สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล ผลักดันโครงการ Mahidol Incubation Program บ่มเพาะสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) มุ่งยกระดับประเทศไทยจากผู้บริโภคสู่ผู้พัฒนานวัตกรรม เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาด Health & Wellness และ Pet Economy ทั่วโลก
เจาะขุมทรัพย์เมกะเทรนด์ Wellness และอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง
ข้อมูลจาก McKinsey & Company ระบุว่าตลาด Global Wellness Market มีมูลค่าสูงถึง 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ Bloomberg Intelligence คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง (Pet Economy) จะเติบโตกว่า 45% ภายใน 5 ปีข้างหน้า และมีมูลค่าทะลุ 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 มหาวิทยาลัยมหิดลจึงใช้จุดแข็งด้านการแพทย์และงานวิจัย พัฒนานวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ (New Engine) ผ่าน 3 สตาร์ตอัปต้นแบบ ดังนี้:
VETISOME นวัตกรรม ‘Exosome’ พลิกโฉมการรักษาสัตว์เลี้ยง สู่การ ‘ฟื้นฟูระดับเซลล์’

ในวันที่เทรนด์คนเลี้ยงสัตว์เป็นเสมือนคนในครอบครัว อีกปัญหาใหญ่ที่คนรักสัตว์ต้องเจอคือวงจรการรักษาที่ไม่จบสิ้น โดยเฉพาะโรคผิวหนังภูมิแพ้ในสุนัขและแมว ที่เดิมมักต้องพึ่งพา “สเตียรอยด์” หรือยากดภูมิคุ้มกัน ซึ่งแม้จะหยุดอาการคันได้เร็ว แต่ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงต่อตับและไตวายในระยะยาว
VETISOME ดีปเทคสตาร์ตอัปจากมหิดลนำโดย ผศ.ดร.สพ.ญ.ศศิธร รุ่งอรุณเลิศ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จึงเข้ามาฉีกกฎการรักษาเดิม ๆ ด้วยนวัตกรรม “Exosome Therapy” หรือเวชศาสตร์ฟื้นฟูสภาวะเสื่อม ที่เหนือกว่าการใช้ยาเคมีทั่วไป โดยนำเทคโนโลยีอัจฉริยะจากอนุภาคระดับนาโน “MSC-derived Exosomes” เข้าไปทำหน้าที่เสมือนตัวนำส่งสารสื่อสารกับเซลล์โดยตรง เพื่อกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกันให้กลับมาทำงานปกติที่ต้นเหตุ ไม่ใช่เพียงแค่การกดอาการไว้ชั่วคราว
ความพิเศษของนวัตกรรมนี้ยังอยู่ที่กระบวนการสกัดแบบ “Cell-free” หรือปราศจากเซลล์ ซึ่งตัดความเสี่ยงเรื่องการกลายพันธุ์หรือการเกิดเนื้องอก ที่มักพบในการใช้สเต็มเซลล์แบบดั้งเดิมออกไปได้อย่างสิ้นเชิง ทำให้สัตวแพทย์และเจ้าของมั่นใจในความปลอดภัยสูงสุด ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ใช่แค่การหายคัน แต่คือการคืนโครงสร้างผิวหนังที่แข็งแรง ขนกลับมาขึ้นสวยเงางาม และคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับลูกรักสี่ขา ได้อย่างยั่งยืน
ตับเทียมจากเซลล์มนุษย์ ยุติการทดลองในสัตว์ สู่ความแม่นยำเพื่อชีวิตมนุษย์

ในวงการเภสัชกรรมระดับโลก มีความจริงที่น่าตกใจคือกว่า 90% ของยาใหม่ต้องล้มเหลวในชั้นการทดสอบทางคลินิก โดยหนึ่งในสาเหตุหลักด้านความปลอดภัยเกิดจากพิษต่อตับที่ตรวจไม่พบในสัตว์ทดลอง เนื่องจากความแตกต่างทางสรีรวิทยาระหว่างคนและสัตว์ การพึ่งพาผลการทดสอบในสัตว์ จึงเปรียบเสมือนการเดาทาง ที่มีความเสี่ยงสูง ทั้งต่อชีวิตผู้ป่วยและต้นทุนมหาศาล และยังไม่เป็นผลดีต่อสัตว์ที่ถูกนำไปทดลองอีกด้วย
OrganoTopia ดีปเทคสตาร์ตอัปดีกรีแชมป์รางวัลนวัตกรรมจากมหิดล นำโดย รศ.ดร.เกษม กุลแก้ว คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จึงเข้ามาแก้ปัญหานี้ที่ต้นเหตุ ด้วยนวัตกรรม “Liver Organoid” หรือ “ตับจำลองมนุษย์” เทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงที่สร้างเนื้อเยื่อตับขนาดจิ๋วจากเซลล์มนุษย์ ให้ทำหน้าที่เสมือน “ตัวแทนอวัยวะจริง” ในห้องปฏิบัติการ นวัตกรรมนี้ถือเป็นการเปลี่ยนเกมที่เข้ามาเปลี่ยนมาตรฐานการวิจัยยา โดยสามารถคัดกรองพิษของยาได้อย่างแม่นยำและตรงกับผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในมนุษย์จริงๆ ช่วยปิดจุดอ่อนเรื่องความคลาดเคลื่อนจากการใช้สัตว์ทดลอง ทำให้ผู้ป่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดภาวะตับวาย
นอกจากนี้ การใช้อวัยวะจำลองยังเป็นการตอบรับเทรนด์จริยธรรมโลกที่มุ่งลดละเลิกการใช้สัตว์ทดลองที่ต้องทนทุกข์ทรมาน ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับมาตรฐานจริยธรรมการวิจัยของไทย แต่ยังช่วยให้กระบวนการพัฒนายาใหม่มีความรวดเร็วและคุ้มค่ามากขึ้นทำให้บริษัทยาสามารถคัดกรองตัวยาที่มีประสิทธิภาพสูงออกสู่ตลาดเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยได้ทันท่วงที
RevoAllerX ส่ง ‘เข็มจิ๋ว’ พลิกโฉมการตรวจภูมิแพ้ แม่นยำเท่าเจาะเลือดแต่ไม่เจ็บ
ภาพจำของการตรวจภูมิแพ้โดยการสกิดผิวหนังด้วยเข็ม อาจสร้างความกังวลใจให้ใครหลายคน ทั้งความเจ็บปวดและภาพลักษณ์ที่น่ากลัวของเข็ม แต่ข่าวดีคือสิ่งนี้กำลังจะกลายเป็นอดีต เมื่อนวัตกรรม Deep Tech เข้ามาแก้ปัญหา “โรคกลัวเข็ม” ของเด็ก ๆ ได้อย่างตรงจุด โดย RevoAllerX สตาร์ตอัปจากมหิดล นำโดย รศ.ดร.สุรพล พิบูลโภคานันท์ สถาบันชีววิทยาศาสตรโมเลกุล ได้นำเสนอทางเลือกใหม่ด้วย “IgEase MN-10 Patch” แผ่นสติกเกอร์เพื่อใช้แทนเข็มในการตรวจภูมิแพ้โดยการสกิดผิวหนังที่ออกแบบมาเพื่อปฏิวัติประสบการณ์ผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้น
หัวใจสำคัญของนวัตกรรมนี้ คือการใช้เทคโนโลยี Microneedle หรือ “กลุ่มเข็มจิ๋ว” ที่มีความเล็กจนแทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า โดยถูกออกแบบเชิงวิศวกรรมให้มีความยาวพอดีที่จะเจาะลงไปเพียงชั้นตื้นของผิวหนังเพื่อส่งน้ำยาทดสอบ แต่ไม่ลึกถึงชั้นหนังแท้ที่มีเส้นประสาทและเส้นเลือดทำให้กระบวนการทดสอบมีความปลอดภัยสูง ลดความเจ็บปวดและช่วยขจัดความเครียดระหว่างการตรวจภูมิแพ้ ที่ดีขึ้นไปอีกคือองค์ประกอบของเข็มเป็นวัสดุที่ย่อยสลายได้ ไม่เป็นภาระต่อการกำจัด ซึ่งแผ่นสติกเกอร์นี้จะเปลี่ยนโรงพยาบาลให้เป็นพื้นที่ที่เป็นมิตรมากขึ้นสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็กและผู้ปกครองที่มีความเครียดไปพร้อมกับเด็ก หรือผู้ใหญ่ที่มีความกังวลเรื่องเข็ม
นอกจากนี้ ผลการทดสอบทางคลีนิคโดย RevoAllerX ยืนยันความแม่นยำในการวินิจฉัยเทียบเท่ากับการใช้เข็ม และแผ่นสติกเกอร์ “IgEase” นี้มีการออกแบบมาให้ใช้งานง่ายเพียง 4 ขั้นตอนและรองรับการทดสอบสารก่อภูมิแพ้ได้สูงสุดถึง 10 ชนิดที่แพทย์สามารถเลือกได้ในครั้งเดียว ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานการบริการทางการแพทย์ครั้งสำคัญ
ความสำเร็จของกลุ่มสตาร์ตอัปสัญชาติไทยเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของงานวิจัยนวัตกรรมไทย ที่มีคุณภาพพร้อมออกสู่ตลาดโลกเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม และผลักดันให้ไทยเปลี่ยนผ่านบทบาทสู่การเป็นผู้พัฒนานวัตกรรมได้ต่อไปในอนาคตอันใกล้
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
เปิดโมเดล ‘EV เพื่อพี่วิน’ เช่าขับเริ่ม 75 บาท พิสูจน์สูตรลดต้นทุน 7 เท่า
ชี้ชะตา 2026: ‘ร่างพ.ร.บ. สตาร์ตอัป’ เดิมพันสุดท้ายกู้ชีพวิกฤติทุนไหลออก





