หกปีที่ผ่านมา อันดับของประเทศไทยบนเวทีสตาร์ตอัปโลกขยับขึ้นลงตามแรงเหวี่ยงของเศรษฐกิจและเทคโนโลยี แต่ในปี 2569 ระบบนิเวศสตาร์ตอัปไทยกลับมาปักหมุดในอันดับที่ 49 ของโลกจากดัชนีระบบนิเวศสตาร์ตอัปโลก ซึ่งเป็นอันดับดีที่สุดในรอบ 6 ปี พร้อมรั้งอันดับ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่เติบโตรวดเร็วเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาค รองจากเวียดนาม
แต่ความสำคัญของปีนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขอันดับเพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่สัญญาณการเปลี่ยนผ่านของระบบนิเวศสตาร์ตอัปไทย จากยุคที่ภาครัฐและผู้เกี่ยวข้องต้องสร้างการรับรู้ให้สังคมเข้าใจว่าสตาร์ตอัปคืออะไร มาสู่ช่วงเวลาที่สตาร์ตอัปถูกวางบทบาทใหม่ในฐานะ “เครื่องยนต์หลัก” ที่จะช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านเทคโนโลยี นวัตกรรม และการเชื่อมต่อกับเครือข่ายพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ
NIA เปลี่ยนเกมจากผู้ให้ทุนสู่ผู้ร่วมรับความเสี่ยง
จุดเปลี่ยนสำคัญของปีนี้อยู่ที่บทบาทใหม่ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ซึ่งนำโดย ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ที่ประกาศให้ปีนี้เป็น “ปีแห่งการลงทุน”
ความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดคือ NIA จะลดบทบาทจากการเป็นผู้ให้ทุนเปล่าเพียงอย่างเดียว และขยับไปสู่การเป็นผู้ร่วมสนับสนุนทางการเงินและผู้ร่วมลงทุน โดยเข้าไปถือหุ้นร่วมกับสตาร์ตอัป เพื่อช่วยอุดช่องว่างทางการเงิน และร่วมรับความเสี่ยงในการทำธุรกิจ
ทิศทางใหม่นี้จะมุ่งไปที่ 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ เกษตรและอาหาร การแพทย์และสุขภาพ พลังงาน สิ่งแวดล้อม และยานยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงกลุ่มงานสร้างสรรค์และวัฒนธรรม โดยขับเคลื่อนผ่าน 3 กลไกหลัก
กลไกแรกคือ การร่วมทุนผ่านเครือข่าย หรือ Corporate Co-funding ซึ่งเป็นการจับมือกับเครือข่ายกลุ่มทุนร่วมลงทุน หรือ VC เพื่อสนับสนุนเงินทุนให้แก่สตาร์ตอัปรายละไม่เกิน 10 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขการคืนเงินเมื่อถึงกำหนด
กลไกที่สองคือ กองทุนร่วมทุนภาคเอกชน หรือ PE Trust ซึ่งเป็นความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและภาคเอกชน เพื่อจัดตั้งกองทุนที่มีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพเข้ามาช่วยบริหารและขับเคลื่อนสตาร์ตอัปในแต่ละช่วงของการเติบโต
กลไกที่สามคือ บริษัทโฮลดิ้ง หรือ Holding Company ซึ่งจะจัดทำพอร์ตการลงทุนร่วมกัน เพื่อกระจายความเสี่ยง ปิดช่องว่างทางการเงิน และเพิ่มกำลังทรัพย์ในการเข้าไปลงทุนในสตาร์ตอัปอย่างเป็นรูปธรรม
การขยับบทบาทครั้งนี้สะท้อนว่า ภาครัฐไม่ได้มองสตาร์ตอัปเพียงในฐานะกลุ่มธุรกิจเกิดใหม่ที่ต้องได้รับการสนับสนุน แต่เริ่มมองสตาร์ตอัปเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องลงทุน สร้างตลาด และผลักดันให้เติบโตได้จริง
