Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

จับทิศเอเชียหลัง COP30: นโยบายโลกแผ่ว แต่ตลาดโต

เวทีเสวนา “Executive Dialogue: Asia Shifts Post COP30” (ในงาน Spark The Future จัดโดยปตท. ) ได้ ถอดบทเรียนหลังการประชุม COP30 ชี้โลกยังห่างไกลเป้าหมาย Net Zero โดยคาดการณ์อุณหภูมิโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นแตะระดับ 2.5 องศาเซลเซียส เนื่องจากนานาประเทศยังไม่ยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยกลไกราคาและต้นทุนเทคโนโลยีที่ลดลง โดยเฉพาะในตลาดยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมแนะไทยเร่งปรับยุทธศาสตร์ภาคพลังงานและบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน

ช่องว่างระหว่างเป้าหมายกับการปฏิบัติจริง

Dr.Praveen Kumar, Senior Director Asia Pacific ของ S&P Global Energy ได้นำเสนอภาพรวมโดยเริ่มจากการระบุบทบาทขององค์กรในการให้ข้อมูลเชิงลึกและการคาดการณ์สินค้าโภคภัณฑ์ ก่อนจะลงรายละเอียดถึงผลลัพธ์ของ คอป 30 (COP30) ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในวาระครบรอบ 10 ปีของความตกลงปารีส (Paris Agreement) เดิมทีการประชุมครั้งนี้ถูกคาดหวังให้เป็นเวทีแห่งการลงมือปฏิบัติ (COP of Implementation) อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ได้สะท้อนให้เห็นว่านานาประเทศยังไม่มีข้อตกลงร่วมกันในการยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล (Fossil Fuel Phase-out) ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ถ่านหิน หรือก๊าซธรรมชาติ ซึ่งจะยังคงอยู่ในแผนการสร้างชาติของหลายประเทศต่อไป

นอกจากนี้ แม้จะมีการส่งมอบเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contributions – NDCs) รอบที่ 3 แต่ก็ยังคงมีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างความมุ่งมั่นกับการปฏิบัติจริง (Ambition Gap) โดยการกระทำยังคงล่าช้ากว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้มาก

โลกมุ่งสู่อุณหภูมิ 2.5 องศาเซลเซียส และโจทย์ของไทย

ในมิติของฉากทัศน์พลังงาน (Energy Scenarios) ดร. ประวีน กูมาร์ ระบุว่าหากโลกต้องการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 (Net Zero 2050) ความต้องการพลังงานขั้นปฐมภูมิรวม (Total Primary Energy Demand) จะต้องลดลงถึงร้อยละ 18 และสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลต้องลดเหลือเพียงร้อยละ 15 ซึ่งในทางปฏิบัติมีความเป็นไปได้น้อยมาก เพราะการลดลงในระดับดังกล่าวเคยเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในช่วงวิกฤติโควิด-19 ที่เศรษฐกิจหยุดชะงัก ดังนั้น กรณีฐาน (Base Case) ของ S&P Global Energy จึงคาดการณ์ว่าความต้องการพลังงานจะยังคงเติบโตขึ้นร้อยละ 17 โดยมีเชื้อเพลิงฟอสซิลครองสัดส่วนร้อยละ 52 ซึ่งจะทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น 2.5 องศาเซลเซียส

นอกจากนี้ ยังมีฉากทัศน์อื่น ๆ เช่น กรณีรอยร้าว (Fracture) ที่เกิดจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งอาจส่งผลให้เทคโนโลยีราคาถูกจากจีนไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือกรณีการปรับตัว (Adaptation) ที่ปล่อยให้เป็นไปตามปกติซึ่งอาจทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นเกิน 3 องศาเซลเซียส

