ท่ามกลางกระแสความต้องการทองคำทั่วโลกที่พุ่งทะลุ 5,000 ตันในปี 2568 ประกอบกับการเดินหน้าสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกจนแตะระดับ 27% เพื่อกระจายความเสี่ยงจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ กลุ่ม MTS GOLD (ห้างทองแม่ทองสุก) ยักษ์ใหญ่ในวงการทองคำไทยที่มีอายุกว่า 74 ปี ได้เปิดตัว “MTS Gold Investment Token” นวัตกรรมโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนในธุรกิจค้าทองคำแท่งรายแรกของไทย โดยผนึกกำลังกับ บริษัท คิวบิกซ์ ดิจิทัล แอสเสท จำกัด (kubix) ในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารกสิกรไทย
ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่การออกเหรียญดิจิทัลทั่วไป แต่เป็นการปฏิวัติโครงสร้างตลาดทุนผ่านโมเดล Real World Asset (RWA) Tokenization ที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนได้เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจทองคำจริง และได้รับผลตอบแทนที่มากกว่าการเก็บทองไว้ที่บ้านเฉย ๆ ภายใต้โครงสร้างความปลอดภัยทางการเงินที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
โมเดล RWA: ดึงทองคำ 96.5% หนุนหลังธุรกิจจริง
การเสนอขายโทเคนดิจิทัลครั้งนี้ จะนำเงินระดมทุนไม่น้อยกว่า 90% หรือราว 1,800 ล้านบาทจากทั้งหมด 2,000 ล้านบาท ไปจัดซื้อทองคำแท่งความบริสุทธิ์ 96.5% เพื่อใช้เป็นสินค้าคงคลัง (Stock Inventory) หมุนเวียนในห้างทองแม่ทองสุกทั้ง 13 สาขาทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และรองรับการขยายตัวเป็น 20-25 สาขาในอนาคต ส่วนที่เหลือไม่เกิน 10% จะใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ
การดำเนินธุรกิจของ กลุ่ม MTS GOLD มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2548 ที่บริษัทนำระบบซื้อขายทองคำออนไลน์มาใช้ ส่งผลให้ยอดขายเพิ่มขึ้นจากหลักหมื่นล้านบาทต่อปี ขึ้นมาอยู่ที่ 4 แสนล้านบาทในปี 2554 และเติบโตสู่ระดับ 3 ล้านล้านบาทต่อปีในปี 2568 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละกว่า 40-60%
ผลตอบแทน ‘3% Plus‘: สูตรลับปิดประตูขาดทุนเงินต้น

หัวใจสำคัญของนวัตกรรมทางการเงินชิ้นนี้ที่นำมาดึงดูดนักลงทุนคือ โครงสร้างผลตอบแทนที่เรียกว่า “3% Plus” ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขจุดอ่อนของการลงทุนทองคำรูปแบบเดิมและปิดประตูการขาดทุนเงินต้น
ณัฐพงศ์ หิรัณยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม่ทองสุกเซ็นทรัล จำกัด อธิบายว่า โทเคนดังกล่าวมีอายุโครงการ 3 ปี เริ่มต้นด้วย “พลัสที่ 1” การให้ผลตอบแทนคงที่ขั้นพื้นฐาน 3% ต่อปี จ่ายปีละ 1 ครั้ง ซึ่งผู้ลงทุนประเภทบุคคลธรรมดาจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับผลตอบแทนส่วนนี้
