ท่ามกลางการแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกที่เน้นการทำราคาและโปรโมชัน พฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนผ่านสู่การมองหาความคุ้มค่าที่มาพร้อมคุณภาพ แม้กระแส K-Pop ในไทยปัจจุบันอาจจะถูกท้าทายและแบ่งเค้กความนิยมจากวัฒนธรรมอื่น ๆ เช่น จีน หรือญี่ปุ่นที่เข้ามาตีตลาดอย่างหนัก
แต่บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ยังคงมองเห็นโอกาสที่มากกว่านั้น จึงได้ตัดสินใจเดินหมากสำคัญด้วยการเปิดตัวร้าน “No Brand” (โนแบรนด์) ร้านค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคสแตนด์อโลนแห่งแรกในประเทศไทย ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Emart หนึ่งในผู้นำธุรกิจค้าปลีกระดับโลกจากเกาหลีใต้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านรีเทลและเน้นการส่งมอบความคุ้มค่า
ปรัชญา ‘ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็น ’สู่กลยุทธ์ด้านราคาที่จับต้องได้
ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคมีความอ่อนไหวต่อราคามากขึ้น โดยข้อมูลในปี 2568 พบว่า ผู้บริโภคกว่า 79% ติดตามราคาสินค้าในชีวิตประจำวันอย่างใกล้ชิด เซ็นทรัล รีเทล เลือกใช้โมเดลธุรกิจของ No Brand ที่มีแนวคิด “คงไว้เฉพาะคุณภาพ และตัดทุกสิ่งที่ไม่จำเป็นออก”
ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลที่ยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง โดยการคัดสรรสินค้าอย่างมีกลยุทธ์ผ่านการตัดองค์ประกอบที่ไม่จำเป็นออกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์ที่หรูหราสะดุดตาจนเกินความจำเป็นหรือการโฆษณา เพื่อมุ่งเน้นเฉพาะปัจจัยหลักคือราคาและคุณภาพ ทำให้สินค้ากว่า 45% ภายในร้านมีราคาต่ำกว่า 100 บาท เพื่อให้การใช้จ่ายของลูกค้าอยู่บนทางเลือกที่สมเหตุสมผลและสอดรับกับการบริโภคในชีวิตประจำวัน
Byoung-Kan Roh, Head of No Brand Division, Emart กล่าวว่า ความร่วมมือกับเซ็นทรัล รีเทล ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ Emart ในการขยายธุรกิจสู่ตลาดไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดค้าปลีกที่มีศักยภาพสูงที่สุดในเอเชีย ความแข็งแกร่งของเซ็นทรัล รีเทล ทั้งในด้านความเข้าใจผู้บริโภคไทย ศักยภาพการดำเนินธุรกิจ และเครือข่ายค้าปลีกแบบครบวงจร
“ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรามั่นใจในการร่วมสร้างการเติบโตในระยะยาวร่วมกัน”
ตลอดระยะเวลากว่า 11 ปีที่ผ่านมา โมเดลของ No Brand ได้รับความไว้วางใจจนมีสาขามากกว่า 270 แห่งในเกาหลีใต้ และขยายการส่งออกสินค้าไปยังกว่า 20 ประเทศทั่วโลก
เจาะอินไซต์ K-Content สู่การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ระดับโลก
การนำ No Brand เข้ามาทำตลาดในไทยสอดรับกับข้อมูลภาพรวมตลาด K-Content ทั่วโลกที่มีมูลค่าสูงถึง 7.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.7 ล้านล้านบาทในปี 2567 และคาดการณ์ว่าจะขยายตัวแตะ 1.43 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5.1 ล้านล้านบาทภายในปี 2573
สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจาก UN Comtrade สะท้อนถึงความนิยมของสินค้าจากเกาหลีที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดการนำเข้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 8.3% ต่อปี ในช่วงปี 2562 ถึง 2567 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไทยเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญที่เติบโตไปพร้อมกับเทรนด์ดังกล่าว

