Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

NIA พลิกโฉมสู่ ‘ผู้ร่วมลงทุน’ ปักหมุดชูยุทธศาสตร์ ‘SITE 2027’ ดันสตาร์ตอัปไทยโตสู่ระดับสากล

NIA พลิกโฉมสู่ ‘ผู้ร่วมลงทุน’ ปักหมุดชูยุทธศาสตร์ ‘SITE 2027’ ดันสตาร์ตอัปไทยโตสู่ระดับสากล

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประกาศทรานส์ฟอร์มบทบาทองค์กรครั้งสำคัญ จากผู้สนับสนุนเงินทุน (Grant) สู่การเป็นผู้ร่วมลงทุน (Co-investor) ผ่านกลไก NIA Venture พร้อมปักหมุดยุทธศาสตร์งานปีถัดไป SITE 2027: Scale Up to Global ผลักดันสตาร์ตอัปและธุรกิจนวัตกรรมไทยขยายตลาดสู่ระดับสากล

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เปิดเผยถึงทิศทางใหม่ว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมในปี 2016 NIA ได้ปรับบทบาทมาอย่างต่อเนื่อง จากผู้สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem Building) สู่การเป็นผู้อำนวยความสะดวก (Focal Facilitator) และผู้เชื่อมโยงเครือข่าย (Focal Conductor) จนกระทั่งปัจจุบันที่ก้าวเข้าสู่ยุค Venture อย่างเต็มตัว

จากเดิมที่ NIA ทำเรื่องของการให้ทุน สำนักงานได้เพิ่มบทบาทด้านการร่วมลงทุน เพื่อร่วมลงทุนให้กับบรรดาสตาร์ตอัป หรือ SME ให้สามารถเติบโตได้ใน Stage Gate ที่มีความแตกต่างกัน โดยมีเป้าหมายปิดช่องว่างทางการเงินในช่วงรอยต่อการเติบโตของผู้ประกอบการ ควบคู่ไปกับการให้ทุนสนับสนุนรูปแบบเดิม เพื่อส่งเสริมธุรกิจนวัตกรรมของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

เจาะ 3 โมเดล NIA Venture หนุนสตาร์ตอัปทุกระยะ

กลไก NIA Venture ถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมตลอดเส้นทางการเติบโต ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นไปจนถึงระยะเตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ (Pre-IPO) โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ได้แก่ กลุ่มเศรษฐกิจชีวภาพ-เวียนนา-สีเขียว (BCG), เทคโนโลยีการแพทย์ (MedTech / Health & Wellness) และเทคโนโลยีการเกษตรและอาหาร (AgriTech / Agriculture and Food) รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) โดยมีการแบ่งสัดส่วนการลงทุน (Venture Portfolio) เป็น PE Trust 40%, Holding Company 30% และ Corporate Co-funding 30% ผ่าน 3 รูปแบบหลัก คือ

  1. Holding Company (สัดส่วน 30%): มุ่งเน้นการร่วมลงทุนในผู้ประกอบการระยะเริ่มต้น (Seed Stage) ที่มีรายได้ประมาณ 1–10 ล้านบาทต่อปี หรือกลุ่มธุรกิจสปินออฟจากมหาวิทยาลัยผ่านการลงทุนตรง (Direct Investment) หรือสถาบันการศึกษา โดย ดร.กริชผกา ระบุว่า โมเดลนี้จะเข้าไปลงในไซส์ที่เล็กที่สุด เพื่อสนับสนุนการลงทุนในตัวสตาร์ตอัปที่เป็นลิขสิทธิ์จากมหาวิทยาลัยให้มากขึ้น
  2. Corporate Crowdfunding / Corporate Co-funding (สัดส่วน 30%): รูปแบบการร่วมลงทุนระดับกลางสำหรับธุรกิจระยะเริ่มต้นเติบโต (Seed – Series A) ที่มีรายได้ประมาณ 500,000 ถึง 20,000,000 บาทต่อปี ซึ่งเป็นลักษณะรูปแบบเดิมที่สำนักงานให้ทุนไว้ แต่สามารถเปลี่ยนเป็นลักษณะของการถือหุ้นได้ หากสตาร์ตอัปยังไม่พร้อมจะคืนเงินพร้อมดอกเบี้ย ดร.กริชผกา อธิบาย
  3. PE Trust / Private Equity Trust (สัดส่วน 40%): กองทุนร่วมลงทุนขนาดใหญ่สำหรับสตาร์ตอัพระยะขยายตัว (Series A – Pre-IPO) ที่มีรายได้ตั้งแต่ 20,000,000 ถึง 100,000,000 บาทต่อปีขึ้นไป จัดตั้งร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) โดย ดร.กริชผกา ย้ำว่า เนื่องจากภาครัฐเองไม่ได้มี Skill Set ในเรื่องของ Investment เหมือนกับ Fund Manager ที่เป็นมืออาชีพ จึงใช้ลักษณะ PE Trust โดยจ้างผู้จัดการกองทุนมืออาชีพเข้ามาบริหารจัดการ เพื่อกระจายความเสี่ยงและช่วยส่งเสริมสตาร์ตอัปที่ค่อนข้างโตแล้วให้เข้าสู่ตลาดทุน

ชูธรรมาภิบาล-บริหารความเสี่ยงรัฐไม่นำ เอกชนร่วมทุน 1:1

ในการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นผู้ร่วมลงทุน NIA ได้ให้ความสำคัญสูงสุดกับธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการความเสี่ยง (Good Governance) เข้ามาเพื่อสร้างความโปร่งใสในการทำงาน

ดร.กริชผกา อธิบายถึงกรอบการบริหารความเสี่ยงว่า NIA นำหลักการ รัฐไม่นำ (Professional Lead) โดยให้ภาคเอกชนหรือนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ (Listed / Private Investor) ทำหน้าที่เป็นผู้กลั่นกรอง (Gatekeeper) และต้องร่วมลงเงิน (In-cash) ในรูปแบบ Matching 1:1 เพื่อร่วมรับความเสี่ยง พร้อมระบบเบิกจ่ายตามความสำเร็จของเป้าหมาย (Stage Gate / Milestone) หากมีสัญญาณล้มเหลวจะมีกลไก Stop Loss ชะลอหรือระงับการจ่ายงวดถัดไปทันที

นอกจากนี้ กระบวนการตัดจำหน่าย (Write-off Management) จะประเมินโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงิน กฎหมาย และธุรกิจ เพื่อไม่ให้การตัดสินใจผูกขาดโดยภาครัฐ พร้อมจัดทำ Stress Test ประเมินความเสียหายกรณีแย่ที่สุด (Worst-case) ไว้ที่ 40% ซึ่งจะกระทบต่อพอร์ตลงทุนรวมเพียง -15.2% โดยมีกองทุน PE Trust ทำหน้าที่เป็นกันชนคุ้มครองเงินลงทุนของรัฐ ควบคู่กับระบบ Active Monitoring เพื่อติดตาม KPI ทั้งเชิงมูลค่ากิจการ การจ้างงาน และเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ

SITE 2027 มุ่งธีม Scale Up to Global

จากก้าวสำคัญในการปรับบทบาทสู่ผู้ร่วมลงทุน NIA ได้ประกาศทิศทางงานมหกรรมนวัตกรรมในปีถัดไปภายใต้ธีม SITE 2027: Scale Up to Global เพื่อขับเคลื่อนสตาร์ตอัป, SME และวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ให้สามารถขยายธุรกิจ ระดมทุน และสร้างพันธมิตรในระดับสากล พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia Hub)

ดร.กริชผกา กล่าวว่า SITE 2027 จะเน้นเรื่องของการขยายผลและโมเดลการขยายตลาด โดยจะดึงคนที่ประสบความสำเร็จในการเจาะตลาดโลกมาร่วม Showcase ให้มากขึ้น เพื่อเป็น Experience Sharing และทำแพลตฟอร์มร่วมกันในการพานวัตกรรมไทยเติบโตแบบก้าวกระโดด สอดรับกับนโยบายของกระทรวง อว. ที่มุ่งสร้าง New Growth Engine ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า หากปี 2569 คือปีแห่งการสร้างโอกาสการลงทุน ปี 2570 จะเป็นปีแห่งการเร่งการเติบโตสู่ระดับโลก สำนักงานมั่นใจว่าปีหน้าจะเป็นปีแห่งการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมไทย ที่จะทำให้ประเทศไทยมีพื้นที่ยืนบนเวทีโลกได้อย่างมั่นคง

SITE 2026 ทุบสถิติความสำเร็จสะท้อนความพร้อมตลาดไทย

การเปิดตัวยุทธศาสตร์ใหม่ในครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากความสำเร็จของการจัดงาน Startup x Innovation Thailand Expo 2026 (SITE 2026) ภายใต้แนวคิด Global Innovation Impact: The Year of Investment ระหว่างวันที่ 25 – 27 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความสนใจของนักลงทุนต่อระบบนิเวศนวัตกรรมไทย

ดร.กริชผกา เผยถึงสถิติความสำเร็จว่า ตลอดการจัดงาน 3 วัน เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจทันทีราว 200 ล้านบาท โดยผู้ประกอบการบางรายทำยอดขายในงานได้สัดส่วนครอบคลุมรายได้ถึง 1 ไตรมาส และคาดว่าจะเกิดการร่วมลงทุนต่อเนื่อง (Expected Investment) ตามมาอีกไม่น้อยกว่า 800 ล้านบาท

ไฮไลต์สำคัญคือการเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ซึ่ง ดร.กริชผกา ระบุว่า ปีนี้ถือเป็นปีแห่งประวัติศาสตร์ที่มีจำนวน Match มากที่สุดเท่าที่เคยทำมา โดยมีการยื่นคำขอจับคู่ออนไลน์ 467 รายการ และประสบผลสำเร็จตกลงจับคู่ได้ถึง 165 คู่ ระหว่างสตาร์ตอัป 81 ราย กับ VC/CVC 36 ราย

NIA พลิกโฉมสู่ ‘ผู้ร่วมลงทุน’ ปักหมุดชูยุทธศาสตร์ ‘SITE 2027’ ดันสตาร์ตอัปไทยโตสู่ระดับสากล

นอกจากนี้ งาน SITE 2026 ยังดึงดูดความร่วมมือจากเครือข่ายแน่นหนารวม 606 หน่วยงาน จาก 13 ประเทศ (อาทิ จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี, อินเดีย, สิงคโปร์, ลาว, อังกฤษ, ฟินแลนด์, นอร์เวย์, สวิตเซอร์แลนด์, ลักเซมเบิร์ก, ชิลี และสวีเดน) ร่วมด้วยองค์กรระหว่างประเทศกว่า 20 แห่ง (เช่น NEDO, NIPA, Cyberport, HKTDC), หน่วยงานภาครัฐไทย 18 แห่ง (เช่น BOI, DITP, depa, สสว., TED Fund, TCEB), สมาคมวิชาชีพ 30 แห่ง (เช่น สมาคมโปรแกรมเมอร์ไทย, Thai Startup, TVCA, TBAN) และสถาบันอุดมศึกษา 50 แห่ง

งานนี้มีการจัดแสดงนวัตกรรมรวม 420 บูธ ดึงดูดผู้เข้าชมงานรวม 42,000 คน จนศูนย์การค้าสยามพารากอนแจ้งว่ามียอดคนเข้าห้างช่วงวันจัดงานดังกล่าวพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ พร้อมมีการจัดสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้กว่า 70 เซสชัน โดยวิทยากรชั้นนำกว่า 200 คน สร้างการรับรู้ผ่านสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศกว่า 380 ข่าว และการเข้าถึงในโลกออนไลน์กว่า 3.25 ล้านครั้ง มีส่วนร่วม (Engagement) กว่า 250,000 ครั้ง

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

Vision Lab สตาร์ตอัปไทย คว้าเงินทุน 200 ล้านบาท จาก Silicon Valley ปั้นอนาคต ‘หุ่นยนต์ในโรงงาน’

สตาร์ตอัปไทยปี 2569 เปลี่ยนเกม NIA ดันสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar