Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

เปลี่ยนมุมมอง ‘การุณยฆาต’ สู่สวัสดิการผู้ป่วยระยะท้ายอย่างเท่าเทียม

เจาะลึกความเข้าใจผิด 'การุณยฆาต' เมื่อการจบชีวิตไม่ได้มาจากทางเลือกสุดท้าย

การุณยฆาต (Euthanasia) ถือเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ประเทศไทยได้ให้ความสนใจและมีการถกเถียงถึงความเหมาะสมกันมาอย่างต่อเนื่อง แต่ในขณะเดียวกันเมื่อสังคมให้ความสนใจอย่างล้นหลามก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดความเข้าใจผิดบางประการขึ้น นั่นจึงเป็นเหตุให้ภายในงาน Death Fest 2026 จัดเสวนาในหัวข้อ “การุณยฆาตเคลื่อน” เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องทั้งในด้านของความหมาย ความแตกต่าง ขอบเขตของแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการยุติชีวิต และทำให้การสมัครใจตายเป็นทางเลือกสุดท้ายที่มาจากเจตจำนงของผู้ป่วยอย่างแท้จริง

ความเข้าใจผิดระหว่าง “การประคับประคอง” กับ “การเร่งรัดความตาย”

พญ.อิสรีย์ ศิริวรรณกุลธร นายแพทย์ชำนาญการ โรงพยาบาลนครพิงค์

พญ.อิสรีย์ ศิริวรรณกุลธร นายแพทย์ชำนาญการ โรงพยาบาลนครพิงค์ และเจ้าของนามปากกาแซมม่อน (Sammon) ได้ชี้ให้เห็นหนึ่งในความเข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุดคือการที่ผู้คนมักคิดว่า การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) คือการทำให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายตายเร็วขึ้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าเป็นการุณยฆาตทางอ้อม แต่แท้จริงแล้ว การดูแลแบบประคับประคองคือการทำให้คนไข้ตายดีที่สุดโดยไม่เร่งรัดหรือยืดเยื้อความตายออกไป

หัวใจสำคัญของการดูแลแบบประคับประคอง คือการยอมรับความตายตามธรรมชาติ เปรียบเสมือนการดูแลชั้นพิเศษที่เสริมทัพไปกับการรักษาหลัก เช่น การทำเคมีบำบัดเพื่อช่วยขจัดความทุกทรมานในยามสุดท้ายของชีวิต และตอบสนองความปรารถนาสุดท้ายของผู้ป่วยไปพร้อม ๆ กัน

นพ.อดิศร โวหาร (หมอตอง) แพทย์เฉพาะทางเวชศาสตร์ครอบครัว โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ยังได้เสริมถึงความเข้าใจผิดดังกล่าว ว่ามีที่มาจากการใช้คำศัพท์ 2 คำ คือ การุณยฆาตเชิงรุก (Active Euthanasia) ที่สื่อถึงการกระทำที่จบชีวิตผู้ป่วย ณ เดี๋ยวนั้น เช่น การฉีดยา กับอีกคำหนึ่งคือ การุณยฆาตเชิงรับ (Passive Euthanasia) ซึ่งหมายถึงการไม่ปั๊มหัวใจ หรือถอดเครื่องช่วยพยุงชีพ ซึ่งในวงการจริยธรรมการแพทย์สมัยใหม่พยายามที่จะเลิกใช้คำนี้อยู่ เพราะสร้างความเข้าใจผิดให้กับการรักษาแบบประคับประคอง และขัดกับความหมายที่แท้จริงอย่าง “การอนุญาตให้ความตายดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติ”

ถอดบทเรียนแคนาดา : โมเดล MAiD สิทธิการตายที่มาพร้อมกระบวนการอันรัดกุม

ภายในงานเสวนา นพ.อดิศร ได้เล่าถึงประสบการณ์จากที่ตนได้ไปศึกษาและทำงานด้านการุณยฆาตอยู่ที่ประเทศแคนาดา หมอตองเล่าว่าที่ประเทศแคนาดาจะเรียกคำว่าการุณยฆาตว่า MAiD (Medical Assistance in Dying) หรือการช่วยยุติชีวิตทางการแพทย์ ที่นั่นไม่ใช่ว่าใครก็สามารถเข้ารับการ MAiD ได้ ผู้ป่วยจะต้องอยู่ในกลุ่มโรคระยะท้าย หรือกลุ่มโรคที่ทำลายคุณภาพชีวิตอย่างรุนแรง เช่น ตาบอด พิการ หรืออัมพาต และเมื่อผู้ป่วยเลือกที่จะเข้ารับการ MAiD แล้ว ครอบครัวไม่มีสิทธิยับยั้งในเชิงกฎหมาย

เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินงาน ทางโรงพยาบาลจะจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ 2 คน เพื่อพิจารณาเกณฑ์การจบชีวิตผู้ป่วย สำหรับเกณฑ์ที่เข้าข่าย ประกอบไปด้วย 2 ขั้นตอนหลัก คือ หนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองคนตกลงที่จะดำเนินการ MAiD หลังจากประเมินแล้วว่าการกระทำครั้งนี้ผู้ป่วยไม่ได้ถูกกดดันโดยครอบครัว และต้องมั่นใจว่าผู้ป่วยได้เข้าถึงทางเลือกอื่นครบแล้ว สอง การเลือกสถานที่ วันเวลา และสภาพแวดล้อมสำหรับกระทำการ โดยคนไข้มีสิทธิที่จะเลือกความต้องการในยามสุดท้ายของชีวิต เช่น จัดงานเลี้ยงที่บ้าน หรือนิมนต์พระมาสวด จากนั้นพยาบาลและหมอจะเริ่มด้วยการฉีดยานอนหลับ และตามด้วยยาที่ทำให้หัวใจหยุดเต้น เพื่อทำให้คนไข้เสียชีวิตด้วยความเจ็บปวดที่น้อยที่สุด

หมอตองยังได้เผยอีกว่า ในเคสที่ตนได้ไปเฝ้าสังเกตการณ์ คนไข้นั้นเลือกที่จะจบชีวิตของตัวเองไม่ใช่เพราะความทรมานจากโรค หรือการเข้าไม่ถึง Palliative Care แต่มาจากความรู้สึกว่าการนอนบนเตียงโดยทำสิ่งที่รักไม่ได้อีกต่อไปนั้นไม่ใช่คุณภาพชีวิตที่เขาต้องการ และ MAiD คือทางออกสุดท้าย ซึ่งทางหมอเองก็รู้สึกยินดีไปกับคนไข้ที่ได้รับการปลดเปลื้องความทุกข์ตามความต้องการของตนเอง และจากไปอย่างสงบ

เมื่อ “สิทธิการตายดี” กลายเป็นทางลัดของคนไร้ทุนทรัพย์

จากประสบการณ์ของหมอตอง เป็นเครื่องพิสูจน์อย่างดีถึงเป้าหมายที่แท้จริงของการุณยฆาตที่มีจุดประสงค์เมื่อผู้ป่วยต้องการจบชีวิตเนื่องจากหมดหนทางรักษาในโรคของตน และขาดเป้าหมายในการมีชีวิตอยู่ ซึ่งต่างกับสภาวะที่เป็นอยู่ของเมืองไทย โดย พญ.อิสรีย์ ได้ยกตัวอย่างถึงเหตุการณ์น่าสะเทือนใจที่ได้เกิดขึ้นว่า ผู้ป่วยส่วนมากในไทยเรียกร้องการทำการุณยฆาตอันเนื่องมาจากการขาดแคลนทุนทรัพย์ที่จะเข้าถึงการรักษาที่หายขาดได้ หรือในอีกกรณีที่คนไข้จากประเทศเพื่อนบ้านเลือกที่จะจบชีวิตของตนเองเนื่องจากกลัวว่าการเข้ารับการรักษาแบบประคับประคองจะเป็นภาระทางการเงินต่อครอบครัว

นโยบาย 3 เคลื่อน : แนวทางผลักดันการุณยฆาตให้จับต้องได้

เพื่อผลักดันให้การุณยฆาตเกิดขึ้นได้ในประเทศไทย เอกภพ สิทธิวรรณธนะ ผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้เสนอวิธี 3 เคลื่อน

  1. เคลื่อนแรก เคลื่อนใจ: ผลักดันความกล้าที่จะหยิบยกเรื่องความตายขึ้นมาเป็นบทสนทนา พัฒนาศักยภาพคนรอบตัวให้เรียนรู้ที่จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดแก่ตนเอง (Death Literacy)
  2. เคลื่อนที่สอง เคลื่อนความคิด: ผลักดันให้มีการศึกษาวิจัยในมหาวิทยาลัย เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ทั้งในมิติแพทย์ สังคม ศาสนา พร้อมจัดทำคู่มือหรือแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจน ควบคู่ไปกับการผลักดันสิทธิการตายดีแก่ประชาชน
  3. เคลื่อนที่สาม เคลื่อนจากคำว่าการุณยฆาต: ถึงแม้ว่าคำดังกล่าวจะเป็นคำที่ใช้อย่างแพร่หลาย แต่เนื่องด้วยความหมายของมันสร้างความไม่สบายใจให้กับทั้งแพทย์และคนไข้ จากความหมายหมิ่นเหม่และฟังดูผิดจรรยาบรรณ ซึ่งตัวเลือกที่สามารถนำมาใช้ได้ก็มีหลากหลาย เช่น MAiD และ การช่วยยุติชีพ (Assisted Dying) เป็นต้น

ทั้ง 3 คนย้ำว่าการจะขับเคลื่อนแนวคิดการุณยฆาตไปข้างหน้า หัวใจสำคัญคือการสร้างความเข้าใจถึงนิยามความจำเป็นของการุณยฆาตอย่างถูกต้อง โดยเริ่มจากการกล้าที่จะออกจาก Echo Chamber ของตัวเอง ส่งต่อความรู้เหล่านี้แก่คนรอบตัว สร้างความเข้าใจและผลักดันสวัสดิการการรักษาแบบประคับประคอง เพื่อป้องกันไม่ให้การุณยฆาตกลายเป็นทางลัดเพียงเพราะความยากจน และผลักดันให้การดูแลแบบประคับประคอง เป็นสวัสดิการพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ไม่ใช่แค่ทางเลือกของคนมีทุนทรัพย์

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

เปิดอินไซต์ 100 Outperforming Enterprises: วัฒนธรรมองค์กรคืออาวุธลับธุรกิจ

วิชาข่าวร้าย: เมื่อความไม่รู้น่ากลัวกว่าความตาย ให้ ‘ความจริง’ นำทาง

×

Share

ผู้เขียน