บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) หรือ SVOA ประกาศเดินหน้าบุกตลาดลูกค้าองค์กร (B2B) และกลุ่มธุรกิจ SME ปรับกลยุทธ์จากการเป็นผู้จัดจำหน่ายฮาร์ดแวร์ สู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันด้านไอทีแบบครบวงจร โดยผนึกกำลังกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง เอปสัน (Epson) และ เอ็นวิเดีย (Nvidia) ชูจุดขาย 2 แกนหลัก ได้แก่ การนำเสนอโซลูชันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน และนวัตกรรมไอทีเพื่อความยั่งยืน (Sustainability) ที่ตอบโจทย์เป้าหมายการลดคาร์บอน (Net Zero) ของภาคธุรกิจ เพื่อรับมือกับสภาวะตลาดผู้บริโภคทั่วไปที่หดตัว พร้อมตั้งเป้าผลักดันสัดส่วนรายได้กลุ่มลูกค้าองค์กรให้เติบโตในระดับตัวเลขสองหลัก
กุลภา อิงค์ธเนศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) หรือ SVOA ระบุว่า ก่อนหน้านี้บริษัทมุ่งเน้นตลาดกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป (Consumer) ค่อนข้างมาก ปัจจุบันได้ขยายฐานตลาดไปยังกลุ่ม SME และ B2B มากขึ้น กลยุทธ์หลักคือการจัดตั้งทีม Digital Solution เพื่อรวบรวมสินค้าเป็นโซลูชัน (Bundle) แทนการขายเพียงฮาร์ดแวร์ โดยบูรณาการระบบร่วมกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Nvidia และ Epson ตลอดจนแบรนด์ฮาร์ดแวร์ อาทิ MSI, Gigabyte, Asus และ Leadtek เพื่อนำเสนอเทคโนโลยีที่ตอบสนองความต้องการของโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่
ขยายฐาน B2B ชูโมเดลผู้ให้บริการโซลูชัน
การรุกตลาดลูกค้าองค์กรของ SVOA ดำเนินการผ่านการจัดตั้งทีม Digital Solution เพื่อทำหน้าที่บูรณาการระบบและจัดรูปแบบสินค้าเป็นโซลูชัน คุณกุลภา ขยายความว่า ก่อนหน้านี้บริษัทเน้นทำตลาดกลุ่มสินค้าผู้บริโภคทั่วไป (Consumer) เป็นหลัก แต่ปัจจุบันได้ขยายฐานตลาดไปยังกลุ่ม SME และ B2B มากขึ้น
ทิศทางในอีก 2-3 ปีข้างหน้าว่า บริษัทจะมุ่งเน้นตลาด B2B เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันพอร์ตโฟลิโอในตลาดยังมีขนาดเล็ก โดยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากกลุ่มนี้ให้อยู่ในระดับ 30% และตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ระดับตัวเลขสองหลัก (Double Digit)
การขายกลุ่มผู้บริโภคกับการขายเชิงพาณิชย์ (Commercial) มีความแตกต่างกัน โดยต้องนำเสนอด้วยโซลูชันและผลลัพธ์เป็นหลัก บริษัทจึงวางบทบาทเป็นตัวกลาง (Connector) นำโซลูชันจากพันธมิตรมาส่งมอบให้ลูกค้า โดยมีทีมก่อนการขาย (Pre-sale) ช่วยทดสอบความเหมาะสม และมีบริการหลังการขาย (Post-sale)
คุณกุลภา ระบุว่า บริษัททำตลาดผ่านช่องทางพันธมิตร ทั้งผู้ติดตั้งระบบ (System Integrator หรือ SI) และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ โดยจะรับฟังความต้องการและจับคู่ความเชี่ยวชาญให้เหมาะสมกับฐานลูกค้าของแต่ละพื้นที่ ตัวอย่างเช่น พันธมิตรที่เคยขายเฉพาะเครื่องพิมพ์แต่มีฐานลูกค้าในกลุ่มโรงเรียน บริษัทก็จะนำเสนอคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ IoT หรือโปรเจกเตอร์แบบอินเทอร์แอกทีฟ เข้าไปรวมเป็นโซลูชันเพื่อให้พันธมิตรสามารถนำไปต่อยอดธุรกิจได้ หรือหากเป็นพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการขายออนไลน์ บริษัทก็จะพิจารณาเลือกสินค้าที่เหมาะสมกับช่องทางนั้น
