ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ Chris Thackeray ผู้อำนวยการฝ่าย Global CCS จาก Baringa ได้นำเสนอวิสัยทัศน์บนเวที “Spark Vision: Proof of Possibility” จัดโดย ปตท. โดยเปลี่ยนนิยามของ Net Zero จากพันธกิจกู้โลกให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจมหาศาล เขาชี้ว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนความท้าทายนี้ให้เป็นแต้มต่อทางเศรษฐกิจ ผ่านการเรียนรู้โมเดลความสำเร็จจากสหราชอาณาจักรที่ใช้เทคโนโลยีและการจัดการนโยบายเปลี่ยนวิกฤติพลังงานให้กลายเป็นการจ้างงานและการเติบโตที่ยั่งยืน
พิสูจน์แล้ว: เศรษฐกิจโตสวนทางมลพิษ
คริส ได้นำเสนอหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชี้ให้เห็นว่า สหราชอาณาจักรสามารถทำลายความเชื่อเดิมที่ว่าการรักษาสิ่งแวดล้อมจะเป็นตัวถ่วงทางเศรษฐกิจลงได้อย่างสิ้นเชิง โดยความสำเร็จที่โดดเด่นที่สุดคือความสามารถในการ “แยก” (Decoupling) อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจออกจากปริมาณการปล่อยมลพิษได้สำเร็จ ตัวเลขทางสถิติระบุชัดเจนว่านับตั้งแต่ปี 1990 จนถึงปัจจุบัน ขนาดเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 80 ในขณะที่ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกลับลดลงไปถึงร้อยละ 60 ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าการลดคาร์บอนและการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่ส่งเสริมซึ่งกันและกันได้
เบื้องหลังตัวเลขความสำเร็จดังกล่าว เกิดจากการระดมเงินลงทุนสะสมมหาศาลกว่า 1.98 แสนล้านปอนด์ หรือประมาณ 2.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา และทิศทางนี้ยังคงมีความต่อเนื่อง โดยมีการคาดการณ์ว่ายอดการลงทุนสะสมจะพุ่งสูงถึง 7 แสนล้านปอนด์ภายในปี 2040 และจะแตะระดับ 9.7 แสนล้านปอนด์ในปี 2050
นอกจากนี้ การลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียวยังสร้าง “ผลคูณทางเศรษฐกิจ” (Multiplier Effect) ที่คุ้มค่า โดยทุกๆ 1 ดอลลาร์ที่ลงทุนไป จะสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจได้ถึง 1.89 ดอลลาร์ คิดเป็นมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจรวมกว่า 8.3 หมื่นล้านปอนด์ สะท้อนให้เห็นว่าเม็ดเงินเหล่านี้ไม่ได้สูญเปล่า แต่กลับกลายเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนจีดีพีของประเทศ
พลังการลงทุน: สร้างงานและมูลค่าเพิ่ม
ผลพวงจากการระดมทุนอย่างจริงจังในโครงการที่เกี่ยวข้องกับ Net Zero ส่งผลโดยตรงต่อการขยายตัวของตลาดแรงงานในสหราชอาณาจักร โดยปัจจุบันมีตัวเลขการจ้างงานในภาคส่วนนี้สูงกว่า 900,000 ตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญเมื่อพิจารณาจากอัตราการเติบโตที่สูงถึงร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า นอกจากนี้ ข้อมูลยังชี้ให้เห็นถึงคุณภาพของตำแหน่งงานที่เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนหรือค่าจ้างเฉลี่ยสูงกว่ามาตรฐานแรงงานทั่วไป สะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดกำลังยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานไปพร้อมกัน
