เสียงของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงเสียงสะท้อนแห่งวัยเยาว์ แต่คือนัยสำคัญที่บ่งบอกทิศทางของอนาคต นันท์นภัส พงศ์วิฑูรย์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนระดับโลกเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ ประจำประเทศไทย (Global Youth Biodiversity Network – GYBN Thailand) ได้นำเสนอแนวคิดที่เปี่ยมไปด้วยพลัง
โดยเธอไม่ได้มาเพื่อเรียกร้องกระบวนการมีส่วนร่วมแบบเดิม ๆ ในมิติของนักสิ่งแวดล้อมที่เคร่งเครียด แต่มาเพื่อ บอกเล่า “วิถี” และ “ตัวตน” ของคนรุ่นใหม่ ที่กำลังเปลี่ยนผ่านค่านิยมการรักษ์โลกให้กลายเป็นเรื่องที่จับต้องได้ ผสานอยู่ในวิถีชีวิต (Lifestyle) และส่งเสียงเรียกร้องไปถึงผู้กำหนดนโยบายให้หันมามองความสำคัญของการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่เอื้อต่อความยั่งยืนอย่างแท้จริง
นิยามใหม่ของไลฟ์สไตล์ในบริบทโลกปัจจุบัน
นันท์นภัส กล่าวว่า รากศัพท์ของคำว่า “ไลฟ์สไตล์” (Lifestyle) ซึ่งเกิดจากการผสมผสานระหว่างคำว่า “Life” (ชีวิต) และ “Style” (รูปแบบ) โดยชี้ให้เห็นว่ารูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละเจเนอเรชันนั้นก่อร่างสร้างตัวมาจากปัจจัยแวดล้อมที่แตกต่างกัน สำหรับคนรุ่นใหม่ หรือ Gen Z แล้ว พวกเขาเติบโตมาพร้อมกับบริบทของ “Era of Disruption” หรือช่วงเวลาแห่งความปั่นป่วนที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) สถานการณ์ทางการเมืองที่ไร้เสถียรภาพ ไปจนถึงสภาพเศรษฐกิจที่ท้าทาย
ปัจจัยแวดล้อมเหล่านี้เปรียบเสมือนเบ้าหลอมที่บีบให้คนรุ่นใหม่ต้องปรับตัวและเรียนรู้ที่จะอยู่รอด พวกเขาเติบโตมากับการบริโภคข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดีย (Social Media) ที่รวดเร็ว โดยเฉพาะแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นอย่าง TikTok ซึ่งกลายเป็นพื้นที่หลักในการรับรู้ข่าวสาร กำหนดเทรนด์ และสร้างวัฒนธรรมร่วมของคนในเจเนอเรชันนี้
ถอดรหัส 3 เทรนด์มาแรงปี 2025: จากกระแสสังคมสู่พฤติกรรมรักษ์โลก
จากการสังเกตปรากฏการณ์ทางสังคมผ่านเลนส์ของคนในเจเนอเรชัน นันท์นภัสได้หยิบยก 3 เทรนด์สำคัญที่จะกำหนดทิศทางวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ในปี 2025 ซึ่งดูผิวเผินอาจเป็นเพียงเรื่องรสนิยม แต่ลึกลงไปกลับแฝงไว้ด้วยนัยของสุขภาพและความยั่งยืนที่น่าสนใจ
เริ่มต้นที่เทรนด์แรก “มัทฉะ” (Matcha) เครื่องดื่มสีเขียวที่กำลังเข้ามาแทนที่กาแฟในฐานะเครื่องดื่มยอดนิยมของคนรุ่นใหม่ ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้หมายถึงแค่การดื่มชา แต่รวมถึง “พิธีกรรม” ในการชง การใช้อุปกรณ์แปรงชงชา (Chasen) และความละเมียดละไมที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญ ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการดูแลสุขภาพและการใส่ใจในรายละเอียด
ตามมาด้วยเทรนด์ที่สอง “รันคลับ” (Run Club) หรือกลุ่มรวมตัวกันวิ่ง ซึ่งกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าของการออกกำลังกายจากเรื่องส่วนตัวให้กลายเป็นกิจกรรมทางสังคม (Community) นันท์นภัสชี้ว่า เพื่อน ๆ ในวัยเดียวกันหลายคนที่ไม่เคยชอบออกกำลังกาย กลับหันมาสนใจการวิ่งเพราะวัฒนธรรม “Run Club” ที่เกิดขึ้นบน TikTok ทำให้การวิ่งกลายเป็นพื้นที่ในการพบปะเพื่อนใหม่และการสร้างคอนเทนต์
และเทรนด์สุดท้ายคือ “กระติกน้ำ” (Tumbler) ที่ในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงภาชนะบรรจุน้ำเพื่อดับกระหาย แต่กลายเป็นไอเทมแฟชั่น (Fashion Item) ที่สะท้อนตัวตนของผู้ถือ คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการเลือกแบรนด์ การตกแต่งกระติกน้ำ และการพกพาไปในทุกที่เสมือนเป็นเครื่องประดับชิ้นหนึ่ง ซึ่งแบรนด์ต่าง ๆ ก็เริ่มปรับตัวด้วยการดีไซน์กระติกน้ำให้มีความทันสมัยและตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล (Customized) มากขึ้น
ความน่าสนใจที่นันท์นภัสค้นพบคือ ทั้งสามเทรนด์นี้มีจุดร่วมเดียวกันคือการเชื่อมโยงเข้ากับ วิถีชีวิตที่ยั่งยืน (Sustainable Lifestyle) โดยไม่ได้ยัดเยียด แต่เกิดขึ้นผ่านความต้องการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพโลกไปพร้อมกัน พฤติกรรมเหล่านี้คือเครื่องยืนยันว่า การรักษ์โลกในมุมมองของ Gen Z ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องที่สามารถผนวกเข้ากับความชอบและรสนิยมส่วนบุคคลได้อย่างลงตัว
เมื่อความ “เท่” คือกุญแจสำคัญของการเปลี่ยนแปลง
นันท์นภัสขยายความในประเด็นจิตวิทยาเบื้องหลังพฤติกรรมเหล่านี้ว่า การจะทำให้ไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริงในวงกว้าง ต้องทำให้เป็นเรื่องที่ไม่ยากจนเกินไป และที่สำคัญต้องมีความ “เท่” หรือดูดีในสายตาสังคม เธอได้แบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัวในการสร้างเทรนด์ผ่านแฮชแท็ก #วันนี้พกกล่องฟ้าไปกินอะไร โดยการนำกล่องพลาสติกที่ได้รางวัลจากการแข่งขันมาใช้ใส่อาหารในชีวิตประจำวันแทนการใช้ภาชนะใช้แล้วทิ้ง
การกระทำเล็ก ๆ นี้เมื่อถูกสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย ได้สร้างแรงกระเพื่อม (Impact) ให้เพื่อน ๆ และคนรอบข้างหันมาพกกล่องข้าวหรือแก้วน้ำของตัวเองบ้าง ไม่ใช่เพราะถูกบังคับด้วยความรู้สึกผิดทางศีลธรรม แต่เพราะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ทำตามได้และดูดี สะท้อนให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้มองแค่ประโยชน์ใช้สอย แต่มองหาคุณค่าทางภาพลักษณ์ที่สอดคล้องกับจริยธรรมด้านสิ่งแวดล้อม จนเกิดเป็นกระแสที่แม้แต่ในเวทีใหญ่อย่าง TEDxThammasatU ผู้เข้าร่วมงานต่างก็พกแก้วน้ำส่วนตัวมากันอย่างพร้อมเพรียง
เสียงเรียกร้องถึง “โครงสร้างพื้นฐาน” (Better Infrastructure)
อย่างไรก็ตาม ลำพังเพียงความตั้งใจของปัจเจกบุคคลหรือกระแสเทรนด์ชั่วคราวนั้น ไม่เพียงพอที่จะสร้างความยั่งยืนในระยะยาว นันท์นภัสชี้ให้เห็นจุดเปราะบางสำคัญว่า แม้คนรุ่นใหม่จะพร้อมพกกระติกน้ำหรือกล่องข้าว แต่หากสังคมขาด “โครงสร้างพื้นฐานที่ดี” (Better Infrastructure) ความตั้งใจเหล่านั้นก็อาจสูญเปล่า
เธอตั้งคำถามชวนคิดกลับไปยังผู้ฟังว่า หากเราพกกระติกน้ำมา แต่ไม่มีจุดบริการน้ำดื่มที่สะอาดและเข้าถึงได้ หรือพกกล่องข้าวมา แต่ร้านค้าไม่สะดวกใจที่จะรับ หรือไม่มีระบบรองรับ สิ่งเหล่านี้คืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้ “ความยั่งยืน” กลายเป็น “ภาระ” แทนที่จะเป็นความสะดวกสบาย
ดังนั้น โจทย์ใหญ่ที่เธอฝากไว้ให้กับผู้มีอำนาจตัดสินใจและผู้กำหนดนโยบาย (Policy Makers) คือการออกแบบและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้ออำนวยให้พฤติกรรมรักษ์โลกเหล่านี้ดำเนินต่อไปได้ ไม่ว่าจะเป็นจุดเติมน้ำในพื้นที่สาธารณะ การจัดการขยะ หรือระบบสนับสนุนร้านค้าในพื้นที่ต่างจังหวัดและหัวเมืองใหญ่ การแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานจึงเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะเปลี่ยน “เทรนด์” ให้กลายเป็น “วิถีชีวิต” ที่ถาวร
พื้นที่แห่งความร่วมมือระหว่างวัย
ในช่วงท้าย นันท์นภัสสรุปความด้วยมุมมองที่แหลมคมว่า การขับเคลื่อนเรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ใช่หน้าที่ของคนรุ่นใดรุ่นหนึ่ง หรือการผลักภาระไปให้คนรุ่นใหม่เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัย พื้นที่ระหว่างวัย (Intergenerational Space) ที่เปิดโอกาสให้คนทุกรุ่น ตั้งแต่ Gen Z ที่มีพลังและความคิดสร้างสรรค์ ไปจนถึงผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์และทรัพยากร ได้ทำงานร่วมกัน แลกเปลี่ยนมุมมอง และผสานพลังเพื่อรับมือกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสร้างความยั่งยืนจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การรณรงค์ แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างสะดวก ภาคภูมิใจ และยั่งยืนอย่างแท้จริง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
สภาอุตฯ ชู ‘End of Waste’ เปลี่ยนขยะเป็นทอง
Dow พลิกโฉม ‘พลาสติก’ สู่ฮีโร่กู้โลก