สำหรับการบริหารจัดการระบบนิเวศ (Ecosystem) ของพันธมิตร คุณกุลภา ระบุว่า บริษัทมีการประชุมกำหนดทิศทางร่วมกับผู้ผลิต (Vendor) เป็นประจำ เพื่อรับฟังทิศทางของสายผลิตภัณฑ์ จากนั้น SVOA จะทำหน้าที่จับคู่พันธมิตรที่เหมาะสมเพื่อช่วยกันจัดจำหน่ายและเพิ่มประสิทธิภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานไอที (IT Infrastructure) ให้แก่องค์กรในไทย
นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งเน้นการบูรณาการร่วมกับนักพัฒนาซอฟต์แวร์อิสระ (ISV) หรือผู้พัฒนาที่ทำระบบ AI มาก่อนหน้านี้ เพื่อเป็นตัวเชื่อมให้เทคโนโลยีขยายผลได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องเริ่มต้นพัฒนาใหม่จากศูนย์ พร้อมกันนี้ SVOA ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับความสามารถของบุคลากรและพันธมิตร โดยระบุว่าต้องมีการพัฒนาทักษะ (Upskill) และสร้างทักษะใหม่ (Reskill) ซึ่งบริษัทมีช่องทางออนไลน์ที่สามารถนำการอบรมกระจายเข้าไปสู่ส่วนภูมิภาคได้มากขึ้น
ติดปีก AI สู่ระดับองค์กรด้วยแพลตฟอร์ม DGX Spark
คุณกุลภา ประเมินทิศทางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมไอทีระดับโลกมีการเติบโตเฉลี่ยที่ประมาณ 10% แต่หากพิจารณาเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ซอฟต์แวร์ หรือศูนย์ข้อมูล (Data Center) พบว่ามีอัตราการเติบโตสูงกว่าระดับ 30% บริษัทจึงเชื่อมั่นว่าการมุ่งเน้นตลาดกลุ่มนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างการเติบโต
ปัจจุบันเทคโนโลยี AI ได้เปลี่ยนสถานะจากเครื่องมือทางเลือกมาเป็นโครงสร้างหลัก (Backbone) ของสำนักงาน เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยประเมินว่าปัจจุบันเป็นยุคที่เทคโนโลยี AI สามารถจับต้องได้ (Affordable) และเป็นโอกาสให้ธุรกิจ SME สามารถเข้าถึงระบบดังกล่าวได้ในราคาไม่แพงผ่านแพลตฟอร์ม DGX Spark ซึ่งมีราคาอยู่ในระดับหลักแสนบาท ปัจจัยนี้จะส่งผลให้ผู้ผลิตภายในประเทศ (Local OEM) สามารถนำเทคโนโลยีไปต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเองได้มากขึ้น โดยปัจจุบันแพลตฟอร์มดังกล่าวมีความต้องการในตลาดสูงมากจนสินค้าที่นำเข้ามาจำหน่ายหมดทุกรอบ
เพื่อให้องค์กรสามารถใช้งาน AI ได้อย่างเป็นรูปธรรม SVOA มีแนวทางบูรณาการการทำงานร่วมกับผู้พัฒนาซอฟต์แวร์อิสระ (ISV) หรือกลุ่มนักพัฒนาที่มีการสร้างสรรค์รูปแบบการใช้งาน (Use Case) มาก่อนหน้านี้ เพื่อเป็นตัวเชื่อมให้การนำ AI ไปใช้งานจริงสามารถขยายผลได้เร็วขึ้น โดยผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นพัฒนาระบบใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ศูนย์ บริษัทได้ร่วมมือกับพันธมิตรผู้พัฒนา AI สัญชาติไทยนำโซลูชันมาทำงานร่วมกับแพลตฟอร์ม DGX Spark และฮาร์ดแวร์จากแบรนด์ต่าง ๆ อาทิ MSI, Gigabyte, Asus และ Leadtek
ขณะที่ อธิชัย อุ่นโกมล หัวหน้าฝ่ายธุรกิจคอนซูเมอร์ประจำประเทศไทย บริษัท เอ็นวิเดีย (ประเทศไทย) จำกัด ขยายความถึงรูปแบบโซลูชัน AI ของบริษัทว่ามีการจัดกลุ่มออกเป็น 3 ระดับ เพื่อรองรับความต้องการที่แตกต่างกัน ได้แก่ ระดับ Starter สำหรับโฮมออฟฟิศที่ใช้งานซอฟต์แวร์ทั่วไปอย่าง SketchUp ระดับ Generic สำหรับองค์กรขนาดกลางที่ต้องการใช้งานซอฟต์แวร์ระดับมืออาชีพ (Professional Grade) และระดับ Advance ที่นำเสนอแพลตฟอร์ม DGX Spark ซึ่งเพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา สำหรับรองรับองค์กรขนาดใหญ่ที่อาจมีผู้ใช้งานพร้อมกันหลายคน