ยิ่งไปกว่านั้น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีสีเขียวยังทำหน้าที่เป็นตัวทวีคูณทางเศรษฐกิจ หรือ Multiplier Effect ที่มีประสิทธิภาพสูง โดยจากการวิเคราะห์ผลตอบแทนการลงทุนพบว่า ทุกๆ 1 ดอลลาร์สหรัฐที่ลงทุนลงไป สามารถสร้างผลตอบแทนหมุนเวียนกลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจได้สูงถึง 1.89 ดอลลาร์สหรัฐ ปรากฏการณ์นี้ส่งผลให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจรวม (Gross Value Added) สูงกว่า 8.3 หมื่นล้านปอนด์ โดยเม็ดเงินและโอกาสทางเศรษฐกิจเหล่านี้ไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงกลุ่มพลังงาน แต่ได้กระจายตัวออกไปสร้างความเติบโตในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวเนื่องอย่างกว้างขวาง ครอบคลุมทั้งภาคการก่อสร้าง ภาคการผลิต และภาคบริการ
ถอด 4 บทเรียนแนะแนวทางไทย
เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวไปสู่เป้าหมายดังกล่าวได้อย่างมั่นคง คริสได้ถอดบทเรียนสำคัญ 4 ประการจากการดำเนินงานจริงของสหราชอาณาจักรเพื่อเป็นแนวทาง โดยประการแรกคือ การสร้างความชัดเจนเชิงนโยบายเพื่อดึงดูดเงินทุน สหราชอาณาจักรใช้วิธีการสร้างรากฐานทางกฎหมายที่เข้มแข็ง เริ่มตั้งแต่การตราพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศปี 2008 มาจนถึงการบัญญัติเป้าหมาย Net Zero ในปี 2019 รวมถึงการกำหนดงบประมาณคาร์บอนและเป้าหมายย่อยในแต่ละรายสาขาที่ชัดเจน เมื่อควบคู่ไปกับกลไกตลาดที่มีเสถียรภาพและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน สิ่งเหล่านี้ได้สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนกล้าที่จะนำเม็ดเงินเข้ามาในระบบ ซึ่งส่งผลโดยตรงให้ต้นทุนของเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างพลังงานหมุนเวียนลดลงอย่างรวดเร็ว
ประการต่อมาคือ การจัดลำดับความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ สหราชอาณาจักรเลือกที่จะเริ่มต้นปฏิรูปจากภาคพลังงานไฟฟ้าเป็นอันดับแรก ด้วยการเร่งกำจัดถ่านหินออกจากระบบและขยายกำลังการผลิตพลังงานลมนอกชายฝั่งและพลังงานแสงอาทิตย์อย่างเต็มที่ ความสำเร็จในการสร้างไฟฟ้าสะอาดถือเป็นกุญแจดอกแรกที่จะช่วยปลดล็อกการลดคาร์บอนในภาคส่วนอื่นๆ เช่น การขนส่งและความร้อน ผ่านกระบวนการเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้า (Electrification) ก่อนที่จะขยับขยายไปสู่เทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนสูงขึ้นอย่างไฮโดรเจนและการดักจับคาร์บอนในลำดับถัดไป
บทเรียนที่สามคือ การใช้พลังงานสะอาดเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยง จากความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากวิกฤตราคาก๊าซธรรมชาติในปี 2022 ข้อมูลระบุว่าแม้ราคาต้นทุนก๊าซในตลาดโลกจะพุ่งสูงขึ้นถึง 300 เปอร์เซ็นต์ แต่ผลกระทบที่ส่งต่อไปยังบิลค่าไฟฟ้าของผู้บริโภคในอังกฤษเพิ่มขึ้นเพียง 80 เปอร์เซ็นต์ สาเหตุสำคัญมาจากการมีสัดส่วนของพลังงานสะอาดในระบบที่มากพอมาช่วยเฉลี่ยต้นทุน ทำให้เศรษฐกิจมีความยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ภายนอกได้ดียิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม บทเรียนสุดท้ายที่คริสเน้นย้ำคือ ความสมดุลระหว่างต้นทุนและการยอมรับของสังคม การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดมีราคาที่ต้องจ่าย และส่งผลให้สหราชอาณาจักรยังคงมีต้นทุนพลังงานที่ค่อนข้างสูง ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องบริหารจัดการจังหวะเวลา (Timing) ในการเปลี่ยนผ่านให้สอดคล้องกับความสามารถในการจ่ายของประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องคำนึงถึงเพื่อให้การดำเนินนโยบายได้รับความร่วมมือจากภาคประชาชนอย่างยั่งยืน
CCS: จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของภาคอุตสาหกรรม
ในมิติด้านเทคโนโลยี คริสชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่สำคัญว่า ลำพังการพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบโจทย์ Net Zero ได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากภาคพลังงานไฟฟ้าปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 14 ของปริมาณทั้งหมด ยังมีโจทย์ใหญ่ในภาคอุตสาหกรรมหนัก หรือ Hard-to-abate sectors อาทิ อุตสาหกรรมซีเมนต์ เหล็ก และเคมีภัณฑ์ ซึ่งมีข้อจำกัดทางเทคนิคที่ไม่สามารถเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าทดแทนได้โดยง่าย จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องนำเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน หรือ CCS เข้ามาเป็นกลไกเสริม
เพื่อบริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ สหราชอาณาจักรจึงได้ริเริ่มโมเดล “การรวมกลุ่มอุตสาหกรรม” หรือ Industrial Clusters เพื่อให้โรงงานต่าง ๆ สามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานในการขนส่งและกักเก็บคาร์บอนร่วมกัน โดยใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และศักยภาพทางธรณีวิทยาของประเทศ ที่ได้รับการประเมินว่าสามารถรองรับการกักเก็บคาร์บอนได้สูงถึง 7.8 หมื่นล้านตัน
ความคืบหน้าในการผลักดันโครงการ CCS ของสหราชอาณาจักรถือว่ามีความชัดเจนเป็นรูปธรรม โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลถึง 2.1 หมื่นล้านปอนด์ ซึ่งเม็ดเงินตั้งต้นจากภาครัฐนี้มีบทบาทสำคัญในการดึงดูดเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ให้เข้ามาในระบบได้กว่า 1 หมื่นล้านปอนด์ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในความเป็นไปได้ทางธุรกิจ ปัจจุบันมีการอนุมัติการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision) แล้วถึง 5 โครงการ ครอบคลุมทั้งเครือข่ายขนส่ง กักเก็บ และหน่วยดักจับคาร์บอน
โดยคาดการณ์ว่าการลงทุนในกลุ่มนี้จะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ราว 4-5 พันล้านปอนด์ และก่อให้เกิดการจ้างงานเฉพาะในอุตสาหกรรม CCS ได้ถึง 50,000 ตำแหน่ง ซึ่งบทเรียนสำคัญจากกรณีนี้คือ นโยบายภาครัฐต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำในการสร้างตลาดและประกันความเสี่ยง เพื่อปูทางให้ภาคเอกชนกล้าที่จะก้าวเข้ามาลงทุน
สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน เขามองเห็นโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งจากเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำผ่าน 4 ปัจจัยขับเคลื่อน ได้แก่ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อบรรลุเป้าหมาย NDC, การสร้างศักยภาพในการส่งออกสินค้าคาร์บอนต่ำเพื่อรับมือกับมาตรการ CBAM ของยุโรป, การใช้ประโยชน์จากแหล่งก๊าซธรรมชาติที่หมดอายุเพื่อพัฒนาเป็นศูนย์กลางการกักเก็บคาร์บอนให้บริการแก่ประเทศเพื่อนบ้าน และการสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตตามความตกลงปารีส ข้อ 6
คริสทิ้งท้ายว่า แม้บทเรียนจากสหราชอาณาจักรจะมีคุณค่า แต่ประเทศไทยไม่ควรใช้วิธีการคัดลอกโมเดลมาทั้งหมด แต่ควรนำหลักการเรื่องความชัดเจนของเป้าหมาย การวางนโยบายที่มั่นคง และการจัดการความเสี่ยง มาปรับใช้เพื่อสร้างพิมพ์เขียวที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ เพื่อเปลี่ยนความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน



