Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

Mental Healthspan: เมื่อการมีสุขภาพจิตที่ดีคือคำตอบของชีวิตที่ยืนยาว

Mental Healthspan: เมื่อการมีสุขภาพจิตที่ดีคือคำตอบของชีวิตที่ยืนยาว

เมื่อพูดถึงการมีอายุยืนยาว (Lifespan) หรือการมีสุขภาพกายที่แข็งแรง (Healthspan) หลายคนมักมุ่งความสนใจไปที่การออกกำลังกายหรือการทานอาหารที่มีประโยชน์ แต่แท้จริงแล้ว “สุขภาพจิต” คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่กำหนดคุณภาพชีวิตในช่วงเวลาเหล่านั้น ภายในงาน Techsauce Healthspan festival 2026 ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข และโฆษกกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้พาไปทำความเข้าใจ “Mental Healthspan” หรือช่วงเวลาของการมีสุขภาพจิตที่ดี ซึ่งจะกลายเป็นกุญแจสำคัญสู่การมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีความสุข ท่ามกลางยุคสมัยที่ความเครียดและความวิตกกังวลกำลังกัดกินผู้คนทุกเจเนอเรชัน

เปิดสถิติ วิตกกังวลดีดตัว 1 ใน 7ประชากรโลกมีปัญหาสุขภาพจิต

ดร.นพ.วรตม์ ได้เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจ ปัจจุบันจำนวนผู้มีปัญหาสุขภาพจิตพุ่งสูงขึ้นถึง 1,000 ล้านคนทั่วโลก นับเป็น 1 ใน 7 ของประชากรโลก คิดเป็น ผู้หญิง 14.8% และผู้ชาย 13% ในจำนวนเลขที่มหาศาลนี้ กลับมีกลุ่มที่ได้รับการรักษาเพียง 1 ใน 10 ของทั้งหมด และงบประมาณสาธารณสุขด้านสุขภาพจิตที่ทั่วโลกจัดสรรไว้กลับมีเพียง 2% แสดงให้เห็นถึงปัญหาความเครียดที่เพิ่มขึ้น และความบกพร่องในการแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน

ด้านสถานการณ์ของประเทศไทยก็ย่ำแย่ไม่แพ้กัน ปัจจุบันมีคนไทยกว่า 13 ล้านคนที่ต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิต 1 ครั้งในช่วงชีวิต จากสถิติเผยว่ามีการพยายามฆ่าตัวตายเกิดขึ้นทุก ๆ 10 วินาที โดยมีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จทุก 2 ชั่วโมง หรือประมาณ 5,200 คนต่อปี ในจำนวนดังกล่าวโรคที่มีปริมาณมากที่สุดกลับไม่ใช่โรคซึมเศร้า (Depression) ที่มีจำนวน 4% ของประชากร แต่กลับเป็นโรควิตกกังวล (Anxiety) ที่มีจำนวนถึง 5% ของประชากร และอื่น ๆ อีก 1 – 2%

การเพิ่มขึ้นของปัญหาสุขภาพจิตยังส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพผู้คน ผ่านพฤติกรรมจัดการความเครียดแบบผิด ๆ เช่น การบริโภคอาหารที่มากขึ้นหรือการเสพสิ่งเสพติด เช่น เหล้า บุหรี่ เป็นต้น

ยิ่ง “แก่” ยิ่งมีสิทธิฆ่าตัวตาย : สำรวจความเสี่ยงในแต่ละเจน  เมื่อความแก่ในประสบการณ์ไม่ใช่ยาต้านความเหงา

ภาพจำของใครหลายคนเมื่อพูดถึงปัญหาสุขภาพจิต มักคุ้นเคยกับภาพของเจน Z ที่อยู่ภายใต้แรงกดดันได้ต่ำและมักออกมาแสดงออกกับสภาวะโรคซึมเศร้าที่ตนเองเผชิญอยู่ แต่ในความจริงแล้วเจนที่เผชิญความเสี่ยงกับการฆ่าตัวตายกลับเป็น Baby boomer ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่คนเดียวในต่างจังหวัด ประกอบกับความรู้สึกหมดคุณค่าในตัวเองจากความแก่ชราจนไม่สามารถใช้ชีวิตในแบบที่ตนเองเคยทำได้ในอดีต

เจนอื่น ๆ เองก็มีปัญหาในแบบฉบับของตนเอง เจน X มักจะประสบปัญหากับโรคซึมเศร้าจากการที่ต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและรับมือกับพนักงานรุ่นใหม่พร้อมควบคู่ไปกับการวางแผนเกษียณของตัวเอง เจน Y คือกลุ่มที่เรียกได้ว่าเป็น Sandwich Generation ที่ต้องรับศึกหนักจากการดูแลทั้งคนรุ่นบนและคนรุ่นล่าง ประกอบกับความตึงเครียดในสถานการณ์โลกในปัจจุบัน ความมั่นคงในหน้าที่การงานและเงินเก็บ ส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลมากในเจนนี้

ฝั่งเจน Z ถือเป็นกลุ่ม Lost Generation ที่สูญเสียช่วงเวลาสำหรับพัฒนาศักยภาพไปในช่วงการแพร่ระบาดของ Covid-19 และต้องปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรประกอบกับการเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นในโซเชียลมีเดีย ส่งผลให้เกิดการ Burn-out ได้ง่าย

