อายุคนกำลังยืนยาวขึ้น แต่อายุงานกลับมีแนวโน้มสั้นลง นี่คือโจทย์ใหญ่ที่คนทำงานยุคใหม่ต้องเผชิญ เมื่อแนวคิด “ทำงานถึงอายุ 60 แล้วเกษียณ” อาจไม่สอดคล้องกับโลกที่มนุษย์มีอายุขัยยาวขึ้น ขณะที่เทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI กำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานและอาชีพอย่างรวดเร็ว
บนเวที MISSION TO THE MOON FORUM 2026 ภายใต้ธีม “WORK-LIFE EVOLUTION เมื่อโลกวิวัฒนาการ ชีวิตและการทำงานต้องเติบโตไปด้วยกัน” ในหัวข้อ “THE DEATH OF 60-YEAR-OLD RETIREMENT อิสรภาพไม่ต้องรอจนอายุ 60” จักรพงษ์ เมษพันธุ์ หรือ THE MONEY COACH ได้ชวนคนทำงานทบทวนแนวคิดเรื่องการเกษียณใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะมายาคติที่ว่า การสะสมเงินก้อนใหญ่ไว้ใช้หลังหยุดทำงานคือคำตอบสุดท้ายของความมั่นคงทางการเงิน
คุณจักรพงษ์ชี้ให้เห็นว่า แนวคิดการเกษียณอายุแล้วหยุดทำงานเมื่ออายุ 60 ปี กลายเป็นพิมพ์เขียวที่ล้าสมัยและมีความเสี่ยงมากขึ้นในโลกปัจจุบัน การวิ่งไล่กวดเป้าหมาย “เก็บเงินก้อนใหญ่ไว้ใช้ยามแก่” อาจไม่ใช่คำตอบที่ปลอดภัยอีกต่อไป ในวันที่มนุษย์มีอายุขัยยืนยาวขึ้นอย่างก้าวกระโดด สวนทางกับอายุงานที่อาจสั้นลงจากแรงกดดันของเทคโนโลยี
สิ่งที่น่ากังวลจึงไม่ใช่เพียงการมีชีวิตหลังวัยทำงานยาวนานขึ้น แต่คือช่องว่างระหว่าง “อายุคน” ที่เพิ่มขึ้น กับ “อายุงาน” ที่อาจสั้นลงจากผลกระทบของ AI และการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน ซึ่งอาจทำให้หลายคนต้องเผชิญช่วงเวลาหลายสิบปีที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ไม่สามารถพึ่งพารายได้จากงานเดิมได้อีกต่อไป
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการมีเงินก้อนในวันเกษียณ แต่คือการสร้างระบบชีวิตที่ยังสามารถสร้างรายได้ต่อเนื่องได้ในระยะยาว โดยเปลี่ยนโฟกัสจากการถือเงินก้อน มาเป็นการสร้างกระแสเงินสด หรือ Cash Flow และใช้ทักษะมนุษย์เป็นฐานในการหารายได้ต่อไป
“อายุยืน” ความเสี่ยงทางการเงินของยุคใหม่
ในอดีต ความเสี่ยงครั้งใหญ่ของชีวิตคือการด่วนจากไปก่อนวัยอันควร และทิ้งให้คนข้างหลังต้องเผชิญปัญหาทางการเงิน แต่ในปัจจุบัน ความเสี่ยงกำลังพลิกกลับด้าน เมื่อมนุษย์มีแนวโน้มอายุยืนขึ้น
คุณจักรพงษ์ระบุว่า ด้วยวิทยาการทางการแพทย์ สถิติเฉลี่ยของคนไทยอายุยืนขึ้นมาอยู่ที่ 79 ปี ขณะที่ผู้หญิงมีอายุเฉลี่ยยืนยาวขึ้นไปถึง 83 ปี ส่งผลให้ช่วงเวลาหลังเส้นชัยการทำงานแบบเดิม คืออายุ 60 ปี อาจยาวนานถึง 20-25 ปี
ความเสี่ยงของคนยุคนี้จึงไม่ใช่เพียงการจากไปเร็วเกินไป แต่คือการ “อยู่นานเกินไปแต่เงินไม่พอใช้” ดังนั้น การตั้งเป้าหยุดทำงานทันทีเมื่ออายุ 60 ปี จึงอาจไม่ใช่ทางเลือกที่มั่นคงสำหรับคนยุคใหม่อีกต่อไป
ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างชัดเจน โดยมีคนอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของประชากร และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สิ่งที่น่ากังวลคือ ผู้สูงอายุจำนวนมากอาจไม่สามารถดูแลตัวเองได้ในยามแก่เฒ่า และต้องพึ่งพารัฐบาลหรือคนอื่นในการดำรงชีวิต
เมื่ออายุคนยาวขึ้น แต่อายุงานสั้นลง
หากด้านหนึ่งของปัญหาคืออายุขัยที่ยืนยาวขึ้น อีกด้านหนึ่งคืออายุงานที่อาจสั้นลงจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
คุณจักรพงษ์ชี้ว่า โลกกำลังเผชิญแรงกดดันจาก AI และการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน โดยอ้างถึงรายงาน Future of Jobs ที่ระบุว่างานจำนวนมากทั่วโลกอาจหายไป และทักษะที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจำนวนมากจะเปลี่ยนไป ขณะที่ในประเทศไทยมีการประเมินว่า งาน 8.7 ล้านตำแหน่งอาจได้รับผลกระทบจาก AI
เขายังยกตัวอย่างจากประสบการณ์ตรงว่า ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีคนวัย 20 กว่าและ 30 ต้น ๆ ส่งคำถามเข้ามาที่ The Money Coach จำนวนมาก โดยเล่าถึงปัญหาการตกงาน กลุ่มงานที่ได้รับผลกระทบมีทั้งงาน Admin และ Graphic ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแรงกระเพื่อมของ AI ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป
เมื่ออายุคนยาวขึ้น แต่อายุงานสั้นลง ช่องว่างทางการเงินจึงอาจขยายกว้างขึ้น คุณจักรพงษ์ชี้ว่า หากไม่เตรียมตัว คนจำนวนมากอาจต้องใช้ชีวิตอยู่บนโลกที่ไม่ต้องการทักษะเดิมของตนเองอีกต่อไปเป็นเวลาหลายสิบปี
เงินเฟ้อ: ศัตรูเงียบของเงินก้อนหลังเกษียณ
เมื่ออายุคนยืนยาวขึ้น สิ่งที่ตามมาคือความจำเป็นในการมีเงินเพียงพอสำหรับชีวิตหลังวัยทำงานที่ยาวนานขึ้น แต่โจทย์นี้ซับซ้อนขึ้นจากเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นตัวกัดกินมูลค่าที่แท้จริงของเงินเก็บ
สมมติว่ามีเงิน 10 ล้านบาท ณ วันที่เกษียณ หากบริหารจัดการลงทุนไม่เป็น มูลค่าอำนาจซื้อของเงินก้อนนี้อาจลดลงเกินครึ่งภายในเวลา 30 ปี และอาจหมดลงอย่างรวดเร็ว
คุณจักรพงษ์ชี้ว่า คนที่เกษียณแล้วบริหารจัดการเงินไม่เป็น หรือลงทุนไม่เป็น ย่อมเผชิญความเสี่ยงมากขึ้น เพราะเงินก้อนไม่ได้อยู่นิ่งในโลกที่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้แต่หลักคิดแบบ Four Percent Rule หรือการถอนเงินออกมาใช้ปีละ 4% จากเงินก้อนหลังเกษียณ ก็ยังต้องเผชิญความท้าทายจากเงินเฟ้อและความผันผวนของตลาดลงทุน
สิ่งนี้สะท้อนว่า การมีเงินก้อนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป หากขาดความรู้ในการบริหารจัดการเงินและการลงทุนหลังเกษียณ
Sandwich Generation เมื่อคนรุ่นลูกต้องรับภาระคนรุ่นพ่อแม่
อีกหนึ่งภาพสะท้อนสำคัญของวิกฤติเกษียณคือ ผู้สูงอายุจำนวนมากยังต้องพึ่งพาลูกหลานเป็นแหล่งรายได้หลักหลังเกษียณ
คุณจักรพงษ์ชี้ว่า คนเกษียณจำนวนไม่น้อยยังต้องทำงานต่อ ขณะที่แหล่งเงินใช้หลังเกษียณของหลายคนมาจากลูกหลานเป็นหลัก สิ่งนี้ทำให้เกิดภาวะ Sandwich Generation หรือคนรุ่นกลางที่ต้องดูแลทั้งพ่อแม่และครอบครัวของตัวเองในเวลาเดียวกัน
หากคนรุ่นพ่อแม่ไม่เตรียมตัว คนรุ่นลูกย่อมต้องแบกรับภาระทางการเงิน และหากคนรุ่นลูกไม่เตรียมตัวเช่นกัน ปัญหาเดียวกันนี้ก็อาจถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นถัดไป
ประเด็นนี้ทำให้การวางแผนเกษียณไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของคนคนเดียวเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่กระทบต่อครอบครัวและโครงสร้างสังคมโดยรวม
นิยามใหม่ของอิสรภาพทางการเงิน: โฟกัส Cash Flow ไม่ใช่เงินก้อน
การมุ่งเป้าเก็บเงินก้อนใหญ่ระดับ 10-20 ล้านบาท เป็นแนวคิดที่มีความเปราะบางสูง เพราะพฤติกรรมของคนเกษียณจำนวนมากมักใช้เงินก้อนนี้หมดไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉลี่ยสูญเสียไปกว่า 30% ภายใน 2 ปีแรก
แนวทางที่คุณจักรพงษ์เสนอคือ การเปลี่ยนจากการมองหาเงินก้อน มาเป็นการสร้างกระแสเงินสด หรือ Cash Flow และ Passive Income ให้ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบคลุมรายจ่ายในชีวิตประจำวัน
Passive Income ในที่นี้อาจมาจากดอกเบี้ย เงินปันผล ค่าเช่า ค่าลิขสิทธิ์ หรือรายได้ที่เข้ามาสม่ำเสมอโดยไม่จำเป็นต้องทำงานตลอดเวลา แต่สำหรับโลกยุคใหม่ Passive Income อาจไม่ใช่เพียงทางเลือก หากเป็น “ทางรอด” ของชีวิตหลังวัยทำงาน
อย่างไรก็ตาม คุณจักรพงษ์ย้ำว่า โจทย์ของอิสรภาพทางการเงินไม่ได้อยู่ที่การสร้าง Passive Income ให้มากที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การจัดการรายจ่ายด้วย เพราะหากรายจ่ายสูงเกินไป การสร้างรายได้จากทรัพย์สินให้มากกว่ารายจ่ายรวมย่อมทำได้ยากขึ้น
หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การควบคุมรายจ่ายขั้นต่ำของตัวเองให้ต่ำลง เพราะยิ่งต้นทุนชีวิตต่ำลงเท่าไร การบรรลุอิสรภาพทางการเงินก็ยิ่งทำได้ง่ายและเร็วขึ้นเท่านั้น
มนุษย์ “ยิ่งแก่ยิ่งแพง” เมื่อทักษะมนุษย์ยังมีมูลค่าในโลก AI
แม้เทคโนโลยีจะฉลาดขึ้นและเข้ามาทดแทนงานบางส่วนได้มากขึ้น แต่ยังมีพื้นที่ที่ AI ไม่สามารถทดแทนมนุษย์ได้ทั้งหมด โดยเฉพาะทักษะทางอารมณ์ หรือ Empathy ความลึกซึ้งเชิงคุณค่า หรือ Wisdom ความน่าเชื่อถือ ประสบการณ์ตรง และความเข้าใจเชิงลึกด้านกฎระเบียบและความเสี่ยง หรือ Compliance
สิ่งเหล่านี้คือทรัพย์สินที่มีค่า โดยเฉพาะสำหรับคนที่มีประสบการณ์สะสมมายาวนาน ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ความเข้าใจบริบท และความสามารถในการตัดสินใจจากประสบการณ์จริง สามารถนำมาต่อยอดเป็นอาชีพและสร้างรายได้บนแพลตฟอร์มออนไลน์ยุคใหม่ได้อย่างไม่มีข้อจำกัด
