ไม่กี่ปีก่อน บริษัทเทคโนโลยีที่เดินเข้าห้องประชุมกับผู้ประกอบการท่องเที่ยว มักได้ยินคำถามเดิมซ้ำกันว่า “บริษัทคุณมี AI ไหม” และคำตอบว่า “มี” ก็มักเพียงพอที่จะเปิดประตูการเจรจา
วันนี้คำถามนั้นเปลี่ยนไปแล้ว
ผู้ประกอบการไม่ได้ถามอีกต่อไปว่ามีเทคโนโลยีหรือไม่ แต่ถามว่า “AI ของคุณช่วยแก้ปัญหาธุรกิจอะไรได้บ้าง” ความต่างของสองคำถามนี้ดูเล็กน้อย แต่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของทั้งอุตสาหกรรม จากยุคที่เทคโนโลยีเป็นเรื่องของภาพลักษณ์ ไปสู่ยุคที่ต้องพิสูจน์ได้ด้วยผลลัพธ์จริง และนั่นคือเส้นแบ่งที่ Korea Tourism Startup Center (KTSC) ใช้อธิบายจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรม TravelTech ในปัจจุบัน
เมื่อโจทย์ใหม่เรียกร้องเทคโนโลยีใหม่
คิม ควัน-มี (Kim Kwan-mi) Executive Director ของ KTO กล่าวว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกันสามด้าน ได้แก่ ต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น การขาดแคลนแรงงาน และพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่ผู้ประกอบการหลายรายปรับตัวได้ทัน ประเทศไทยในฐานะหนึ่งในตลาดการท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ก็เผชิญความท้าทายชุดเดียวกันนี้เช่นกัน
“เมื่อไม่กี่ปีก่อน ทุกคนถามว่าบริษัทมี AI หรือไม่ แต่วันนี้ผู้ประกอบการไม่ได้มองหาว่าใครมี AI แต่มองว่า AI ช่วยแก้ปัญหาธุรกิจอะไรได้บ้าง นั่นคือทิศทางใหม่ของ TravelTech”
คลื่นลูกใหม่ของ TravelTech จึงไม่ใช่การแข่งกันสร้างแอปพลิเคชันหน้าตาดี แต่คือการนำ AI, AIoT และเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) มาเป็นระบบเบื้องหลัง เพื่อยกระดับการดำเนินงานของโรงแรม ระบบการเดินทาง การบริหารรายได้ และการสร้างประสบการณ์ในรูปแบบที่วัดผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง
ทิศทางดังกล่าว สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลเกาหลีใต้ที่ตั้งงบประมาณวิจัยและพัฒนา (R&D) ไว้ที่ 35.3 ล้านล้านวอนภายในปี 2569 ครอบคลุมทั้ง AI หุ่นยนต์ ระบบขนส่งแห่งอนาคต และเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์อื่น ๆ โดยมี KTSC ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมเทคโนโลยีจากบริษัทเกาหลีเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ รวมถึงประเทศไทย
ปัญหาในห้องโรงแรม: ระบบแตกกระจาย พนักงานทำงานซ้ำ ลูกค้าได้รับบริการล่าช้า
หากจะเข้าใจว่าเทคโนโลยีเหล่านี้มาแก้ปัญหาอะไร ต้องเริ่มจากภาพที่เกิดขึ้นจริงในธุรกิจท่องเที่ยวทุกวัน
ซอง บยอง-กวอน (Seong Byeong-gwon) Chief Executive Officer ของ DOWHAT ยกตัวอย่างว่า โรงแรมหลายแห่งในปัจจุบันใช้ระบบมากกว่า 10 ระบบแยกกัน ตั้งแต่การจอง เช็คอิน งานแม่บ้าน ไปจนถึงการชำระเงิน แต่ระบบเหล่านั้นไม่ได้เชื่อมต่อกัน พนักงานจึงต้องกรอกข้อมูลซ้ำซ้อน ข้อมูลกระจัดกระจาย และการทำงานขาดตอน จนมีกรณีที่ลูกค้าสแกน QR Code เพื่อขอบริการ แต่คำขอนั้นไม่เคยถึงมือพนักงานที่รับผิดชอบ
ปัญหาในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นกับธุรกิจประเภทอื่น โรงแรมขนาดเล็กถึงกลางจำนวนมากพึ่งพาแพลตฟอร์มตัวแทนออนไลน์ (OTA) รายใหญ่ จนต้องเสียค่าคอมมิชชันในอัตราสูงและเข้าถึงนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายจากต่างประเทศได้ยาก ส่วนธุรกิจเช่ายานพาหนะในแหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังบริหารจัดการด้วยระบบด้วยมือ ติดตามรถยาก และเสี่ยงต่อการสูญหาย
5 โซลูชันจาก 5 สตาร์ตัอัป: แต่ละรายแก้คนละจุดของห่วงโซ่ท่องเที่ยว
KTSC คัดเลือกสตาร์ตอัปเกาหลี 5 รายที่พัฒนาโซลูชันสำหรับปัญหาคนละชุด มาร่วมแลกเปลี่ยนกับผู้ประกอบการในประเทศไทย
1) Alicorn พัฒนาแพลตฟอร์ม AI สำหรับบริหารอาคารและธุรกิจหลายสาขา โดยรวมระบบควบคุมการเข้าออก ความปลอดภัย การชำระเงิน และการบริหารอาคารไว้ในแพลตฟอร์มเดียว และสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เดิมของลูกค้าได้ทั้งระบบ IoT และอุปกรณ์ทั่วไปที่ไม่ใช่ IoT โดยไม่ต้องรื้อระบบทั้งหมด ช่วยลดต้นทุนการติดตั้งลงได้ประมาณ 10 เท่า
โจ มิน-ฮี (Cho Min-hee) Chief Executive Officer ของ Alicorn กล่าวว่า เป้าหมายไม่ใช่การใช้ AI แทนคน แต่ให้ AI รับช่วงงานที่ต้องทำซ้ำตลอด 24 ชั่วโมง ผลจากการใช้งานจริงช่วยลดต้นทุนแรงงานได้สูงสุด 96% เพิ่มกำไรจากการดำเนินงาน 30% และรักษาความพึงพอใจของลูกค้าไว้ที่ 98% ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Jibmusil Co-working Space 6 สาขาในเกาหลี ที่บริการสมาชิกกว่า 5,000 คนต่อเดือนโดยใช้พนักงานเพียง 2 คน และ SpoAny Fitness ที่ลดพนักงานประจำสาขาจาก 6 คนเหลือศูนย์ ในประเทศไทย บริษัทเริ่มนำร่องร่วมกับ SHIN Hotel Group จังหวัดเชียงใหม่ สำหรับการควบคุมระบบไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศจากระยะไกล
2) DOWHAT ซอง บยอง-กวอน Chief Executive Officer (CEO), DOWHAT กล่าวว่า บริษัทพัฒนาแพลตฟอร์ม Digital Transformation สำหรับโรงแรม โดยเริ่มจากการเชื่อมระบบปฏิบัติการทั้งหมดให้ทำงานร่วมกันได้ก่อน จากนั้นจึงนำข้อมูลมาต่อยอดกับ AI Platform ชื่อ “Aurora” เพื่อช่วยคาดการณ์สถานการณ์และสนับสนุนการตัดสินใจ บริษัทเติบโตจากลูกค้าโรงแรม 3 แห่งในปี 2564 มาเป็น 106 โรงแรม ครอบคลุมกว่า 37,000 ห้องพัก ภายใน 4 ปี และกำลังเจรจาเพื่อเชื่อมต่อกับระบบบริหารจัดการระดับโลกอย่าง Oracle’s Opera เพื่อขยายการเข้าถึงเครือโรงแรมแบรนด์นานาชาติ
3) Oh My Hotel & Co. มุ่งแก้ปัญหาด้านรายได้และช่องทางการขาย ยู ซัง (Yoo Sang) Regional Director กล่าวว่า การแข่งขันของธุรกิจโรงแรมไม่ได้อยู่แค่ที่อัตราการเข้าพัก แต่คือการบริหารรายได้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด บริษัทพัฒนาแพลตฟอร์มที่ช่วยปรับราคาห้องพักแบบ Dynamic Pricing ตามความต้องการตลาดแบบเรียลไทม์ และเชื่อมต่อช่องทางการขายกว่า 80 ช่องทางทั่วโลก โดยใช้กลไกสัญญาในรูปแบบ Net Rate Contract และการจัดสรรโควตาห้องพักล่วงหน้า (Hard Block) เพื่อสร้างรายได้ที่แน่นอนและลดความผันผวนของอัตราการเข้าพัก วิธีการดังกล่าวช่วยเพิ่มสัดส่วนการจองตรง ลดการพึ่งพา OTA และเพิ่มรายได้ต่อยอดขายมากกว่า 20% โดยลูกค้าหลักในพอร์ตโฟลิโอปัจจุบันมาจากตลาดจีน เกาหลี และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทยในจำนวนมาก
4) Star Pickers พัฒนา AIoT Platform สำหรับธุรกิจเช่ายานพาหนะ
พัค ชู-จิน (Park Chu-jin) Chief Executive Officer กล่าวว่า ตลาดเช่ารถจักรยานยนต์ตามแหล่งท่องเที่ยวในไทย ไม่ว่าจะเป็นพัทยา ภูเก็ต หรือเชียงใหม่ ยังขาดระบบบริหารจัดการที่วัดผลได้และป้องกันความเสี่ยงได้จริง เทคโนโลยีของบริษัทช่วยติดตามยานพาหนะแบบเรียลไทม์ แจ้งเตือนเมื่อเกิดอุบัติเหตุ และป้องกันการโจรกรรม พร้อมต่อยอดสู่บริการเสริม เช่น การขายประกันภัยและการเชื่อมต่อความช่วยเหลือฉุกเฉินทางการแพทย์ นอกจากนี้บริษัทกำลังพัฒนาแพลตฟอร์มกลางที่ให้นักท่องเที่ยวค้นหา เปรียบเทียบราคา จอง และชำระเงินค่าเช่ายานพาหนะได้ในระบบเดียว ในเกาหลีใต้ ระบบดังกล่าวถูกนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของบริการระดับ Smart City แล้ว
ทั้งนี้ เทคโนโลยีที่ Star Pickers พัฒนาไม่ได้หยุดอยู่แค่รถจักรยานยนต์ แต่รองรับการใช้งานกับรถเข็นไฟฟ้า รถกอล์ฟ และเครื่องจักรทางการเกษตร และในเกาหลีใต้ ระบบดังกล่าวได้รับการนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของบริการระดับ Smart City เรียบร้อยแล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นแนวโน้มที่กว้างกว่าเรื่องท่องเที่ยว: Deep Tech และ AI ที่สตาร์ตอัปเหล่านี้พัฒนา กำลังถูกมองว่ามีศักยภาพนำไปประยุกต์ใช้ในภาคเกษตรและภาคการแพทย์ด้วยเช่นกัน
5) DIVE IN Group มาจากมุมมองที่แตกต่างออกไป จอง ชาง-ยุน (Jeong Chang-yun) Chief Executive Officer กล่าวว่า นักท่องเที่ยวยุคใหม่ไม่ได้มองหาเพียงที่พักอาศัย แต่ต้องการประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์และน่าจดจำ บริษัทจึงนำศิลปะ วัฒนธรรม คอนเทนต์ และทรัพย์สินทางปัญญา (IP) มาผสมผสานกับการออกแบบห้องพักและพื้นที่โรงแรม โดยทำงานร่วมกับศิลปินและนักออกแบบ เพื่อเปลี่ยนห้องพักให้กลายเป็นพื้นที่เล่าเรื่อง ซึ่งไม่เพียงดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ แต่ยังสร้างแหล่งรายได้เพิ่มเติม ทั้งจากสินค้าที่ระลึก นิทรรศการ และกิจกรรมพิเศษ ประเทศไทยมีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่หลากหลายซึ่งสามารถนำมาสร้างเป็นอัตลักษณ์ของโรงแรมได้โดยตรง
KTSC ปีที่ 3 ในไทย: ก้าวข้าม POC สู่รายได้จริง
ปีนี้เป็นปีที่ 3 ที่ KTSC ดำเนินงานในประเทศไทย โดยในปี 2567 เริ่มต้นในฐานะศูนย์บ่มเพาะ (Incubator) สำหรับสตาร์ตอัป จากนั้นในปี 2568 เน้นการทดลองใช้งานจริง (Proof of Concept) โดยสามารถสร้างการจับคู่ธุรกิจได้ 119 ครั้ง เกิดสัญญาทางธุรกิจ 7 โครงการ และมีสตาร์ตอัปเกาหลี 2 รายตัดสินใจจัดตั้งบริษัทในประเทศไทยแล้ว
คุณคิม ควัน-มี กล่าวว่า เป้าหมายของ KTSC ในปี 2569 คือการผลักดันให้ความร่วมมือก้าวข้ามจากการทดลองใช้งานไปสู่ธุรกิจที่มีรายได้จริง และสร้างความร่วมมือที่ยั่งยืนระหว่างสตาร์ตอัปเกาหลีกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย
หุ้นส่วน ไม่ใช่ผู้ขาย
สิ่งที่เกิดขึ้นในเวทีนี้ไม่ใช่เพียงบริษัทเทคโนโลยีมานำเสนอสินค้า ตัวเลขในพอร์ตโฟลิโอของแต่ละบริษัท ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม 106 แห่งใน 4 ปี ช่องทางการขาย 80 แห่งทั่วโลก หรือต้นทุนที่ลดลง 96% ล้วนเป็นผลจากการใช้งานจริงในตลาด ไม่ใช่ตัวเลขจากห้องทดลอง
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็มีสิ่งที่ตลาดเกาหลีต้องการ ทั้งฐานนักท่องเที่ยวขนาดใหญ่ ตลาดเช่ายานพาหนะที่ยังรอการพัฒนา และวัฒนธรรมท้องถิ่นที่รอการต่อยอดสร้างประสบการณ์ใหม่ รวมถึงนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปเกาหลีใต้กว่า 332,000 คนในปีที่ผ่านมา โดยกลุ่มหลักคือนักท่องเที่ยวหญิงในช่วงอายุ 30 ปี ที่เดินทางเพื่อ K-Beauty และการซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลผิว และยังมีกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางในรูปแบบรางวัลจากองค์กร (Incentive) อีกราว 50,000 คน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในภาคการท่องเที่ยวนั้นดำเนินไปในสองทิศทาง ไม่ใช่เพียงฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ให้และอีกฝ่ายเป็นผู้รับ
องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (KTO) เริ่มดำเนินโครงการผสานเทคโนโลยีเข้ากับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมาตั้งแต่ปี 2554 สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้จึงไม่ใช่การทดลอง แต่คือผลของการวางแผนที่สะสมมากว่าทศวรรษ
คำถามที่เหลืออยู่สำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยคือ จะรอให้เทคโนโลยีเหล่านี้กลายเป็นมาตรฐานของตลาดก่อน หรือจะเริ่มเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ตอนนี้
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
โรงเรือนสั่งตัด ‘ปลูกสั่งได้ สารสำคัญสูง’ ไบโอเทค สวทช. ดันสมุนไพรไทยสู่ตลาดแสนล้าน
Amity Robotics คว้าทุน Seed Round 7 ล้านดอลลาร์ ปั้น Physical AI ไทยบุกตลาดโลก