นอกจากการเจาะกลุ่มองค์กรธุรกิจ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาความขาดแคลนบุคลากรด้าน AI ในประเทศไทย คุณกุลภา ระบุว่า บริษัทมีแผนนำโมเดลศูนย์ปฏิบัติการ AI Lab ที่มีการดำเนินการร่วมกับแพลตฟอร์ม DGX Spark ในต่างประเทศเข้ามาปรับใช้ในไทย โดยเชื่อว่าการพัฒนาบุคลากรต้องเริ่มต้นจากระดับโรงเรียนและมหาวิทยาลัย การนำหลักสูตรเข้าไปบูรณาการร่วมกับการสนับสนุนจาก Nvidia ผ่านโครงการ Nvidia Academy จะช่วยให้นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาได้รับใบรับรอง (Certificate) สำหรับใช้ประกอบอาชีพ
สอดคล้องกับ คุณอธิชัย ที่ระบุว่า บริษัทได้นำ Use Case จากโครงการ AI Lab ที่ทำร่วมกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศมานำเสนอ เพื่อให้สถาบันการศึกษาในประเทศไทยนำไปพิจารณาปรับปรุงหลักสูตร โดยบริษัทจะหารือกับพันธมิตรในระบบนิเวศ (Ecosystem Partner) ทั้งตัวแทนจำหน่าย แบรนด์ซอฟต์แวร์ และแบรนด์ฮาร์ดแวร์ เพื่อขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวร่วมกัน
ผลักดันเป้าหมาย Net Zero ผ่านเทคโนโลยีรักษ์โลก
ปัจจุบันทุกองค์กรต่างถูกตั้งคำถามและเผชิญกับความท้าทายด้านความยั่งยืน (Sustainability) บริษัทจึงผนึกกำลังกับ Epson ซึ่งมีโซลูชันที่ตอบสนองโจทย์ดังกล่าวเข้ามารองรับความต้องการของตลาด คุณกุลภา กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทั้งหมดต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการลดคาร์บอนและประกาศเป้าหมาย Net Zero การนำเสนอสินค้าไอทีที่มีคุณสมบัติด้านความยั่งยืนจะช่วยให้องค์กรต่าง ๆ สามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้เร็วยิ่งขึ้น
SVOA ได้นำร่องปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ภายในองค์กรจากการใช้เครื่องพิมพ์เลเซอร์มาเป็นเครื่องพิมพ์อิงก์เจ็ตทั้งหมด ซึ่งพบว่าสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้ประมาณ 85% และลดปริมาณขยะได้ถึง 59% จนบริษัทได้รับการเชิดชูเกียรติผ่านรางวัล Sustainability Award จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
นอกจากนี้ บริษัทยังร่วมกับ Epson ในการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ด้านความยั่งยืนที่ครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตไปจนถึงการจัดการขยะที่ปลายทาง ผ่านการจัดแคมเปญรับขวดหมึกที่ใช้งานแล้วกลับมารีไซเคิลผลิตเป็นโต๊ะและของพรีเมียมเพื่อส่งมอบให้แก่ลูกค้า
ในส่วนของผลิตภัณฑ์ ยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า นวัตกรรมของบริษัทถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืนเกือบทั้งหมด โดยมีพอร์ตโฟลิโอหลักคือกลุ่ม Business Inkjet ซึ่งมีความโดดเด่นด้านการประหยัดพลังงาน การลดคาร์บอน การลดของเสีย ตลอดจนคุณภาพงานพิมพ์และโซลูชันที่รองรับการใช้งานระดับองค์กรขนาดใหญ่
คุณยรรยง กล่าวเสริมว่า รูปแบบการทำงานร่วมกับ SVOA ได้เปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงผู้จัดจำหน่ายสินค้า (Box Mover) มาสู่การเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่นำเสนอโซลูชันควบคู่ไปกับทีมบริการ (Service Arm) ของ SVOA ซึ่งเข้ามาช่วยดูแลลูกค้าตั้งแต่ขั้นตอนก่อนการขาย (Pre-sale) การสำรวจพื้นที่ (Site Study) การซ่อมบำรุง และการขยายระยะเวลารับประกัน (Extended Warranty) ซึ่งการขยายฐานตลาด B2B ร่วมกับ SVOA มีส่วนสำคัญที่ช่วยพยุงภาพรวมธุรกิจของบริษัทในช่วงที่ตลาดผู้บริโภคทั่วไป (Consumer) มีการหดตัว
สำหรับภาพรวมการแข่งขันในตลาดเครื่องพิมพ์ คุณยรรยง กล่าวว่า ปัจจุบันเครื่องพิมพ์อิงก์เจ็ตครองสัดส่วนตลาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยที่เกือบ 70% รองลงมาคือเครื่องพิมพ์เลเซอร์กว่า 20% และเครื่องพิมพ์หัวเข็ม (Dot Matrix) ประมาณ 10% โดยเครื่องพิมพ์หัวเข็มยังคงเป็นตลาดหลักที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องมากว่า 10 ปี เนื่องจากกลุ่มผู้ใช้งานหลักคือหน่วยงานราชการและธนาคารยังคงมีความต้องการใช้งาน ขณะที่แบรนด์คู่แข่งบางรายเลิกผลิตไปแล้ว ทำให้การแข่งขันลดลง
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมตลาดเครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์ในประเทศไทยจะอยู่ในสภาวะติดลบ แต่ Epson ยังคงสามารถขยายส่วนแบ่งการตลาดและรักษาการเติบโตไว้ได้ โดยประเมินว่าโอกาสในการเติบโตที่ระดับ 10-20% ยังสามารถดำเนินไปได้เรื่อยๆ ผ่านการดึงส่วนแบ่งตลาดจากกลุ่มเครื่องถ่ายเอกสารแบรนด์อื่น ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากกระแสความนิยมเครื่องพิมพ์เลเซอร์ที่ลดลง ประกอบกับความได้เปรียบด้านต้นทุนของเครื่องพิมพ์อิงก์เจ็ตที่สามารถพิมพ์เอกสารสีได้ในราคาถูกกว่าเครื่องพิมพ์เลเซอร์ ทำให้การพิมพ์เอกสารสีมีความน่าสนใจและตอบสนองความต้องการขององค์กรได้มากกว่า
ทิศทางตลาดไอทีและความท้าทาย
สำหรับทิศทางและสภาวะตลาดไอทีในประเทศไทย คาดการณ์ว่าตลาดยังคงอยู่ในสภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยตลาดกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป (Consumer) มีการหดตัวอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลา 1-2 ปี อย่างไรก็ตาม ตลาดลูกค้าองค์กร (B2B) ยังคงมีโอกาสในการเติบโต ซึ่งปัจจัยสำคัญที่จะเข้ามาเป็นกลไกขับเคลื่อนคือเสถียรภาพของรัฐบาลและการใช้จ่ายของภาครัฐ (Government Spending) หากรัฐบาลมีความชัดเจนในการดำเนินนโยบาย คาดว่าตลาดลูกค้าองค์กรจะสามารถฟื้นตัวกลับมาได้ในช่วงครึ่งหลังของปี แม้ประเมินว่าภาพรวมตลาดอาจไม่ได้มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดเหมือนในอดีต
ในขณะเดียวกัน ภาคเอกชนมีความสามารถในการปรับตัวและบริหารจัดการท่ามกลางสภาวะวิกฤติได้ดี ไม่ว่าตลาดจะอยู่ในช่วงขาขึ้น ขาลง หรือเผชิญเหตุการณ์ต่างๆ โดยองค์กรธุรกิจจะมุ่งเน้นการรัดเข็มขัด ควบคุมและลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ค่าใช้จ่ายทางการตลาดหรือสวัสดิการ เพื่อบริหารจัดการต้นทุนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อเผชิญกับสภาวะยอดขายชะลอตัว
ท่ามกลางความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงของตลาด การปรับยุทธศาสตร์ของ SVOA ที่มุ่งขยายสัดส่วนตลาด B2B ด้วยการนำเสนอโซลูชันด้าน AI ที่สามารถเข้าถึงได้และนำไปใช้งานได้จริง ควบคู่ไปกับเทคโนโลยีที่ตอบสนองต่อข้อกำหนดด้านความยั่งยืน ผ่านการผนึกกำลังกับเครือข่ายพันธมิตรระดับโลกและนักพัฒนาซอฟต์แวร์ในประเทศ จึงเป็นแกนกลางสำคัญที่จะช่วยให้ SVOA และเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายสามารถรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน ช่วยให้องค์กรลูกค้าทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันได้สำเร็จ และผลักดันการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
CCIB ผนึก KBTG-Samsung ตีแผ่กลโกง ‘บัญชีม้านิติบุคคล’ ชู Security by Default รับมือภัย AI-Quantum
AWS ปี 2569 ชู Enterprise AI หนุนเศรษฐกิจดิจิทัลไทย 5.6 ล้านล้านบาท
สกมช. จับมือ พาโล อัลโต้ เปิดโรดแมป เสริมแกร่งคลาวด์ภาครัฐรับมือภัยคุกคาม AI



