ZUS COFFEE แบรนด์กาแฟจากมาเลเซีย ประกาศเปิดตลาดประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ตั้งเป้าหมายเชิงรุกขยายสาขาให้ครบ 50 แห่งทั่วประเทศภายในปี พ.ศ. 2569 เพื่อสร้างฐานที่มั่นคงในตลาดที่มีการแข่งขันสูง กลยุทธ์หลักของแบรนด์คือการนำเสนอ “กาแฟสเปเชียลตี้” คุณภาพระดับพรีเมียมในราคาที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ในราคาเริ่มต้นที่ 65 บาท พร้อมอาศัยความได้เปรียบจากเทคโนโลยีผ่าน ZUS App ในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับรสนิยมและไลฟ์สไตล์เฉพาะของชาวไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดมากยิ่งขึ้น
แนวคิดรากฐาน: ทลายกำแพงระหว่างพรีเมียมกับความเป็นได้ในชีวิตประจำวัน
หัวใจสำคัญของกลยุทธ์ คือการปฏิเสธแนวคิดเดิมที่มองว่ากาแฟสเปเชียลตี้เป็นสินค้าสำหรับกลุ่มผู้บริโภคเฉพาะ ZUS COFFEE ได้ประกาศพันธกิจที่จะทำให้กาแฟคุณภาพระดับพรีเมียมกลายเป็น “ความจำเป็น” ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคชาวไทยอย่างแท้จริง
ภัทธนันต์ มีสิริพีราธร ผู้จัดการทั่วไป ZUS COFFEE ประเทศไทย กล่าวถึงปรัชญาการดำเนินธุรกิจว่า “ZUS COFFEE เกิดขึ้นจากความเชื่ออย่างแรงกล้าว่า กาแฟสเปเชียลตี้ควรเป็นกาแฟที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ไม่ใช่เครื่องดื่มเอ็กซ์คลูซีฟที่จำกัดเพียงเฉพาะกลุ่ม” เขาเสริมว่า “ผู้บริโภคชาวไทยชื่นชอบในการดื่มด่ำกาแฟคุณภาพเยี่ยมในทุกๆ วัน และพวกเขาไม่ควรถูกจำกัดต้องเลือกระหว่างคุณภาพชั้นเยี่ยมกับราคาที่เข้าถึงได้”
เพื่อสานต่อความเชื่อนี้ แบรนด์จึงกำหนดราคาเริ่มต้นที่ 65 บาท สำหรับกาแฟเกรดสเปเชียลตี้คุณภาพสูง โดยมีเป้าหมายในการส่งมอบเครื่องดื่มคุณภาพระดับพรีเมียมที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างพิถีพิถันด้วยมาตรฐานที่คงที่ ในราคาที่เหมาะสมให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ในทุกวัน
เทคโนโลยีและข้อมูล: เครื่องมือสร้างความแตกต่างในสนามแข่งขัน
ข้อได้เปรียบหลักของ ZUS COFFEE มาจากโมเดลธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อมอบประสบการณ์ที่เน้นผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง แอปพลิเคชัน ZUS App เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้แบรนด์สามารถเข้าใจพฤติกรรมและความชื่นชอบของผู้บริโภคในวงกว้าง ข้อมูลที่รวบรวมได้ถูกนำมาใช้สนับสนุนการพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการรักษามาตรฐานคุณภาพและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
เวนอน เทียน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการกลุ่ม ZUS COFFEE กล่าวว่า “หัวใจสำคัญของโมเดลการดำเนินธุรกิจของ ZUS COFFEE คือการผสานข้อมูลเชิงลึกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเข้ากับการออกแบบประสบการณ์ที่ยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง”
แอปพลิเคชันนี้ไม่เพียงมอบความสะดวกสบายผ่านระบบสั่งซื้อทางออนไลน์และการรับเองที่ร้าน (Self Pickup) เท่านั้น แต่ยังช่วยในการบริหารจัดการต้นทุนหลังบ้านอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถนำเสนอราคาที่เหมาะสมได้ ระบบดิจิทัลดังกล่าวยังเป็นช่องทางหลักสำหรับโปรโมชันต่าง ๆ เช่น การมอบสิทธิประโยชน์เฉพาะบุคคล เช่น ของขวัญวันเกิด รวมถึงการเสนอโปรโมชันที่สอดคล้องกับความชอบของผู้บริโภคแต่ละราย ปัจจุบันแอปพลิเคชันมีผู้ดาวน์โหลดแล้วประมาณ 11 ล้านครั้งทั่วทั้ง 5 ประเทศในภูมิภาค
การปรับตัวเชิงลึก: การเรียนรู้เพื่อเข้าถึงรสนิยมไทย
ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ZUS COFFEE ได้ใช้ระยะเวลาเตรียมการกว่า 6 เดือนในการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคและวัฒนธรรมองค์กรเพื่อให้สอดคล้องกับตลาดไทย กระบวนการเก็บข้อมูลอย่างสม่ำเสมอทั้งในระดับรายสัปดาห์และรายเดือนจากลูกค้าทำให้แบรนด์สามารถปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ได้อย่างตรงจุด
การปรับเปลี่ยนที่สำคัญประการหนึ่งคือการปรับระดับความหวานในเครื่องดื่ม จากเดิมที่มีเพียง 2 ระดับคือ 50% และ 100% เป็นการเพิ่มระดับความยืดหยุ่นเป็น 4 ระดับตั้งแต่ 0% ถึง 100% เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายและสอดคล้องกับรสนิยมคนไทยมากขึ้น

นอกจากนี้ การวิเคราะห์ข้อมูลยังทำให้ทราบถึงพฤติกรรมการดื่มกาแฟของลูกค้าชาวไทยที่มักจะลดลงหลังเวลา 14.00 น. แบรนด์จึงได้พัฒนาเมนูเครื่องดื่มที่ไม่ใช่กาแฟ (Non-coffee) และเมนู Refreshment เพิ่มเติมเพื่อตอบสนองความต้องการในช่วงเวลาดังกล่าวโดยเฉพาะ
ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ZUS COFFEE ได้นำเสนอเมนูพิเศษที่คิดค้นขึ้นเพื่อตลาดไทยโดยเฉพาะ เช่น เมนู “Tom Yum Americano” รวมถึงร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ท้องถิ่นอย่างร้าน “กาน” ในการพัฒนาเมนูอาหารเพื่อสร้างประสบการณ์การบริโภคที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นสำหรับผู้บริโภคชาวไทย
กลยุทธ์ทำเล: การออกแบบสถานที่ตามพฤติกรรมผู้บริโภค
แผนการขยาย 50 สาขาจะดำเนินการภายใต้กลยุทธ์การเลือกทำเลที่คำนึงถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตเป็นหลัก โดยแบ่งรูปแบบสาขาออกเป็น 3 ประเภทเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ได้แก่ สาขาในอาคารสำนักงานจำนวน 25 แห่ง ซึ่งมุ่งตอบสนองความต้องการดื่มกาแฟในชีวิตประจำวันของกลุ่มพนักงานออฟฟิศ สาขาในห้างสรรพสินค้าจำนวน 20 แห่ง เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคในพื้นที่ไลฟ์สไตล์คนเมือง และสาขาแบบสแตนด์อโลนหรือร้านประเภทช้อปล็อตอีก 5 แห่ง
คุณภัทธนันต์ มีสิริพีราธร ผู้จัดการทั่วไป ZUS COFFEE ประเทศไทย อธิบายถึงเหตุผลในการออกแบบรูปแบบสาขาดังกล่าวว่า “การเลือกทำเลในห้างสรรพสินค้าและอาคารสำนักงานเป็นไปเพื่อตอบโจทย์ความสะดวกสบาย โดยพิจารณาจากพฤติกรรมคนไทยที่ไม่นิยมเดินภายนอกอาคารเป็นเวลานาน เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อน” การวางแผนทำเลในลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของแบรนด์ในการเข้าถึงผู้บริโภค ณ จุดที่พวกเขาใช้ชีวิตและทำงานจริง
วิสัยทัศน์ระดับภูมิภาค: จากไทยสู่การเป็นแบรนด์เอเชีย
การก้าวเข้าสู่ประเทศไทยไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นบันไดสำคัญในการก้าวสู่การเป็น “แบรนด์ระดับภูมิภาคอาเซียน” ที่แท้จริง
คุณเวนอน เทียน มองตลาดไทยว่าเป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากมีวัฒนธรรมกาแฟที่แข็งแกร่งและหลากหลาย แบรนด์ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ขยายตัวอย่างระมัดระวัง โดยให้ความสำคัญกับความพร้อมของระบบและการสร้างทีมงานในพื้นที่เป็นลำดับแรก
ขณะเดียวกัน ZUS COFFEE ยังคงมุ่งสู่เป้าหมายใหญ่ในระดับภูมิภาค นั่นคือการมีสาขาครบ 1,000 แห่งทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในปี พ.ศ. 2568 โปรโมชันเปิดตัวครั้งนี้ ซึ่งรวมเมนูขายดีระดับโลกอย่าง Spanish Latte ที่มียอดขายสูงถึง 30 ล้านแก้ว เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการนำเสนอคุณค่า ที่แบรนด์เชื่อว่ากาแฟที่ดีควรเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
บลูบิคเผยยุทธศาสตร์ปี 2569 ชู AI ดันรายได้ทุบสถิติ-เตรียมส่งบริษัทลูกเข้าตลาด
NT กางแผนสู้ศึกปี 2569: เดิมพัน Data & Space Economy กู้วิกฤติขาดทุน