ตามมาด้วย “พลัสที่ 2” โอกาสรับผลตอบแทนพิเศษ (Upside Potential) หากราคาขายทองคำเฉลี่ยตอนปิดโครงการ ณ สิ้นปีที่ 3 สูงกว่าราคาซื้อถัวเฉลี่ยเริ่มแรก ผู้ถือโทเคนจะได้รับส่วนต่างกำไรตามสัดส่วนทองคำต่อโทเคนที่ถือครอง ซึ่งจากการจำลองข้อมูลย้อนหลัง 15 ปีของราคาทองคำไทย คิดเป็นอัตราผลตอบแทนภายใน หรือ IRR เฉลี่ยประมาณ 8.6% ต่อปี และหากอิงข้อมูล 5-10 ปี จะได้ IRR ประมาณ 5-7% ต่อปี
และ “พลัสที่ 3” ซึ่งเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงขั้นสูงสุดคือ การคุ้มครองเงินต้นเต็มจำนวน 100% เมื่อสิ้นสุดโครงการครบ 3 ปี ทำให้นักลงทุนมั่นใจได้ว่าในกรณีที่เลวร้ายที่สุด (Worst Case) แม้ราคาทองคำจะปรับตัวลดลงก็จะไม่ขาดทุนเงินต้น และยังคงได้รับผลตอบแทนคงที่ 3% ต่อปีตลอดอายุโครงการเช่นเดิม
ลงทุนในธุรกิจที่จับต้องได้: มากกว่าแค่การเก็งกำไร
ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ ประธาน ออร์บิกซ์ กรุ๊ป และกรรมการ บริษัท คิวบิกซ์ ดิจิทัล แอสเสท จำกัด ชี้ให้เห็นว่า โทเคนนี้มีความแตกต่างจากเหรียญทองทั่วไปในตลาดโลก เนื่องจากไม่ได้เป็นการเก็งกำไรค่าทองคำปกติ แต่คือการร่วมลงทุนในกระแสเงินสดและสินค้าคงคลังของธุรกิจค้าปลีกทองคำที่มีความต้องการจริงรองรับ หนุนหลังโดยความแข็งแกร่งของกลุ่ม MTS GOLD โดยโครงการนี้จะดำเนินงานผ่าน บริษัท แม่ทองสุกเซ็นทรัล จำกัด เพื่อแยกงบแสดงฐานะทางการเงินออกมาอย่างชัดเจน และสร้างความโปร่งใสผ่านการอัปโหลดงบการเงินและผลประกอบการให้นักลงทุนตรวจสอบได้โดยตรงผ่านทางเว็บไซต์
คุมเข้มความเสี่ยง: กางสัญญา ‘Covenants’ ล็อกสภาพคล่อง
ในมิติการควบคุมความเสี่ยง โครงการนี้ได้วางมาตรการและข้อตกลงทางการเงิน (Covenants) ไว้หลายชั้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นสูงสุด อัศวิณี ศรีสมบูรณานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คิวบิกซ์ ดิจิทัล แอสเสท จำกัด ภายใต้ ออร์บิกซ์ กรุ๊ป เปิดเผยว่า กลุ่มแม่ทองสุกได้แสดงการมีส่วนร่วมในความเสี่ยง (Skin in the Game) ด้วยการใส่ส่วนทุนผู้ถือหุ้น (Equity) เพิ่มเติมอีก 500 ล้านบาท เข้ามาในบริษัทผู้จัดตั้งโครงการ ทำให้มีสินทรัพย์เริ่มต้นรวม 2,500 ล้านบาทเพื่อเป็นกันชนรองรับความผันผวนของราคาทองคำ
นอกจากนี้ ยังมีข้อกำหนดควบคุมหนี้สิน (Debt Covenant) ห้ามมิให้บริษัทก่อหนี้สินประเภทอื่นที่มีสิทธิ์เหนือกว่าผู้ถือโทเคน (No Senior Debt) รวมถึงห้ามกู้ยืมเงิน หรือทำธุรกิจอื่นนอกเหนือจากโครงการค้าทองคำนี้โดยตรง
ที่สำคัญผู้ออกโทเคนต้องดำรงสัดส่วนสินทรัพย์สภาพคล่อง (Current Asset Ratio) โดยมีมูลค่าสินทรัพย์หมุนเวียนที่เป็นเงินสดและทองคำคงคลังไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาทตลอดอายุโครงการ ซึ่งทาง Kubix จะเข้าตรวจสอบทุกเดือนและรายงานงบทุกไตรมาส หากต่ำกว่าเกณฑ์ บริษัท แม่ทองโกลด์ จำกัด (บริษัทแม่) จะต้องอัดฉีดเงินช่วยเหลือเพื่อเติมเต็มทันทีภายใน 7 วัน
เจาะลึกการลงทุน: ข้อเท็จจริงและปัจจัยเสี่ยงที่ต้องรู้

ในเชิงลึก MTS Gold Investment Token ถูกวางตำแหน่งให้เป็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งแตกต่างจากแอปพลิเคชันซื้อขายทองคำรายวันทั่วไป เนื่องจากเม็ดเงินระดมทุนมูลค่า 2,000 ล้านบาท จะถูกแปรสภาพเป็นทองคำแท่งของจริงเพื่อจัดเก็บในลักษณะสินค้าคงคลังตามสาขาต่าง ๆ ของห้างทองแม่ทองสุก กลไกนี้ช่วยให้กระแสเงินสดหมุนเวียนในธุรกิจมีสินทรัพย์ที่จับต้องได้หนุนหลังอยู่จริง ซึ่งนักลงทุนสามารถตรวจสอบความมีอยู่จริงของสินทรัพย์หนุนหลังได้โดยตรงผ่านระบบบริหารจัดการหน้าร้านของทุกสาขา
สำหรับเงื่อนไขการถือครอง โทเคนดังกล่าวเปิดเสนอขายในราคา 1,000 บาทต่อโทเคน โดยกำหนดวงเงินจองซื้อขั้นต่ำไว้ที่ 10,000 บาท แม้โครงการนี้จะมีข้อจำกัดสำคัญคือไม่มีการเปิดกระดานซื้อขายในตลาดรองและมีระยะเวลา Lock-up ยาว 3 ปีเต็ม แต่ในแง่ของสภาพคล่องระหว่างทาง นักลงทุนยังสามารถทำเรื่องโอนเปลี่ยนสิทธิ์ความเป็นเจ้าของระหว่างบุคคลได้โดยตรงผ่านผู้ให้บริการระบบอย่าง kubix ซึ่งใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยเทียบเท่าระดับสถาบันการเงินเข้ามาดูแลการเปลี่ยนสิทธิ์ในระบบ
จากการประเมินความเหมาะสมของผลิตภัณฑ์ พบว่านวัตกรรมนี้จะตอบโจทย์กลุ่มนักลงทุนระยะยาวที่มองหาอัตราผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Extra Yield) จากราคาทองคำ และต้องการหลีกเลี่ยงภาระรวมถึงความกังวลในการจัดเก็บและระบบรักษาความปลอดภัยส่วนบุคคล หรือกลุ่มที่ไม่มีเวลาติดตามความเคลื่อนไหวของราคาตลาดแบบรายวัน
อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์นี้ไม่เหมาะกับกลุ่มนักลงทุนระยะสั้นที่เน้นการซื้อมาขายไปเพื่อเก็งกำไรรายวัน รวมถึงผู้ที่มีข้อจำกัดในเรื่องการยอมรับความน่าเชื่อถือหรือเครดิตของกลุ่มแม่ทองสุก
เหนือสิ่งอื่นใด นักลงทุนจำเป็นต้องตระหนักถึงปัจจัยเสี่ยงสำคัญ 3 ด้านก่อนตัดสินใจลงทุน ประการแรกคือ ความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk) ซึ่งเป็นการร่วมลงทุนในภาพรวมการดำเนินธุรกิจของกลุ่มแม่ทองสุกโดยตรง
ประการที่สองคือ ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาทองคำในตลาดโลก ซึ่งแม้โครงการจะมีกลไก Dynamic Hedging เข้ามาช่วยบริหารจัดการราคา พร้อมทั้งมีเงินทุนของผู้ออกโทเคนเสริมเข้ามาอีก 500 ล้านบาทเพื่อเป็นกันชน แต่หากราคาทองคำเฉลี่ย ณ วันปิดโครงการปรับตัวลดลงต่ำกว่าราคารรอบเริ่มต้น นักลงทุนก็จะเสียโอกาสในการรับผลตอบแทนส่วนเพิ่มในพลัสที่สอง (Upside Potential) ไปโดยปริยาย
ประการสุดท้ายคือ ความเสี่ยงจากการคาดการณ์ทิศทางตลาดคลาดเคลื่อน เนื่องจากโครงสร้างความปลอดภัยของส่วนทุนที่นำมาใช้เป็นกันชนรองรับความผันผวนนั้นอยู่ที่สัดส่วน 25% ของมูลค่าระดมทุน ดังนั้น หากนักลงทุนประเมินว่าราคาทองคำในตลาดโลกมีแนวโน้มดิ่งลงอย่างรุนแรงเกินกว่า 25% ตลอดช่วงอายุ 3 ปีหลังจากนี้ ผลิตภัณฑ์นี้ก็อาจจะไม่สอดคล้องกับพอร์ตการลงทุน
เงื่อนไขเสนอขาย: จัดสรร ‘First Come First Served’
สำหรับรายละเอียดการเสนอขายครั้งนี้ จะเสนอขายในราคาโทเคนละ 1,000 บาท กำหนดการจองซื้อขั้นต่ำไว้ที่ 10,000 บาท มูลค่าโครงการรวมไม่เกิน 2,000 ล้านบาท โดยเปิดให้ผู้ลงทุนรายย่อยจองซื้อได้ไม่เกิน 300,000 บาทต่อราย ส่วนกลุ่มผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ (High Net Worth) และนิติบุคคลจะไม่จำกัดวงเงินจองซื้อ การจัดสรรจะเป็นรูปแบบใครจองก่อนได้ก่อน เปิดให้จองซื้อตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2569 ผ่านทางแอปพลิเคชัน kubix, orbix Trade
และบริษัทหลักทรัพย์พันธมิตรผู้ร่วมจัดจำหน่ายอีก 7 แห่ง ประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ บลูเบลล์ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัทหลักทรัพย์ ไอร่า จำกัด (มหาชน)
แนวโน้มราคาทองคำ: ส่องฐานแนวรับและเป้าหมายระยะยาว
โครงสร้างผลตอบแทนของโทเคนที่เชื่อมโยงกับทิศทางราคาทองคำนี้ สอดคล้องกับมุมมองของ นายแพทย์กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการบริหารกลุ่ม MTS GOLD ที่ได้ประเมินสภาวะตลาดทองคำไว้ว่า ในระยะสั้นช่วง 1-2 เดือน ตลาดจะยังมีความผันผวนสูงจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมันโลก โดยมีแนวรับสำคัญอยู่ที่บริเวณ 4,000 เหรียญต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองไทยประมาณ 63,000 – 64,000 บาท ซึ่งถือเป็นระดับฐานแนวรับใหม่และเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ลงทุนระยะยาวในการทยอยสะสม ทั้งนี้ ในกรณีเลวร้ายที่สุด หากถูกกดดันจากนโยบายอัตราดอกเบี้ยของ Fed จนหลุดแนวรับดังกล่าว ประเมินว่าแนวรับสำคัญจะอยู่ที่ 3,800 เหรียญ
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มระยะยาวตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ทิศทางราคาทองคำยังมีทัศนะที่เป็นบวกอย่างแข็งแกร่ง จากกระแส De-dollarization ทั่วโลก ซึ่งส่งผลให้ธนาคารกลางหลายประเทศลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แล้วหันมาถือครองทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศสูงขึ้นจนแตะระดับ 27% โดยสถาบันการเงินชั้นนำระดับโลกพากันประเมินเป้าหมายราคาทองคำในระยะยาวไว้สูงกว่า 5,000 เหรียญต่อออนซ์ การเปิดตัวโทเคนในจังหวะนี้จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักลงทุนเข้าถึงความมั่นคงของธุรกิจทองคำจริงบนมาตรฐานความปลอดภัยระดับเดียวกับธนาคารได้อย่างลงตัว
หมายเหตุ: โทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
เมื่อ AI ปฏิวัติครีเอทีฟ: มนุษย์จาก ‘ผู้ลงมือทำ’ สู่ ‘ผู้กำกับ’ ดันมาตรฐานงานยุคใหม่ให้สูงขึ้น
ถอดรหัส AI สายทักษะปี 2569 กับโมเดล KBank ยุค AI-Native



