วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) จับมือ ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ (HPE) ประกาศลงทุนไม่จำกัดวงเงิน เปิดตัวบริการ “Co-Location As-a-Service” ให้สิทธิ์ตัวแทนจำหน่ายทุกรายใช้งานพื้นที่ศูนย์ข้อมูลโดยไม่มีค่าใช้จ่ายในปีแรก เพื่อลดภาระต้นทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานไอที พร้อมประกาศวิสัยทัศน์ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 39 ด้วยการมุ่งตอบแทนและเสริมความแข็งแกร่งให้แก่คู่ค้ากว่า 6,000 รายทั่วประเทศ
รุกบริการ Co-Location ฟรีปีแรก
สมศักดิ์ เพ็ชรทวีพรเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตอบแทนผู้ค้าหลักใน 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ Consumer, Commercial, Solution และ Device and Lifestyle โดยบริษัทไม่ได้มุ่งหวังผลกำไรเชิงพาณิชย์ หรือกำหนดเป้าหมายยอดขายจากบริการนี้ รูปแบบบริการคือการเปิดพื้นที่ Co-Location ให้คู่ค้าสามารถนำระบบบริหารจัดการข้อมูลภายใน เช่น ระบบ ERP เข้ามาใช้งาน
บริษัทเปิดให้คู่ค้าใช้งานโดยไม่มีค่าใช้จ่ายในปีแรก และคิดค่าบริการในอัตราร้อยละ 50 ของราคาที่ตั้งในปีถัดไป ซึ่งเชื่อว่า เป็นค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าราคาตลาด โดยสิทธิ์การใช้งานพื้นที่และทรัพยากรจะพิจารณาจากระดับของลูกค้าและยอดการสั่งซื้อสินค้ากับทางบริษัท ระบบดังกล่าวติดตั้งและเช่าพื้นที่ศูนย์ข้อมูลของ iNet ซึ่งคุณสมศักดิ์ระบุว่า วีเอสที อีซีเอส ไม่ได้เปิดบริการเพื่อแข่งขันกับผู้ให้บริการคลาวด์รายอื่น แต่เป็นทางเลือกเพื่อลดภาระต้นทุนการบริหารงานให้กับตัวแทนจำหน่าย
ขุมพลังคลาวด์และระบบความปลอดภัย HPE
พลาศิลป์ วิชิวานิเวศน์ กรรมการผู้จัดการ ประจำประเทศไทยและเวียดนาม ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ (HPE) กล่าวถึงเทคโนโลยีในโครงการนี้ว่า เป็นการใช้โซลูชันของ HPE แบบครบวงจร ประกอบด้วยแพลตฟอร์มคลาวด์แบบไฮบริด HPE GreenLake ซึ่งรองรับการขยายตัวตามปริมาณการใช้งาน ทำงานร่วมกับระบบ HPE Private Cloud Business Edition (PCBE) แบบ dHCI ที่สามารถขยายเครื่องเซิร์ฟเวอร์หรือพื้นที่จัดเก็บข้อมูลแยกส่วนกันได้ รวมทั้งมีการใช้ซอฟต์แวร์ HPE Morpheus Enterprise ในการบริหารจัดการคลาวด์ ทำงานแบบอัตโนมัติ และจัดการระบบคิดค่าใช้จ่าย
สำหรับระบบรักษาความปลอดภัย ได้ใช้ไฟร์วอลล์จาก Fortinet และซอฟต์แวร์จาก Kaspersky รวมทั้งเทคโนโลยี Immutability ของ HPE ที่กำหนดให้ข้อมูลที่บันทึกแล้วไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือถูกทำลายได้ เพื่อป้องกันความเสียหายกรณีระบบถูกโจมตีจากแรนซัมแวร์
ปรับแผนสต็อกรับมือวิกฤติชิป
คุณพลาศิลป์ กล่าวถึงปัญหาสินค้าไอทีขาดตลาดว่า เป็นผลมาจากการลงทุนพัฒนา AI และศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ระดับโลก ทำให้ซัพพลายเออร์ผลิตชิ้นส่วนไม่ทันต่อความต้องการ ส่งผลให้สินค้าเกิดภาวะขาดแคลนและมีการปรับราคาสูงขึ้น
คุณสมศักดิ์ระบุว่า บริษัทได้ปรับเปลี่ยนนโยบายการจัดเก็บสินค้าคงคลัง โดยขยายระยะเวลาจากเดิม 4-8 สัปดาห์ เพิ่มขึ้นเป็น 12 สัปดาห์ เพื่อให้มีสินค้าเพียงพอต่อการส่งมอบ พร้อมทั้งเตรียมใช้วิธีสั่งซื้อเครื่องเซิร์ฟเวอร์ในรูปแบบ Base Unit เข้ามาเก็บเป็นสต็อกไว้ล่วงหน้า เพื่อป้องกันผลกระทบจากการปรับขึ้นราคาของเวนเดอร์ และช่วยให้คู่ค้าสามารถรักษาราคาในกรณีที่ต้องเสนอโครงการกับหน่วยงานราชการ
นอกจากนี้ ในส่วนของต้นทุนค่าขนส่ง บริษัทยังคงแบกรับส่วนต่างที่อาจเกิดขึ้นจากความผันผวนของราคาน้ำมัน โดยยังไม่มีการปรับขึ้นค่าบริการจัดส่งสินค้าแต่อย่างใด
ขยายสาขารุก AI และพลังงานทดแทน
วีเอสที อีซีเอส มีแผนขยายสาขาในพื้นที่ต่างจังหวัดเพิ่มขึ้นจาก 11 แห่ง เป็น 16 แห่ง เพื่อจ้างพนักงานในพื้นที่และลดระยะเวลาการจัดส่งสินค้า โดยบริษัทสามารถจัดส่งสินค้าที่มีสต็อกในสาขาพื้นที่นั้นๆ ได้ภายในเวลา 3 ชั่วโมง ในด้านเทคโนโลยี AI บริษัทได้จัดซื้อเซิร์ฟเวอร์ AI จาก HPE จำนวน 12 เครื่อง โดย 1 เครื่องนำมาใช้สร้าง Knowledge Base เพื่อตอบคำถามพนักงานภายในองค์กร ส่วนอีก 11 เครื่องจะถูกส่งไปยังสาขาทั้ง 11 แห่ง เพื่อให้ตัวแทนจำหน่ายได้ทดลองใช้งานและพัฒนาซอฟต์แวร์ AI โดยบริษัทมีงบประมาณสนับสนุนค่าพัฒนาโปรแกรมให้กับพาร์ตเนอร์
นอกจากธุรกิจไอที บริษัทยังดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่สำรอง ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการเติบโตมากกว่าร้อยละ 100 เนื่องจากปัจจัยด้านราคาค่าไฟฟ้ายุคปัจจุบัน คุณสมศักดิ์ ยังกล่าวว่า ปัจจุบันสินค้าไอทีเป็นเครื่องมือจำเป็นในการดำเนินธุรกิจ องค์กรต่างๆ จำเป็นต้องอัปเกรดซอฟต์แวร์และนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งเป็นปัจจัยให้ตลาดไอทียังคงเติบโตต่อไปได้ แต่จะเป็น 1 หรือ 2 ดิจิต ไม่สามารถระบุได้
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
realme 16 Series 5G ชูกล้อง 200MP คว้า ‘เมธวิน’ แบรนด์แอมฯ
PumpRadar: แพลตฟอร์มเช็ก ‘ปั๊มไหนมี ปั๊มไหนหมด’ แบบเรียลไทม์
ทรูวิชั่นส์ ผนึก NTT Docomo ดึงซีรีส์-วาไรตี้ญี่ปุ่น 1,500 ตอน ลง TrueVisions Now