ธนวัตร จิรจริยาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า ในปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่หันมาให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าที่มาพร้อมคุณภาพมากขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านสู่พฤติกรรมแบบ Smart Value และ Smart Shopper ที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการเลือกซื้อสินค้า และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ผลักดันให้อุตสาหกรรมค้าปลีกต้องปรับตัวในเชิงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันกระแสวัฒนธรรมเกาหลี หรือ K-Content ยังคงได้รับความนิยมทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงดีมานด์ของผู้บริโภคที่เปิดรับสินค้าและประสบการณ์ของเกาหลีมากขึ้น
กลยุทธ์ทำเลและ Local Adaptation เพื่อเข้าถึงชีวิตประจำวัน
ด้าน จักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด, ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ให้ข้อมูลว่า การเปิดตัวสาขาแรกที่เซ็นทรัล บางนา บนพื้นที่กว่า 250 ตารางเมตร เป็นการเลือกทำเลเชิงกลยุทธ์ที่ตั้งอยู่ใกล้กับ TOPS FOOD HALL ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าสาขาที่มียอดขายสูงสุด เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายครอบครัวระดับ Mid-to-High Income ที่พร้อมเปิดรับสินค้าใหม่ ตัวร้านถูกออกแบบในสไตล์ Convenient Shop ที่เข้าง่ายออกง่ายเพื่อตอบโจทย์ลูกค้า 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มที่เน้นความสะดวกสบาย กลุ่มคนรักอาหารเกาหลี กลุ่มผู้นำเทรนด์ และกลุ่มที่ใส่ใจการดูแลตัวเอง
กลยุทธ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ CRC ไม่ได้นำเข้าสินค้าเกาหลีเพียงอย่างเดียว แต่มีการปรับตัวให้เข้ากับบริบทท้องถิ่นหรือ Local Adaptation โดยการนำเสนอสินค้าประเภท Street Food เข้าไปด้วย เช่น โอเด้ง กาแฟ ชานม หรือของทอดเสียบไม้ ซึ่งเป็นรูปแบบที่สาขาในเกาหลีไม่มี แต่มีการปรับสไตล์มาวางขายที่หน้าร้านในไทยเพื่อให้เป็นร้านที่คนสามารถซื้อของกินของใช้ได้ทุกวัน

ภายในร้านมีสินค้าจำหน่ายรวม 2,200 รายการ แบ่งเป็นสินค้านำเข้าจากเกาหลี 70% ซึ่งในจำนวนนี้เป็นสินค้า Exclusive จากร้าน No Brand 390 รายการ และอีก 30% เป็นสินค้าไทยเพื่อให้มีความหลากหลายและครบครัน
Win-Win Synergy และโรดแมปสู่จุดหมายค้าปลีกระดับโลก
เบื้องหลังการเปิดสาขาสแตนด์อโลนคือการต่อยอดจากความสำเร็จที่พิสูจน์แล้วจากการทดลองตลาด โดยในช่วง 3 ถึง 5 ปีที่ผ่านมา สินค้าเกาหลีในท็อปส์มียอดขายเติบโตต่อเนื่องโดยเฉพาะกลุ่มสินค้า HBC และ Snack
“ที่ผ่านมา เราได้นำสินค้า No Brand เข้ามาจำหน่ายที่ร้านท็อปส์ และได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการเติบโตของยอดขาย การซื้อซ้ำ และความเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้า โดยมียอดขายเติบโต 1.5 เท่าในปี 2568 เมื่อเทียบกับปี 2566 ขณะเดียวกัน การขยายจำนวนสินค้า No Brand ในร้านท็อปส์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราเล็งเห็นถึงโอกาสของการเติบโตที่แข็งแกร่งและมั่นคงของ No Brand ในประเทศไทย” คุณธนวัตร กล่าว
การเปิดสาขานี้จึงเป็นการสร้าง Win-Win Synergy เพราะปัจจุบันมีสินค้า No Brand วางจำหน่ายอยู่ในท็อปส์กว่า 170 สาขาประมาณ 20% ของจำนวนสินค้าทั้งหมด สแตนด์อโลนแห่งนี้จึงเปรียบเสมือนจุดหมายปลายทางที่ช่วยสร้างประสบการณ์และเพิ่มการมองเห็นแบรนด์ ซึ่งจะส่งผลดีกลับไปยังยอดขายของท็อปส์ด้วยเช่นกัน
สำหรับแผนงานในอนาคต เซ็นทรัล รีเทล เตรียมเปิดสาขาที่ 2 ภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ และตั้งเป้าหมายขยายสาขา No Brand ในประเทศไทยเพิ่มเป็น 10 สาขาภายในปี 2571 เพื่อมุ่งสู่การเป็น Thailand’s Daily K-Flavor Destination และขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็น World-Class Grocery Destination อย่างยั่งยืน
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ขับเคลื่อน Health Span ด้วยเทคโนโลยีและการป้องกัน
LINE MAN Wongnai ประกาศ 685 ร้าน Users’ Choice เปิดตัวรางวัลบุคคลแห่งปีด้านอาหารครั้งแรก