สำหรับประเทศไทย แม้จะได้รับคำชมเชยในการส่งมอบ Nationally Determined Contributions (NDCs) ได้ตามกำหนดเวลา แต่ในกรณีฐานยังถือว่าไทยไม่อยู่ในเส้นทางที่จะบรรลุเป้าหมาย โดยภาคส่วนที่มีศักยภาพและจำเป็นต้องเร่งลดคาร์บอนคือ ภาคพลังงานไฟฟ้า (Power) ภาคอุตสาหกรรม (Industry) และภาคการขนส่ง (Transport) ซึ่งไทยจำเป็นต้องบริหารจัดการให้กราฟต้นทุนของเทคโนโลยีสะอาดลดลงมาบรรจบกับต้นทุนของเทคโนโลยีเดิมผ่านกลไกราคาคาร์บอนและการลดการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล

กลไกราคาแบตเตอรี่: แรงขับเคลื่อนใหม่แทนที่นโยบาย

ทางด้านภาคการขนส่ง Wayne Tan, Global Head of Oil Markets จาก BloombergNEF กล่าวว่า ความคาดหวังต่อนโยบายลดคาร์บอนในระดับโลกเริ่มชะลอตัวลงในปี 2025 เห็นได้จากการที่จีนเริ่มลดโครงการอุดหนุนการแลกรถเก่าเป็นรถใหม่ สหรัฐฯ ที่สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าหมดอายุลง และสหภาพยุโรปที่ผ่อนปรนมาตรการด้านเชื้อเพลิง ส่งผลให้คะแนนความก้าวหน้าของกลุ่มประเทศ G20 ในภาคขนส่งลดลง อย่างไรก็ตาม ภายใต้ฉากทัศน์การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ (Economic Transition Scenario) การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการขนส่งทางถนน (Road Transport) ยังคงดำเนินต่อไปได้ด้วยกลไกตลาด

ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญคือราคาแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ลดลงอย่างต่อเนื่องตามอัตราการเรียนรู้ (Learning Rate) ที่ร้อยละ 18 ซึ่งหมายความว่าราคามักจะลดลงทุกครั้งที่ปริมาณการใช้สะสมเพิ่มขึ้น 2 เท่า ปัจจุบันในตลาดจีน ต้นทุนเริ่มต้น (Upfront Cost) ของรถยนต์ไฟฟ้าได้ลดลงต่ำกว่ารถยนต์สันดาปภายในแล้ว อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Operating Cost) ทั้งการชาร์จที่บ้านและสถานีสาธารณะก็ยังต่ำกว่าค่าน้ำมัน ส่งผลให้แม้แต่รถบรรทุกขนาดใหญ่ก็เริ่มมีแนวโน้มเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น

ความท้าทายในภาคการบิน-เดินเรือ และยุทธศาสตร์ระบบไฟฟ้า

อย่างไรก็ดี คุณเวน ตัน ได้ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในภาคการบินและการเดินเรือ (Aviation and Maritime) ซึ่งการลดคาร์บอนทำได้ยากกว่ามาก สำหรับภาคการบิน การใช้เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel – SAF) ยังมีต้นทุนการผลิตสูงกว่าเชื้อเพลิงปกติและอาจเผชิญปัญหาคอขวดด้านวัตถุดิบหากต้องผลิตในปริมาณมาก ซึ่งหากมีการผสมในสัดส่วนที่สูงขึ้นจะเป็นภาระต้นทุนที่ส่งต่อไปยังผู้บริโภคได้ยาก ส่วนภาคการเดินเรือ การใช้เชื้อเพลิงแอมโมเนีย (Ammonia) หรืออี-เมทานอล (E-methanol) ยังไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับน้ำมันเตาได้ โดยคาดว่าต้องอาศัยราคาคาร์บอน (Carbon Price) ที่สูงถึงระดับ 400 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันจึงจะเกิดความคุ้มค่า

ดังนั้นข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์สำหรับภาคพลังงานคือ การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้า (Electrify wherever you can) โดยเฉพาะการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และลมที่เป็นแหล่งพลังงานต้นทุนต่ำที่สุดสำหรับการรองรับความต้องการใหม่ ควบคู่ไปกับการลงทุนในระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ (Mass Public Transit) ในเขตเมือง และการจัดการประมูลราคาพลังงานสะอาดที่เน้นการแข่งขันด้านราคาเพื่อลดภาระการอุดหนุน

วิกฤติพื้นที่เพาะปลูกและสมการการใช้ที่ดินของไทย

ในส่วนของภาคเกษตรกรรมและการใช้ที่ดิน Nicolas Denis, Partner, Brussels จาก McKinsey & Company ได้เน้นย้ำว่าภาคเกษตรกรรมเป็นส่วนสำคัญของสมการภูมิอากาศ โดยรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกราวร้อยละ 20 ของโลก และเป็นสาเหตุสำคัญของการล่วงล้ำขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก (Planetary Boundaries) ในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) และวัฏจักรของไนโตรเจนและฟอสฟอรัส แม้ว่าในปฏิญญาสรุปของ คอป 30 (Global Mutirao) จะไม่ได้มีการระบุถึงภาคเกษตรและอาหารไว้อย่างชัดเจน แต่ก็มีความสำเร็จในรูปแบบของความริเริ่มแบบสมัครใจ (Voluntary Initiatives) อาทิ ปฏิญญาเบเลมเพื่อการจัดการความหิวโหย (Belém Declaration for Hunger) และกองทุนป่าไม้เขตร้อน (Tropical Forest Fund)

คุณนิโคลัส เดนนิส ชี้ให้เห็นว่าความท้าทายของภาคเกษตรไม่ใช่เรื่องของการขาดแคลนเทคโนโลยี เพราะเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันสามารถช่วยลดต้นทุนและสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่เป็นบวก (ROI Positive) ได้จริง แต่ปัญหาอยู่ที่การนำไปปฏิบัติ (Implementation) เนื่องจากภาคเกษตรมีความกระจัดกระจาย (Fragmented) และเกษตรกรมีความเสี่ยงสูงในการตัดสินใจเพาะปลูกแต่ละครั้งที่มีเพียงปีละหนึ่งหน จึงต้องการกลไกแบ่งเบาความเสี่ยงเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 โลกอาจเผชิญภาวะขาดแคลนพื้นที่เพาะปลูก (Cropland) ในขนาดเทียบเท่ากับประเทศบราซิลทั้งประเทศ เนื่องจากการเติบโตของประชากรและความมั่งคั่งที่ทำให้ความต้องการบริโภคโปรตีนสูงขึ้น

สำหรับประเทศไทย คุณนิโคลัสเสนอแนะให้มุ่งเน้นการบริหารจัดการสมการการใช้ที่ดิน (Land Use Equation) ให้สมดุลระหว่าง 3 ส่วน คือ การใช้ที่ดินเพื่อความมั่นคงทางอาหารโดยเฉพาะข้าว การใช้เพื่อพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง และการใช้เพื่อการแก้ปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (Nature-based Solutions) เช่น การปลูกป่า พร้อมทั้งเร่งเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ในนาข้าว ซึ่งปัจจุบันไทยมีผลผลิตต่อไร่ต่ำและมีการปล่อยก๊าซมีเทนสูง เมื่อเทียบกับคู่แข่ง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืน

แม้ผลลัพธ์ทางนโยบายจาก COP30 อาจไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมายในบางมิติ แต่เครื่องจักรทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนได้เริ่มเดินหน้าแล้ว ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนแบตเตอรี่ที่ลดลง หรือแนวทางเกษตรยั่งยืน ซึ่งอนาคตของประเทศไทยและเอเชียขึ้นอยู่กับความสามารถในการเชื่อมโยงภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งพลังงานสะอาด การขนส่งอัจฉริยะ และการเกษตรที่มีประสิทธิภาพ เข้าด้วยกันเพื่อก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar