จากเมืองที่เคยเผชิญน้ำท่วมซ้ำซากจนกลายเป็นข่าวใหญ่ระดับประเทศ วันนี้นครปฐมกำลังกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ต้นแบบด้านการบริหารจัดการน้ำที่ถูกจับตามองมากที่สุดแห่งหนึ่งของไทย ไม่ใช่เพียงเพราะสามารถลดระยะเวลาน้ำท่วมขังในเขตเมืองจาก 3–5 วัน เหลือเพียง 3–5 ชั่วโมง แต่เพราะกำลังพยายามพิสูจน์ว่า “การจัดการน้ำ” ไม่ได้หมายถึงการป้องกันภัยพิบัติเพียงอย่างเดียว หากยังเป็นการรักษาฐานเศรษฐกิจและความมั่งคั่งของพื้นที่ไปพร้อมกัน
เวทีเสวนา “พลิกน้ำพลิกชีวิต โมเดลชุมชนจากรอดสู่รวย” ภายในงาน Water Resilience Forum 2/2026 – Water Economy พลิกน้ำ สร้างชาติ – ได้สะท้อนภาพดังกล่าวผ่านประสบการณ์ของภาคประชาชน นักพัฒนา เยาวชน และผู้ปฏิบัติงานจริงในพื้นที่ ตั้งแต่นครปฐม เชียงราย พะเยา ไปจนถึงสุโขทัย ซึ่งต่างเผชิญโจทย์ร่วมกันคือ “จะอยู่กับน้ำอย่างไร” ในวันที่ความผันผวนของสภาพอากาศกำลังรุนแรงขึ้นทุกปี
จากวิกฤติน้ำท่วม สู่จุดเปลี่ยนของ “นครปฐมโมเดล”
ประเชิญ คนเทศ ผู้จัดการมูลนิธิลุ่มน้ำท่าจีนนครปฐม เล่าย้อนถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของจังหวัดนครปฐมว่า จุดเริ่มต้นสำคัญเกิดจากความสาหัสของวิกฤตน้ำท่วมปี 2554 และปี 2564 ซึ่งทำให้พื้นที่ต้องเผชิญความเสียหายอย่างหนัก
“ปี 54 เราสาหัสมาก” คือคำอธิบายสั้น ๆ ที่สะท้อนบาดแผลของพื้นที่ในช่วงเวลานั้น ก่อนที่ภาคประชาสังคมจะเริ่มขยับทำงานร่วมกับมูลนิธิ SCG และต่อยอดสู่การได้รับทุนวิจัยจากหน่วยงานภาครัฐ จนนครปฐมกลายเป็นหนึ่งในห้าจังหวัดนำร่องด้านการจัดการน้ำของประเทศ โดยมีภาคประชาชนเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน
อีกจุดเปลี่ยนสำคัญคือการทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ซึ่งคุณประเชิญระบุว่าเป็น “หุ้นส่วน” สำคัญของการพัฒนา รวมถึงการนำศาสตร์พระราชาและหลักการทรงงานมาใช้เป็นแกนในการทำงานวิจัยและสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน
“ถ้าประชาชนไม่มากับเรา ไม่มีทางสำเร็จ”
ประโยคสั้น ๆ นี้กลายเป็นหัวใจสำคัญของนครปฐมโมเดล เพราะการจัดการน้ำในมุมมองของพื้นที่ ไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่คือการสร้างการมีส่วนร่วมจากชุมชนและการใช้ข้อมูลในอดีตเพื่อวางแผนรับมืออนาคต
“รอด” อย่างเดียวไม่พอ แต่ต้อง “รวย” ด้วย
สิ่งที่ทำให้นครปฐมโมเดลแตกต่างจากการจัดการน้ำทั่วไป คือการมองน้ำเชื่อมโยงกับโครงสร้างเศรษฐกิจของจังหวัดโดยตรง
คุณประเชิญอธิบายว่า นครปฐมเป็นพื้นที่ที่มีทั้งข้าว ปลา พืชไร่ พืชสวน และผลไม้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารซึ่งมีมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาท รวมถึงอุตสาหกรรมพลาสติกเพื่อบรรจุภัณฑ์อาหารอีกกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท
ขณะเดียวกัน พื้นที่สวนส้มโอซึ่งเคยได้รับผลกระทบหนักจากน้ำท่วมปี 2554 จนเหลือผลผลิตเพียง 10% และต้องใช้เวลาฟื้นฟูนานถึง 5 ปีนั้น มีมูลค่าทางเศรษฐกิจระดับพันล้านบาท
“ถ้าท่วมตาย เท่ากับเงินหายไปพันล้าน”
นี่จึงเป็นเหตุผลที่นครปฐมเริ่มใช้ “ข้อมูลภูมิสังคม” มาวางแผนจัดการน้ำอย่างจริงจัง ตั้งแต่การเฝ้าระวังน้ำจากลุ่มน้ำทางภาคเหนือ การติดตามปริมาณน้ำจากเขื่อน ไปจนถึงการทำ Geo Social Map เพื่อวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงและเส้นทางน้ำหลากในระดับพื้นที่จริง
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือพื้นที่อำเภอนครชัยศรี ซึ่งเคยต้องใช้งบเยียวยาความเสียหายปีละกว่า 20 ล้านบาทจากปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก แต่ในปีล่าสุด จังหวัดใช้งบประมาณเพียง 2 แสนบาทเพื่อปิดประตูระบายน้ำในจุดสำคัญอย่างคลองขุนแก้วและคลองประชานาคา จนสามารถลดความเสียหายได้อย่างมีนัยสำคัญ
“เราจะไม่รวยได้ยังไง”
คุณประเชิญกล่าวพร้อมอธิบายว่า การป้องกันน้ำได้ ไม่ได้หมายถึงแค่การลดความเสียหาย แต่คือการรักษา GDP ทั้งระบบของจังหวัดไว้ได้พร้อมกัน
ผลลัพธ์ที่เห็นชัดอีกด้านคือประสิทธิภาพการระบายน้ำในเขตเมือง ซึ่งจากเดิมที่เคยต้องใช้เวลา 3–5 วัน วันนี้สามารถบริหารจัดการได้ภายใน 3–5 ชั่วโมง ผ่านการทำงานเชิงรุกและการใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ
ช่องว่างของ “ข้อมูล” ในวันที่ภัยพิบัติเกิดขึ้นจริง
ในอีกด้านหนึ่ง ประสบการณ์จากพื้นที่เชียงรายและพะเยา ซึ่งถูกถ่ายทอดโดย วรสถิตย์ บัวแดง โค้ชกล้าชุมชนมูลนิธิ SCG ได้สะท้อนภาพของ “ช่องว่าง” ที่ยังเกิดขึ้นจริงในภาคสนาม
คุณวรสถิตย์เล่าว่า เดิมไม่ได้ทำงานด้านการจัดการน้ำ แต่เข้ามาทำงานอาสาสมัครช่วยเหลือชุมชน กระทั่งในปี 2567 พื้นที่นิเวศการเรียนรู้ที่กำลังสร้างในอำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา ถูกน้ำท่วมเสียหายทั้งหมดในคืนเดียว และจนถึงวันนี้ยังต้องแบกรับภาระหนี้สินจากเหตุการณ์ดังกล่าว
หลังจากนั้น เขาเริ่มทำงานร่วมกับอาสาสมัครในพื้นที่เชียงรายและน่าน ก่อนพบปัญหาจริงของการจัดการภัยพิบัติ ตั้งแต่การขาดแคลนอาหาร การไม่มีแผนที่กระจายความช่วยเหลือ ไปจนถึงระบบข้อมูลที่ไม่เชื่อมต่อกัน
“อาหารจัดได้แค่ห้าร้อยกล่อง แต่คนเดือดร้อนมีเป็นหมื่น”
เขายังเล่าถึงผลกระทบทางจิตใจของผู้ประสบภัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุในชุมชน ซึ่งหลายคนสูญเสียความหวังจากการถูกน้ำท่วมซ้ำซาก และมีผู้ที่คิดอยากฆ่าตัวตายไม่น้อยกว่า 14 คนในพื้นที่ที่ลงไปทำงานเยียวยา
ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดการตั้งคำถามสำคัญว่า เหตุใดชุมชนจำนวนมากจึงยังไม่รู้แม้กระทั่งว่า “พื้นที่ปลอดภัย” ของตัวเองอยู่ตรงไหน
ผลจากการทำวิจัยเชิงปฏิบัติการร่วมกับชุมชน จึงนำไปสู่ข้อเสนอสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ การสร้างฐานข้อมูล Geo Social Map การพัฒนาอาสาสมัครชุมชน และการนำเทคโนโลยีเข้ามาเสริมระบบเตือนภัยและจัดการข้อมูลในภาวะฉุกเฉิน
“อย่างน้อยทุกชุมชนควรรู้ว่าพื้นที่ปลอดภัยของตัวเองอยู่ที่ไหน”
คือข้อเสนอที่เขามองว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดสำหรับพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมในประเทศไทย
“น้องเฝ้าน้ำ” เมื่อเยาวชนเปลี่ยนประสบการณ์น้ำท่วมเป็นระบบเตือนภัย
อีกหนึ่งภาพสะท้อนสำคัญของเวทีนี้ คือบทบาทของเยาวชนจากจังหวัดเชียงราย ได้แก่ กิตตินันท์ สงคำ และณัฐนนท์ เขื่อนทา ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม “น้องเฝ้าน้ำ” จากประสบการณ์ตรงของเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เชียงรายในปี 2567
ทั้งสองคนอธิบายว่า ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “ไม่มีข้อมูล” แต่คือข้อมูลกระจัดกระจายอยู่ตามหลายหน่วยงาน มีมาตรฐานต่างกัน และประชาชนจำนวนมากเข้าไม่ถึงข้อมูลที่เข้าใจง่ายหรือใช้ตัดสินใจได้จริง
จากปัญหาดังกล่าว จึงเกิดการพัฒนาระบบ “น้องเฝ้าน้ำ” ซึ่งประกอบด้วยเว็บไซต์และ Line Chatbot ที่รวบรวมข้อมูลน้ำมาไว้ในแพลตฟอร์มเดียว พร้อมแสดงสถานการณ์น้ำ ระดับความเสี่ยง พื้นที่เสี่ยง และคำแนะนำในการปฏิบัติตัวสำหรับประชาชน
ระบบยังสามารถคาดการณ์ระดับน้ำล่วงหน้าได้ 3 ชั่วโมงผ่านเทคโนโลยี Deep Learning โดยใช้ข้อมูลจากสถานีวัดระดับน้ำหลายจุดร่วมกับกฎทางฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์และลดข้อจำกัดของ AI แบบ “Black Box”
“สิ่งที่ประชาชนอยากรู้ที่สุดคือ อีกสามชั่วโมงข้างหน้า น้ำจะสูงแค่ไหน เพื่อให้ตัดสินใจอพยพได้ทัน”
กิตตินันท์อธิบายถึงเป้าหมายสำคัญของระบบ ขณะที่อีกฟังก์ชันหนึ่งคือระบบ SOS ซึ่งเปิดให้ประชาชนส่งพิกัดและแจ้งความต้องการ เช่น อาหาร ยา หรือทีมแพทย์ฉุกเฉิน ไปยังศูนย์บัญชาการกลาง เพื่อช่วยให้หน่วยงานสามารถกระจายความช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ปัจจุบัน ระบบดังกล่าวเริ่มทำงานร่วมกับเทศบาลนครเชียงราย กรมชลประทาน และหน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของจังหวัดเชียงราย เพื่อเตรียมนำระบบไปใช้งานจริงในช่วงฤดูฝนที่จะถึงนี้
จากนครปฐมสู่สุโขทัย: เมื่อการจัดการน้ำต้องอาศัย “ข้อมูลร่วม”
บทเรียนจากนครปฐม เชียงราย และพะเยา ยังถูกส่งต่อไปยังพื้นที่ลุ่มน้ำอื่นของประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดสุโขทัย ซึ่งยังเผชิญปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งซ้ำซากจากข้อจำกัดของลุ่มน้ำยมที่ไม่มีเขื่อนขนาดใหญ่
ณัฐิญา เทพสุทิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กล่าวในเวทีว่า สิ่งสำคัญที่เห็นจากเวทีนี้คือการใช้ Data และการบูรณาการข้อมูลน้ำร่วมกันระหว่างหน่วยงานและชุมชน ซึ่งยังเป็นช่องว่างสำคัญของหลายพื้นที่ในปัจจุบัน
“ถ้าข้อมูลไปถึงชุมชนจริง และทุกฝ่ายเข้าใจข้อมูลร่วมกัน ก็จะช่วยทั้งการป้องกันและการกู้ภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”
ท้ายที่สุด เวทีเสวนาครั้งนี้อาจไม่ได้กำลังพูดถึง “การจัดการน้ำ” ในความหมายเดิมอีกต่อไป แต่กำลังสะท้อนว่า ในโลกที่ภัยพิบัติรุนแรงขึ้นทุกปี ความอยู่รอดของพื้นที่อาจขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้ข้อมูล เชื่อมคนหลายรุ่น หลายหน่วยงาน และสร้างระบบตัดสินใจที่เร็วพอ ก่อนที่น้ำจะมาถึงจริง