อีกหนึ่งเจนที่มักถูกมองข้ามคือเจน Alpha ปัจจุบัน เจน Alpha ถือเป็นกลุ่มที่เติบโตมาในยุคที่ต้องแข่งขันกับ AI และมักสื่อสารกับเทคโนโลยีเป็นหลัก เด็กในเจนนี้จึงมักมีสภาวะเอาตนเองเป็นศูนย์กลาง (Self-Centered) เนื่องจากการตามใจของ AI

โมเดล 2 แกน : เมื่อการไม่ป่วยไม่เท่ากับสุขภาพจิตที่ดี

ดร.นพ.วรตม์ ได้อธิบายไว้ว่าเรื่องของสุขภาพจิตนั้นไม่ได้มีแค่ “ป่วย” กับ “ไม่ป่วย” เท่านั้น แต่เราต้องมองการทำงานของร่างกายให้เป็น 2 แกนที่ทำงานร่วมกัน ในแกนนอนเป็นมิติที่ทุกคนมักให้ความสนใจ คือการ ป่วย – ไม่ป่วย ในทางจิตเวช เช่น โรคซึมเศร้าหรือวิตกกังวล ส่วนแกนตั้งคือมุมของสภาวะจิตใจ เช่น ความเชื่อมั่น ความสุข และความพึงพอใจในตัวเอง

ซึ่งสามารถเปรียบเทียบการทำงานร่วมกันของสองแกนนี้ได้เหมือนกับคนที่มีร่างกายแข็งแรงจากการเล่นกล้าม (มี Wellbeing สูงในแกนตั้ง) หากถูกรถชน (เปรียบเหมือนการป่วยในแกนนอน) เขาก็ยังได้รับบาดเจ็บอยู่ดี แต่การที่มีต้นทุนทางใจที่ดีจะช่วยให้เขา “บาดเจ็บน้อยกว่า” หรือฟื้นตัวได้ดีกว่าคนที่มีต้นทุนทางใจต่ำ

งานวิจัยในปี 2023 ยังสนับสนุนว่าการจะมีชีวิตที่ยืนยาวไม่ได้หมายความว่าต้องปราศจากโรคทางจิตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีสุขภาวะทางจิต (Subjective Wellbeing) ที่ดี 3 อย่าง ประกอบไปด้วย การมองโลกในแง่ดี (Optimistic) การมีความสุขในปัจจุบัน (Happiness) และความพึงพอใจในชีวิต (Life Satisfaction) งานวิจัยชี้ว่าการมีองค์ประกอบครบทั้ง 3 อย่างนี้จะส่งผลให้อายุยืนยาวขึ้นได้ประมาณ 2.8 – 4.2 ปี หลังอายุ 50 เป็นต้นไป

นอกจากนี้การมี “สติ” และเข้าใจพฤติกรรมการแสดงออกทางความเครียดของตนเองก็เป็นสิ่งสำคัญ บางคนอาจรู้สึกวิตกกังวล คิดอะไรไม่ออกหรือรู้สึกแย่ บางคนแสดงออกผ่านอาการคิดวกวน ฟุ้งซ่าน หรือบางคนแสดงออกผ่านพฤติกรรม เช่น กระสับกระส่ายหรือหัวใจเต้นเร็ว ดังนั้นการเข้าใจตนเองและพูดคุยกับตัวเองอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลให้เรามีสติ และรู้วิธีรับมือแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง

Grit & Growth Mindset : สองอาวุธทางใจฝ่าวิกฤตในยุคโกลาหล

ท้ายที่สุดท่ามกลางโลกที่อยู่ในความวุ่นวาย การแก้ไขอุปสรรคในชีวิตไม่ควรมองเป็นเพียงปัญหาที่คอยเหนี่ยวรั้งเราไว้ แต่เราควรมองมันในแง่บวก (Growth Mindset) เปลี่ยนมันให้เป็นครูที่คอยมอบบทเรียนให้แก่เรา และช่วยให้เราเติบโตไปข้างหน้า เคล็ดลับที่ได้ผลกับทุกปัญหาคือการเติมคำว่า “ยัง” (Yet) ลงไป เช่น “เรายังรับมือกับมันไม่ได้” หรือ “เรายังทำโจทย์ข้อนี้ไม่ได้” สิ่งนี้จะช่วยให้ชีวิตมีความหวังและสามารถก้าวข้ามอุปสรรคไปได้

เมื่อมี Mindset ที่ถูกต้อง สิ่งที่ต้องมีตามมาคือความทรหดอดทนและการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง (Grit) แม้ว่าจะต้องเผชิญกับอุปสรรคใด ๆ ก็ตาม ในทุก ๆ สมการของความสำเร็จ หัวใจสำคัญคือ “ความพยายาม” หากขาดความพยายามไป ต้นทุนเดิมหรือทักษะที่มีอยู่ก็จะไม่สามารถนำพาเราไปสู่ความสำเร็จได้ ดังนั้นจงอย่าเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น อาจจะก้าวเดินช้ากว่าใครบ้างก็ไม่เป็นไร ขอเพียงแค่เลือกที่จะก้าวเดินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งก็พอ

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ถอดรหัส Health Span สไตล์ ‘สาระ ล่ำซำ’

นวัตกรรม GLP-1: เทคโนโลยีจัดการโรคอ้วนเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน

×

Share

ผู้เขียน