ฐานอุตสาหกรรมเดิมคือจุดตั้งต้นของเศรษฐกิจใหม่
เมื่อพิจารณาโครงสร้างของระบบนิเวศ ปัจจุบันประเทศไทยมีบริษัทสตาร์ตอัปที่ยังคงมีความเคลื่อนไหวและได้รับการลงทุนอย่างต่อเนื่องรวม 300 บริษัท และหากเจาะลึกใน Landscape จะพบว่ากลุ่มที่มีขนาดใหญ่ที่สุด คือเทคโนโลยีอาหาร หรือ Food Tech ซึ่งมีถึง 265 บริษัท ครอบคลุมตั้งแต่อาหารเพื่อสุขภาพเฉพาะบุคคล อาหารเพื่ออนาคต โปรตีนทางเลือก ไปจนถึงระบบการผลิตอัจฉริยะ
การที่ Food Tech เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดสะท้อนว่า สตาร์ตอัปไทยกำลังต่อยอดจากฐานเศรษฐกิจเดิมของประเทศโดยเฉพาะบทบาทของไทยในฐานะ “ครัวของโลก” ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรม
อีกกลุ่มที่มีความสำคัญคือเทคโนโลยีการแพทย์และสุขภาพ หรือ MedTech & HealthTech ซึ่งมีจำนวน 113 บริษัท และเติบโตต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด ครอบคลุมตั้งแต่ระบบการแพทย์ทางไกล ระบบวินิจฉัยโรค อุปกรณ์เซ็นเซอร์ ไปจนถึงเทคโนโลยีภาพเสมือนจริงที่ช่วยลดความเครียด
อย่างไรก็ตาม สตาร์ตอัปกลุ่มนี้ยังมีข้อจำกัดสำคัญคือการเข้าสู่ตลาด เนื่องจากต้องเผชิญทั้งมาตรฐานที่เข้มงวด และพฤติกรรมของผู้ใช้งานที่คุ้นชินกับอุปกรณ์จากต่างประเทศ NIA จึงเตรียมใช้กลไก “บัญชีนวัตกรรม” เข้ามาช่วยลดข้อจำกัดดังกล่าว เพื่อเปิดทางให้สินค้าของสตาร์ตอัปไทยเข้าสู่ตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้ง่ายขึ้น
ด้านเทคโนโลยีการเกษตร หรือ AgTech มีจำนวน 66 บริษัท ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งเทคโนโลยีชีวภาพ หุ่นยนต์ฟาร์ม ระบบจัดการโรงเรือน และซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ความท้าทายสำคัญของกลุ่มนี้คือการแข่งขันด้วยต้นทุน เพื่อให้ได้ราคาที่คุ้มค่าต่อการผลิตในปริมาณมาก
ขณะที่เทคโนโลยีสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Tech ก็เป็นกลุ่มที่มีความสำคัญ เพื่อตอบโจทย์นโยบายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ และในปีหน้ายังมีการเตรียมเปิดตัวกลุ่มใหม่คือเทคโนโลยีธรรมชาติ หรือ Nature Tech เพื่อดูแลเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพและระบบสมดุลธรรมชาติ โดยตั้งเป้าปั้นสตาร์ตอัปกลุ่มนี้ให้ได้ 100 ราย ภายในเวลา 3 ปี
ภาพรวมเหล่านี้ทำให้เห็นว่า ระบบนิเวศสตาร์ตอัปไทยไม่ได้เติบโตจากเทคโนโลยีเพียงด้านเดียว แต่กำลังเชื่อมโยงกับฐานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ทั้งอาหาร สุขภาพ เกษตร พลังงาน สิ่งแวดล้อม และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
AI ถูกจับตาในฐานะแหล่งกำเนิดยูนิคอร์นรายต่อไป
ในกลุ่มบริษัทสตาร์ตอัปที่มีมูลค่าสูงระดับยูนิคอร์น ปัจจุบันประเทศไทยมีอยู่ 4 ราย ได้แก่ Flash, Ascend Money, Wongnai และ aCommerce
ผู้เชี่ยวชาญในวงการต่างคาดการณ์ตรงกันว่า ยูนิคอร์นรายที่ 5 ของประเทศไทยมีแนวโน้มสูงมากที่จะมาจากกลุ่มธุรกิจที่พัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI โดยมีตัวอย่างสตาร์ตอัปไทยที่ประสบความสำเร็จและน่าจับตามอง เช่น บอทน้อย ซึ่งพัฒนาระบบ AI แปลภาษาและกำลังขยายธุรกิจไปสู่ระดับสากล รวมถึงรายอื่น ๆ เช่น Care, Mung และ Perceptra ที่เริ่มคว้าความสำเร็จในระดับสากลแล้ว
การจับตา AI ในฐานะแหล่งกำเนิดยูนิคอร์นรายต่อไป สอดคล้องกับทิศทางของนวัตกรรมระดับโลก และในขณะเดียวกัน NIA ก็ยังมุ่งเน้นเสริมความแข็งแกร่งด้านฮาร์ดแวร์ โดยวางอุตสาหกรรม เซมิคอนดักเตอร์ ไว้เป็นหนึ่งในเป้าหมายการลงทุนหลักของปีนี้เช่นกัน
กรุงเทพฯยังเป็นศูนย์กลางแต่เมืองรองเริ่มมีบทบาทชัดขึ้น
หากมองในระดับพื้นที่ กรุงเทพมหานครยังคงเป็นศูนย์กลางสำคัญของระบบนิเวศสตาร์ตอัปไทย โดยขยับขึ้นไปเป็นเมืองที่มีการบ่มเพาะสตาร์ตอัปดีที่สุดเป็นอันดับ 76 ของโลก และเป็นอันดับ 4 ของอาเซียน
กรุงเทพฯ ยังครองอันดับ 1 ในอาเซียนด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และด้านการแพทย์ ซึ่งสะท้อนความพร้อมของเมืองหลวงในฐานะศูนย์กลางของทุน ความรู้ บุคลากร และตลาด
ในเวลาเดียวกัน เมืองภูมิภาคก็เริ่มมีแรงขับเคลื่อนที่ชัดเจนมากขึ้น เชียงใหม่กำลังเติบโตในฐานะเมืองอันดับสองที่ตอบโจทย์กลุ่มคนทำงานผ่านระบบดิจิทัลและกลุ่มคนที่ย้ายถิ่นฐานไปมา เนื่องจากมีมหาวิทยาลัย ศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงระบบนิเวศที่เอื้อต่อการทำงานและการใช้ชีวิต
ส่วนภูเก็ตถูกวางเป้าหมายให้เป็นระเบียงเศรษฐกิจที่เน้นเรื่องสุขภาพ ธุรกิจเวลเนส และการท่องเที่ยว ขณะที่เมืองรอบนอกอย่างพัทยา นครปฐม ปทุมธานี และสมุทรปราการ ก็มีดัชนีความเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ความเคลื่อนไหวในระดับเมืองเหล่านี้สอดคล้องกับผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยรวมจากสถาบัน IMD ที่ไทยขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 26 ของโลก ดีขึ้นจากปีที่แล้ว 4 อันดับ
เป้าหมายสุดท้ายคือการพาสตาร์ตอัปไทยออกสู่ตลาดโลก
ปลายทางของการปรับบทบาทภาครัฐและการลงทุนในระบบนิเวศครั้งนี้ คือการผลักดันประเทศไทยให้ก้าวไปสู่การเป็น “ชาตินวัตกรรม” ที่แข่งขันได้จริงในระดับสากล ไม่ใช่เพียงการเติบโตหรือพึ่งพาตลาดภายในประเทศ
ปัจจุบัน NIA มีการวางระบบเชื่อมโยงสตาร์ตอัปเข้ากับเครือข่ายโรงพยาบาลกว่า 33 แห่ง และจับมือกับพันธมิตรระดับสากลมากกว่า 100 องค์กรทั่วโลก เพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานพาสตาร์ตอัปไทยออกไปขยายธุรกิจในต่างประเทศ
ดร.กริชผกาเน้นย้ำไว้ว่า การพูดคำว่าชาตินวัตกรรมกี่พันครั้ง ก็คงไม่เท่ากับการที่คนไทยสามารถพัฒนาสินค้าหรือบริการด้านนวัตกรรม แล้วส่งออกไปขายในเวทีโลกได้สำเร็จจริง ๆ
โจทย์ใหญ่หลังจากนี้จึงไม่ใช่แค่การทำให้ประเทศไทยมีอันดับดีขึ้นในดัชนีโลก แต่คือการพิสูจน์ว่า เมื่อภาครัฐเปลี่ยนจากผู้ให้ทุนมาเป็นผู้ร่วมลงทุนและร่วมรับความเสี่ยง สตาร์ตอัปไทยจะสามารถเปลี่ยนจากธุรกิจเกิดใหม่ไปเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศได้ไกลแค่ไหนในตลาดโลก





