ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือก แต่เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเสถียรภาพ ขีดความสามารถในการแข่งขัน และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ หลายองค์กรกำลังเผชิญคำถามสำคัญเรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบนิเวศ AI ที่ยั่งยืนและปลอดภัย
ในงานสัมมนา The Story Thailand Forum 2026 ภายใต้หัวข้อ The Future of AI: When Intelligence Meets Reality โจอา เปโดร อาเซเวโด้ โอลิวิเอร่า (Joao Pedro Azevedo Oliveira) หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “Powering Thailand’s AI Future: Data, Connectivity and Compute” โดยเปิดโรดแมปการสร้างรากฐานสำคัญ 6 ประการ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ “AI with Heart” เพื่อส่งมอบนวัตกรรมที่เข้าใจผู้ใช้งาน ผ่านโมเดลการเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืน
วาง 6 รากฐานปฏิวัติโครงสร้างพื้นฐาน AI for Thailand

เป้าหมายสำคัญของการปักหมุดยุทธศาสตร์ AI for Thailand คือ การเปลี่ยนผ่านระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศจากการเติบโตแบบต่างคนต่างทำ ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคง ทรงพลัง และปลอดภัยอย่างแท้จริง ผ่านวิสัยทัศน์ AI with Heart ที่ทรูนำมาใช้วางระบบรากฐานไว้ 6 ชั้น (6 Foundations) โดยแบ่งน้ำหนักอย่างสมดุลระหว่างการยกระดับเทคโนโลยีแกนหลัก ควบคู่ไปกับการปักหมุดเสาค้ำยันทางสังคม
- ระบบเครือข่ายอัจฉริยะทั่วประเทศ (Nationwide Connectivity): ทรูเชื่อมต่อเครือข่ายความเร็วสูงครอบคลุมทั่วประเทศผ่านสถานีฐาน และเป็นผู้ให้บริการที่มีคลื่นความถี่ที่ครอบคลุมทุกย่านมากที่สุด พร้อมส่งมอบโครงข่าย 5G และเตรียมความพร้อมสู่ 6G นอกจากนี้ยังวางสถาปัตยกรรมแบบ Cloud-to-Edge, Edge Computing และนำ Agentic AI มาประยุกต์ใช้เพื่อประมวลผลเครือข่ายได้อย่างชาญฉลาดและรวดเร็วในระดับมิลลิวินาที
- โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ (Cloud & Compute Ecosystem): จับมือร่วมกับ True IDC สร้างระบบดาต้าเซ็นเตอร์ประสิทธิภาพสูงแบบกระจายตัว (Distributed Capacity) ที่มีความน่าเชื่อถือระดับสากล (Tier-certified) และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Energy-efficient) เพื่อรองรับการขยายตัวและเป็นกระดูกสันหลังให้โครงข่ายดิจิทัลยุคใหม่
- ขุมพลังข้อมูลที่น่าเชื่อถือ (Trusted Data): ข้อมูลคือจุดต่างสำคัญ (Differentiator) ของทรูด้วยฐานลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่สุดในไทยถึง 48.1 ล้านราย และมีสัญญาณข้อมูลผู้ใช้งานเกิดขึ้นกว่า 50 ล้านรายในทุกวินาที ทรูนำข้อมูลเหล่านี้มาประมวลผลแบบ Real-time ภายใต้ระบบความปลอดภัยขั้นสูงสุด เพื่อสร้างประสบการณ์เฉพาะตัวขั้นสูงสุดให้กับลูกค้า
- ตัวขับเคลื่อนนวัตกรรม (AI Platform): เพื่อลดต้นทุนและช่วยให้ภาคธุรกิจไทยเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น ทรูได้เปิดตัว “AI Hub” สำหรับกลุ่มธุรกิจ B2B ช่วยให้พันธมิตรธุรกิจภายนอกเข้าถึงโมเดลและ AI Agents ที่พร้อมใช้งานสำหรับหลากหลายฟังก์ชันในต้นทุนที่คุ้มค่าสูงสุด (Right model, Right task, Right cost)
- นโยบายธรรมาภิบาล (Responsible Governance): ทรูประกาศใช้นโยบายควบคุมความปลอดภัยในการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (Responsible AI Policy) ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นพิมพ์เขียว (Blueprint) สำคัญที่หน่วยงานภาครัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia) นำไปปรับใช้เป็นมาตรฐานอ้างอิง
- การติดอาวุธทางความรู้ (People & AI Literacy): มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันทางความรู้ด้าน AI ให้สังคมไทยอย่างทั่วถึง โดยจับมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Google ในโครงการ True X Google University เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาและคนรุ่นใหม่เรียนรู้วิธีการใช้ AI อย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย
จากห้องแล็บสู่หน้างาน: ถอดบทเรียน มะลิ (MARI) และ Genie

อีกหนึ่งหมุดหมายของแนวคิด “AI with Heart” คือการพิสูจน์ให้เห็นว่า ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้อยู่เพียงในห้องทดลอง แต่เป็นเครื่องมือที่นำมาใช้งานจริงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน สนับสนุนบุคลากร และยกระดับการให้บริการขององค์กร ผ่าน 2 กรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริง
กรณีแรกคือ มะลิ (MARI) ผู้ช่วยอัจฉริยะระบบ AI ที่เข้ามาสนับสนุนทีมบริการลูกค้าและพนักงานส่วนหน้า โดยช่วยค้นหาข้อมูล แนะนำแนวทางแก้ไขปัญหา และสนับสนุนการให้บริการ เพื่อให้พนักงานสามารถตอบคำถามและช่วยเหลือลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ส่วนกรณีที่สอง คือ การนำ Genie แพลตฟอร์ม AI มาทำงานร่วมกับ Edge Computing เพื่อบริหารจัดการโครงข่ายที่ครอบคลุมพื้นที่ให้บริการทั่วประเทศ ซึ่งมีความซับซ้อนและต้องรองรับปริมาณการใช้งานที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ระบบ AI จะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและบริหารจัดการทรัพยากรเครือข่ายอย่างชาญฉลาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดการใช้พลังงาน และยกระดับคุณภาพเครือข่ายให้ตอบสนองต่อการใช้งานได้อย่างเหมาะสม
“Operating Model” ตัวชี้ขาดความสำเร็จที่แท้จริง
หนึ่งในจุดบอดที่ทำให้หลายองค์กรไม่ประสบความสำเร็จในการขยายระบบ AI คือการพุ่งเป้าไปที่ความล้ำสมัยของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว ทว่าประสบการณ์ตรงในการปฏิรูปธุรกิจผ่าน AI มาตลอด 6 ปีของคุณ Joao Pedro Azevedo Oliveira ชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยชี้ชะตาที่แท้จริงกลับอยู่ที่ ระบบการปฏิบัติงาน (Operating Model) และ การบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลง (Change Management)
“กลุ่มองค์กรที่เป็นผู้นำและผู้ชนะในการเปลี่ยนผ่าน AI คือผู้ที่กล้าเดิมพันและลงทุนกับการปฏิรูปกระบวนการทำงานหลัก (Core Processes) ขององค์กร ไม่ใช่แค่การติดตั้งแอปพลิเคชันหรือแจกเครื่องมือ AI สำเร็จรูปให้พนักงานใช้งาน” คุณโจอากล่าว
แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาเปลี่ยนเป็นโมเดลพัฒนาบุคลากรอย่างเป็นรูปธรรมผ่านชุมชนภายในองค์กรที่ชื่อ AI Inspires ด้วยการคัดเลือกพนักงานหัวกะทิ 200 กว่าคนจากหลากหลายแผนกที่มีทักษะ มีคุณลักษณะความเป็นผู้นำ และมีจิตวิญญาณของนักขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง (Changemakers) มาเข้าโปรแกรมฝึกอบรมเข้มข้น (Bootcamp) เป็นเวลา 1 สัปดาห์เต็ม ทั้งในด้านเทคนิค (Tech) และด้านจิตวิทยาการบริหารคนรวมถึงการสื่อสาร (HR Training)
หลังจากนั้น บุคลากรกลุ่มนี้จะรับบทบาทเป็นวิทยากรใหญ่เพื่อส่งต่อความรู้ขยายผลสู่เพื่อนพนักงานอีกกว่า 3,000 คน ณ True Digital Park และกระจายตัวไปทำหน้าที่เป็น AI Buddies คอยช่วยเหลือพนักงานตั้งแต่ระดับปฏิบัติการในแผนกบัญชีทั่วไป ไปจนถึงการร่วมออกแบบโซลูชันนวัตกรรมกับ CFO เพื่อขับเคลื่อนและสร้างวัฒนธรรมการใช้ AI ในชีวิตประจำวันจริงได้อย่างยั่งยืน
ทางรอดแรงงานไทย: เมื่อ 60% ของงานถูกเปลี่ยนรูปแบบ
โมเดลการปรับตัวของบุคลากรภายในองค์กร สะท้อนภาพใหญ่ไปถึงทางรอดของแรงงานไทยในอนาคต สำหรับข้อกังวลใจเรื่องการแย่งงาน คุณโจอาอ้างอิงผลวิจัยที่ระบุชัดเจนว่า ในแต่ละปีมีตำแหน่งงานถึง 60% ที่ได้รับการปรับโครงสร้างและกำหนดกระบวนการทำงานใหม่ด้วย AI (Reinvented) มากกว่าการหายไปอย่างถาวร และจะมีทิศทางการสร้างงานรูปแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นทดแทน
แรงงานไทยจึงต้องเร่งพัฒนาตนเองและมีความยืดหยุ่นเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนี้
โดยคุณโจอาได้หยิบยกหลักคิดของ Charles Darwin มากระตุ้นเตือนว่า “ผู้ที่จะสามารถอยู่รอดได้ในความท้าทายถัดไป ไม่ใช่สายพันธุ์ที่แข็งแกร่งหรือฉลาดที่สุด แต่คือผู้ที่สามารถปรับตัวและยืดหยุ่นรับการเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วที่สุด”
เมื่อมองไปข้างหน้า แนวโน้มการเติบโตของสตาร์ตอัปกลุ่ม AI-native ในไทย การพัฒนากฎหมายควบคุม หรือความร่วมมือในระดับสถาบันการศึกษาเพื่อบ่มเพาะบุคลากรไอทีรุ่นใหม่ ล้วนเป็นสัญญาณที่ดี ทว่าความท้าทายขั้นถัดไปของประเทศไทยในอีก 1-2 ปีข้างหน้า คือการมุ่งสร้างสรรค์ Data Products และการจัดสรร ชุดข้อมูล (Datasets) ที่มีคุณภาพและสมบูรณ์ เพื่อปลดล็อกและดึงเอาศักยภาพที่แท้จริงของปัญญาประดิษฐ์ออกมาปฏิรูปประเทศไทยได้อย่างเต็มกำลัง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
SCBX ชี้ AI ล้นตลาดแต่ขาดประโยชน์ แนะก้าวข้าม 5 ข้อจำกัด สู่สมรภูมิ AI Realism
UTCC เปิด AI Institute ดัน AI พยุงเศรษฐกิจไทย ลงนาม 9 หน่วยงาน ชูแนวคิด Thai Business AI