คุณจักรพงษ์ยกตัวอย่างว่า ในบางงาน แม้คนรุ่นใหม่จะมีความคิดสร้างสรรค์และเข้าใจเทรนด์ใหม่ ๆ แต่ประสบการณ์ของคนรุ่นเก่ายังมีคุณค่า โดยเฉพาะการมองเห็นความเสี่ยง ผลกระทบ กฎหมาย หรือ Compliance ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดจากประสบการณ์และความเข้าใจบริบทในระยะยาว
เขายังชี้ว่า โลกยุคใหม่เปิดโอกาสให้ความรู้และทักษะเฉพาะทางกลายเป็นรายได้ ไม่ว่าจะเป็นการเป็นที่ปรึกษา วิทยากร ผู้ถ่ายทอดความรู้ งานฝีมือเฉพาะทาง หรือการสร้างคอร์สจากสิ่งที่ตนเองเชี่ยวชาญ
ในมุมนี้ อายุจึงไม่ได้เป็นเพียงข้อจำกัดของตลาดแรงงาน แต่สามารถกลายเป็นต้นทุนสำคัญของการสร้างคุณค่าใหม่ หากคนทำงานสามารถแปลงประสบการณ์ ความรู้ และทักษะของตนเองให้กลายเป็นรายได้ต่อเนื่องได้
เกษียณยุคใหม่ ไม่ใช่การเลิกทำงาน แต่คือการมีรายได้หลายทาง
สำหรับคุณจักรพงษ์ เกษียณยุคใหม่ไม่ใช่การหยุดทำงานทั้งหมด แต่คือการสร้างรายได้ไว้หลายทาง และออกแบบชีวิตให้มีทางเลือกมากขึ้น
เขาเสนอให้มองแหล่งรายได้เหมือนพอร์ตโฟลิโอการลงทุน นั่นคือ มีทั้งงานหลัก รายได้เสริม รายได้จากการลงทุน และงานที่มาจาก Passion ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องสร้างรายได้สูงเท่างานเดิม แต่ช่วยให้ยังมีเงินไหลเข้า มีความรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า และลดการพึ่งพาเงินก้อนหลังเกษียณ
แนวคิดนี้ทำให้การเกษียณไม่ใช่เส้นแบ่งระหว่าง “ทำงาน” กับ “หยุดทำงาน” อีกต่อไป แต่เป็นการปรับเฟสของชีวิต จากการทำงานหนักเพื่อรายได้หลัก ไปสู่การทำงานในรูปแบบใหม่ที่ใช้ทักษะ ความรู้ ประสบการณ์ และความสนใจส่วนตัวในการสร้างรายได้ต่อเนื่อง
กลยุทธ์จัดการพอร์ตเงินยุคใหม่: “ตะกร้า 3 ใบ”
เพื่อรับมือกับบริบทโลกใหม่ คุณจักรพงษ์เสนอแนวคิดการจัดสรรเงินทุนผ่านโมเดล “ตะกร้า 3 ใบ” เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงและการเติบโต
ตะกร้าที่ 1 คือ Safety Net หรือตาข่ายนิรภัย เป็นเงินสดสำรองฉุกเฉินที่มีสภาพคล่องสูง สำหรับวัยทำงานทั่วไปอาจสำรองไว้ 6-12 เดือน แต่สำหรับคนวัยเกษียณจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มข้นเป็น 1-2 ปี
ตะกร้าที่ 2 คือ Growth Engine หรือขุมพลังการเติบโต เป็นเงินลงทุนระยะยาวเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อ เช่น กองทุนดัชนี หรือทองคำ เพื่อให้เงินงอกเงย แม้อยู่ในวัยเกษียณก็ยังจำเป็นต้องลงทุน เพื่อรักษาความมั่งคั่งและมูลค่าของเงินในระยะยาว
ตะกร้าที่ 3 คือ Life Flow หรือรายได้ไม่มีวันหมด ซึ่งเป็นตะกร้าที่สำคัญที่สุดของยุคนี้ เพราะคือการนำความรู้ ทักษะ และ Passion ของตนเองมาสร้างเป็นระบบที่ทำเงินได้อย่างต่อเนื่องหลังเกษียณ
ในสถานการณ์ปกติ ควรใช้ชีวิตบนรายได้จากตะกร้า Life Flow เป็นหลัก หากเกิดวิกฤติจึงค่อยหยิบเงินจาก Safety Net มาใช้ ขณะที่เงินใน Growth Engine ยังคงลงทุนต่อในระยะยาว เพื่อให้เงินมีโอกาสเติบโตและรับมือกับเงินเฟ้อ
ความมั่นคงเริ่มจากฐานราก: ล้างหนี้และสร้างความแข็งแกร่งทางใจ
จุดเริ่มต้นที่ทำได้ทันทีคือการหันกลับมาสำรวจตัวเอง โดยเฉพาะการตัดวงจร “หนี้บริโภค” ซึ่งเป็นศัตรูสำคัญของการสร้างความมั่นคงทางการเงิน เพราะหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงจะกัดกินโอกาสในการเริ่มต้นวางแผนการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการออม การลงทุน หรือการเตรียมพร้อมเพื่อเกษียณ
นอกจากการจัดการหนี้แล้ว เงินสำรองฉุกเฉินคืออีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะระหว่างทางก่อนถึงวัยเกษียณ โลกยังมีความไม่แน่นอนอีกมากมายรออยู่ การมีเงินสำรองจึงเป็นเหมือนคู่กันล้มที่ช่วยให้ชีวิตไม่เปราะบางเกินไปเมื่อเกิดวิกฤติ
อีกสิ่งที่คุณจักรพงษ์ชวนให้กลับไปสำรวจคือ ทักษะของตัวเองว่า “เราเก่งอะไรบ้าง” เพราะทุกคนอาจมีความรู้ ความสามารถ หรือประสบการณ์บางอย่างที่สามารถต่อยอดเป็นรายได้ได้ ไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุดในโลก แต่อาจเพียงเก่งกว่าคนที่ต้องการเรียนรู้จากเรา
สำหรับคนที่ยังอายุน้อย เขาแนะนำให้เรียนรู้ให้มาก ทดลองให้มาก และเปิดโอกาสให้ตัวเองค้นพบทักษะใหม่ ๆ ส่วนคนที่ใกล้เกษียณ ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะดึงทักษะและประสบการณ์หลายสิบปีออกมาสร้างรายได้ โดยใช้เครื่องมือออนไลน์และ AI เป็นผู้ช่วย แทนที่จะมอง AI เป็นสิ่งที่ต้องกลัวเพียงอย่างเดียว
นอกจากฐานะทางการเงินแล้ว คุณจักรพงษ์ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของความแข็งแกร่งทางใจ หรือ Anti-Fragile เพราะในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ความมั่นคงไม่ได้มาจากการหลีกเลี่ยงวิกฤติเท่านั้น แต่มาจากความสามารถในการรับมือ ปรับตัว และกลับมาแข็งแรงขึ้นหลังเผชิญความผันผวน
ท้ายที่สุด เป้าหมายสูงสุดของการวางแผนชีวิตอาจไม่ใช่การมองหาตัวเลขหลายสิบล้านในบัญชีธนาคาร แต่คือ “ความรู้สึกอุ่นใจ” ที่รู้เท่าทันว่า ต่อให้โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเพียงใด AI จะเก่งขึ้นแค่ไหน หรือต้องเผชิญวิกฤติอีกกี่ระลอก เรายังมีความรู้ ความสามารถ กระแสเงินสด และสภาวะจิตใจที่เข้มแข็งพอจะพึ่งพาตนเองได้
หากโลกยุคใหม่ไม่ได้เปิดโอกาสให้มนุษย์หยุดทำงานเมื่ออายุ 60 ปีได้อย่างง่ายดายเหมือนเดิม ความท้าทายจึงไม่ใช่การสะสมเงินให้มากที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างความสามารถในการหารายได้และปรับตัวได้ตลอดชีวิต เพราะในวันที่อายุคนยืนยาวขึ้น ความมั่นคงอาจไม่ได้อยู่แค่ในบัญชีเงินฝาก แต่อยู่ในความรู้ ทักษะ และความสามารถในการเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ





