเสมือนบททดสอบความพร้อมของประเทศในสายตาประชาคมโลก ทั้งในมิติของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการบริหารจัดการ

ความสำเร็จของยุทธศาสตร์ Reinvent Thailand จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การฟื้นตัวของตัวเลข GDP ภายในประเทศ แต่ยังรวมถึงเป้าหมายที่ทะเยอทะยานในการนำพาประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งจำเป็นต้องยกระดับมาตรฐานประเทศในหลายมิติ โดยเฉพาะเรื่องหลักนิติธรรม (Rule of Law) ที่ต้องมีความโปร่งใสและยุติธรรม ผ่านการทำงานร่วมกับองค์กรระดับโลกอย่าง World Justice Project (WJP) และสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)

นอกจากนี้ ยังต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับการประเมินดัชนีชี้วัดตัวใหม่ของธนาคารโลกอย่าง “B-Ready” (Business Ready) ที่จะเข้ามาแทนที่ Ease of Doing Business เดิม เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะได้รับการจัดอันดับในระดับที่ “เชิดหน้าชูตา” และดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้จริง เป้าหมายสูงสุดของการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคธนาคารในครั้งนี้ คือการเปลี่ยนทิศทางของกราฟ GDP ไทยให้ “หันหัวขึ้น” และหลุดพ้นจากการเป็นประเทศที่เติบโต “รั้งท้าย” ในภูมิภาคอาเซียน กลับมาผงาดเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มภาคภูมิอีกครั้ง

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

Techsauce บุกโคราช ปั้น ‘Silicon Valley แห่งอีสาน’

จุดหักเหอุตสาหกรรมไทย: ยกเครื่องสู่ Smart Nation ด้วยยุทธศาสตร์ 3 ทุน

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar