Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

คนไม่ได้อยากช้า แต่แค่อยากมีสิทธิ์เลือกจังหวะชีวิตของตัวเอง

คนไม่ได้อยากช้า แต่แค่อยากมีสิทธิ์เลือกจังหวะชีวิตของตัวเอง

ในโลกที่ทุกคนถูกคาดหวังให้เก่งขึ้น เร็วขึ้น และ Productive มากขึ้นเรื่อย ๆ คำถามสำคัญของคนทำงานยุคใหม่อาจไม่ใช่เพียง “เราจะวิ่งให้ทันโลกได้อย่างไร” แต่คือ “เรามีต้นทุนพอจะเลือกจังหวะชีวิตของตัวเองหรือไม่”

บนเวที MISSION TO THE MOON FORUM 2026 ภายใต้ธีม WORK-LIFE EVOLUTION เมื่อโลกวิวัฒนาการ ชีวิตและการทำงานต้องเติบโตไปด้วยกัน คำถามเรื่องความเร็วของชีวิตค่อย ๆ ถูกพาไปสู่ประเด็นที่ลึกกว่านั้น ทั้งเรื่องความพอดี การค้นหา Telos หรือเจตจำนงที่แท้จริง ตลอดจนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ทำให้คนจำนวนมากไม่มีโอกาสเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง

การสนทนานี้อยู่ในหัวข้อ “HOW GOOD IS GOOD ENOUGH? ช้าลงได้ไหม ในโลกที่เร่งให้เก่งและเร็ว” โดยมี โตมร ศุขปรีชา Writer and Chief Strategist, OKMD และ ภูมิภัทร ถาวรศิริ Actor ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ดำเนินรายการโดย ณัชพล เนตรมหากุล Content Manager, Mission To The Moon Media

แม้ชื่อ Session จะตั้งคำถามว่า “ช้าลงได้ไหม” แต่เมื่อการสนทนาดำเนินไป คำตอบที่ชัดขึ้นเรื่อย ๆ คือ ปัญหาของคนทำงานยุคใหม่ไม่ได้อยู่ที่ความเร็วเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การไม่มีต้นทุนทางเวลา ความมั่นคง และทางเลือกมากพอ ที่จะใช้ชีวิตตามจังหวะและเจตจำนงของตัวเอง

ตามหา “ความพอดี” ท่ามกลางเสียงรบกวนของโลกที่บีบคั้น

โลกปัจจุบันบังคับให้เราต้องเก่งขึ้น เร็วขึ้น และรักษาระดับความเข้มข้นในการทำงาน หรือ Productive อยู่ตลอดเวลา ความคาดหวังเช่นนี้ก่อให้เกิดแรงกดดันอย่างมหาศาล โดยเฉพาะในวงการที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งมักมอบความพ่ายแพ้ที่เงียบงันให้แก่คนที่ก้าวพลาด

คุณภูมิภัทรสะท้อนว่า ในโลกของงานสร้างสรรค์ ไม่มีใครเดินมาบอกตรง ๆ ว่าเราแพ้ ไม่มีใครบอกว่าวันนี้เราทำไม่ได้ หรือคุณภาพงานไม่ดีพอ แต่ความพ่ายแพ้มักเกิดขึ้นอย่างเงียบงัน คนทำงานจะรู้เอง และต้องประเมินตัวเองอยู่ตลอดเวลา

ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ สิ่งสำคัญที่สุดในการเอาตัวรอดอาจไม่ใช่การพยายามวิ่งให้เร็วเท่าคนอื่น แต่คือการหา ความพอดีหรือจุดสมดุลของตัวเองให้เจอ

สำหรับคุณภูมิภัทร ความพอดีคือสิ่งที่ยากที่สุดในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่พอดี การแสดงที่พอดี หรือการใช้ชีวิตที่พอดี เพราะจุดที่เคยพอดีในช่วงเวลาหนึ่ง อาจไม่พอดีอีกต่อไปในอีกสองปีข้างหน้า

ความพอดีจึงไม่ใช่การหยุดพัฒนา ไม่ใช่การปฏิเสธความก้าวหน้า และไม่ใช่การถอยออกจากโลกการทำงาน หากคือการรู้ว่าจังหวะใดควรเร่ง จังหวะใดควรชะลอ และอะไรคือสิ่งที่เราต้องการจริง ๆ

คนทำงานจึงต้องเรียนรู้ที่จะฟังเสียงความต้องการที่แท้จริงจากข้างในตัวเอง และไม่ปล่อยให้เสียงที่เย้ายวน หรือกฎเกณฑ์ของอุตสาหกรรมภายนอก เข้ามาทำให้ไขว้เขว จนหลงเข้าใจว่าสิ่งที่โลกบอกให้เป็น คือสิ่งเดียวกับสิ่งที่ตัวเองอยากเป็น

Telos” เจตจำนงที่ทำให้ไม่ต้องวัดคุณค่าตัวเองกับใคร

คุณโตมรยกแนวคิดเรื่อง “Telos” ของอริสโตเติล ซึ่งหมายถึง Purposefulness หรือความมีเป้าหมายและเจตจำนงที่แท้จริงในการทำสิ่งต่าง ๆ

ในมุมของคุณโตมร งานจำนวนมากในชีวิตอาจเป็นงานที่เราทำเพื่ออยู่รอด เพื่อหารายได้ หรือเพื่อดำรงชีวิตต่อไป แต่บางงานมีความหมายลึกกว่านั้น เพราะเป็นงานที่เชื่อมโยงกับตัวตนและเจตจำนงภายใน

เขาอธิบายผ่านงานเขียนว่า หากจะเขียนหนังสือ ควรเขียนสิ่งที่ “ถ้าไม่ได้เขียนแล้วจะตาย” ไม่ใช่เขียนเพียงเพราะอยากได้เงินหรืออยากเสนอสำนักพิมพ์ เช่นเดียวกับงานแปลที่เขาเลือกแปลหนังสือที่รู้สึกว่าอยากให้คนอื่นได้รับรู้ หรือท้าทายตัวเองว่าจะแปลงานจากภาษาหนึ่งสู่อีกภาษาหนึ่งได้หรือไม่

สำหรับคุณภูมิภัทร แนวคิดนี้สามารถใช้ได้กับทุกอาชีพ เพราะถ้าเราได้ทำสิ่งที่มีเพียงเราคนเดียวบนโลกทำได้ และถ้าไม่ทำแล้วบางอย่างข้างในจะตายนั่นคือสิ่งที่ทำให้เราไม่ต้องแพ้ใคร

เมื่อคนคนหนึ่งรู้ว่าอะไรคือ Telos ของตัวเอง เขาจะไม่ต้องวัดคุณค่าของตัวเองผ่านความเร็ว ความสำเร็จ หรือการยอมรับจากภายนอกเพียงอย่างเดียว และจะหลุดพ้นจากการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นได้มากขึ้น

นี่คือเหตุผลที่ Telos ช่วยลดแรงบั่นทอนจากภาวะคิดว่าตัวเองไม่เก่ง หรือ Imposter Syndrome เพราะเมื่อเราเข้าใจจุดยืนและคุณค่าของตัวเองอย่างถ่องแท้ เราจะไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตของตัวเองไปวางเทียบกับจังหวะชีวิตของคนอื่นตลอดเวลา

แต่ Telos ไม่ได้มีด้านเดียว เพราะในชีวิตจริง คนเราไม่ได้ทำทุกงานเพื่อเติมเต็มจิตวิญญาณทั้งหมด บางงานมีค่าตอบแทนที่ทำให้ยังอยู่ต่อในประเทศนี้ได้ ดังนั้น โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การ Balance ระหว่างงานที่ทำให้ “ไม่ตาย” ในฐานะมนุษย์ กับงานที่ทำให้ “ไม่ตาย” ในฐานะประชาชน

เมื่อการมี Telos กลายเป็น Privilege

คำถามที่ลึกกว่าการค้นหา Telos คือ ทุกคนมีโอกาสเลือก Telos ของตัวเองจริงหรือไม่

คุณโตมรชี้ว่า ในหลายสังคม คนจำนวนมากไม่ได้รับอนุญาตให้คิดว่างานไหนคืองานที่อยากทำ หรืองานไหนคือเป้าหมายที่แท้จริง เพราะหากไม่เอาตัวรอด ไม่หาเงินมาก่อน ก็อาจไม่มีข้าวกินและอยู่ไม่รอด

ดังนั้น การมี Telos อาจถูกมองว่าเป็น Privilege เพราะไม่ใช่ทุกคนจะมีทางเลือกมากพอที่จะจับคู่ชีวิตของตัวเองเข้ากับงานที่สอดคล้องกับเจตจำนงภายในได้

แต่ในมุมของคุณโตมร หากสังคมเปิดโอกาสให้กว้างขึ้น ให้ผู้คนมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น คำว่า Privilege อาจค่อย ๆ หายไปเอง เพราะการได้เลือกงานที่ตรงกับตัวตนจะไม่ใช่สิทธิพิเศษของคนบางกลุ่มอีกต่อไป

นี่ทำให้คำถามเรื่อง “ช้าลงได้ไหม” ไม่ได้เป็นเพียงคำถามส่วนบุคคล แต่กลายเป็นคำถามเชิงโครงสร้างว่า สังคมเปิดพื้นที่ให้คนมีทางเลือกมากพอหรือยัง

ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่ “ความเร็ว” แต่คือ “โครงสร้างและต้นทุนทางสังคม”

ประเด็นที่ลึกที่สุดของการสนทนานี้คือ การที่คนส่วนใหญ่ในสังคมไม่สามารถช้าลง หรือเลือกทำตาม Telos ของตัวเองได้นั้น ไม่ใช่เพราะไม่อยากทำ แต่เพราะสังคมไม่ได้เปิดโอกาส และยังขาดความมั่นคงปลอดภัยทางสังคม (Social Security)

กล่าวอีกอย่าง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนทำงานไม่รู้จักพัก ไม่รู้จักช้าลง หรือไม่กล้าตามหาความหมายของชีวิตเสมอไป แต่อาจอยู่ที่โครงสร้างรอบตัวไม่เอื้อให้เขามีสิทธิ์เลือกจังหวะชีวิตของตัวเอง

คุณโตมรยกตัวอย่างเกาหลีใต้ที่เคยมี GDP เทียบเท่าประเทศในแอฟริกาเมื่อราว 60 ปีก่อน แต่พยายามเปลี่ยนประเทศไปสู่ Knowledge Economy ก่อนขยับไปสู่ Creative Economy โดยมี Social Security เป็นฐานสำคัญ เพื่อให้ผู้คนมีโอกาสเลือก ทดลอง และค้นหาว่าตนเองมี Talent หรืออยากทำอะไร

เขายังเปรียบเทียบกับนิวซีแลนด์ ซึ่งมีระบบช่วยเหลือคนวัยกลางคนที่อยากเปลี่ยนอาชีพไปสู่งานใหม่ที่แตกต่างจากอาชีพเดิม เช่น วิศวกรที่อยากเป็น Choreographer โดยมีรายได้รองรับระหว่างการเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้คนคนหนึ่งไม่จำเป็นต้องทู่ซี้อยู่กับงานเดิมจนกลายเป็น Dead Wood และประเทศไม่ได้อะไรจากศักยภาพของเขา

เมื่อเทียบกับสังคมไทย การเลือกตามความฝันอาจหมายถึงการตกลงไปสู่จุดต่ำสุดของมาตรฐานชีวิต เพราะการตกงานไม่ได้แปลว่าตกงานเฉย ๆ แต่อาจหมายถึงการร่วงหล่นจากมาตรฐานความเป็นมนุษย์ได้ทุกเมื่อ

ดังนั้น สิ่งที่คนจำนวนมากขาดแคลนและโหยหาที่สุด อาจไม่ใช่แค่ “ความช้า” แต่คือ “ต้นทุนทางเวลาและความมั่นคง” ที่จะเอื้อให้แต่ละคนใช้ชีวิตตามจังหวะของตัวเองได้

คนไม่ได้ต้องการช้า แต่ต้องการต้นทุน

เมื่อการสนทนาเดินมาถึงจุดหนึ่ง คุณณัชพลสรุปไว้อย่างคมชัดว่า จริง ๆ แล้วผู้คนอาจไม่ได้ต้องการ “ช้า” แต่ต้องการ “ต้นทุน” ซึ่งมาได้หลายรูปแบบ ทั้งต้นทุนทางเวลา ต้นทุนทางพื้นที่ และต้นทุนทางทรัพยากร

นี่คือจุดที่ทำให้ Session นี้ขยับพ้นจากเรื่อง Work-Life Balance แบบผิวเผิน ไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า คือสังคมมีโครงสร้างมากพอหรือไม่ที่จะทำให้คนหนึ่งคนมีเวลาทดลอง เปลี่ยนเส้นทาง ล้มเหลว เริ่มต้นใหม่ หรือใช้ชีวิตโดยไม่ต้องเร่งตามมาตรฐานเดียวกันกับทุกคน

ในมุมของภูมิภัทร ต้นทุนที่สำคัญคือการไม่ลืมว่า คนที่ควรฟังที่สุดจริง ๆ คือเสียงข้างในตัวเอง ไม่ใช่เสียงข้างนอก เพราะเสียงข้างนอกเย้ายวน เสียงดัง และรบกวน หากปล่อยให้เสียงนั้นครอบงำ เราอาจเป๋และกลับมายาก

เขาย้ำว่า การอยู่กับตัวเอง อยู่กับคนรอบข้างที่รักเรา เป็นกำลังใจให้เรา และเราเป็นกำลังใจให้เขา ไม่ว่าจะเรียกว่า Chosen Family หรืออะไรก็ตาม ล้วนเป็นต้นทุนสำคัญในวันที่เรายังไม่เจอ Telos หรือยังไม่สามารถเติมเต็ม Purpose ของตัวเองได้

ต้นทุนภายในที่ช่วยให้ไม่หลงทางในโลกหมุนไว

ในเมื่อโครงสร้างภายนอกยังไม่เอื้ออำนวย การสร้างต้นทุนภายในจิตใจจึงเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อให้ชีวิตดำเนินไปได้อย่างสง่างาม หรือ Graceful

คุณโตมรเสนอหลักสำคัญ 3 ประการ คือ “อดทน สุขุม ไตร่ตรอง”

  1. “อดทน” ไม่ได้แปลว่าต้องทนอยู่อย่างนั้น แต่หมายถึงการรู้จักรอจังหวะและเวลาที่เหมาะสม เพราะหากอดทนไม่พอ เราอาจรีบเปิดประตูก่อนเวลา หรือผลีผลามจนพลาดบางอย่างไป
  2. “สุขุม” คือการค่อย ๆ ทำให้ชีวิตช้าลงอย่างสง่างาม ไม่จำเป็นต้องรีบ ไม่ต้องลน และไม่ต้องวิ่งตามทุกกระแส เพราะบางเรื่องที่วันนี้ดูเหมือนสำคัญมาก ผ่านไปอีกสองวันอาจไม่มีใครสนใจแล้วก็ได้
  3. “ไตร่ตรอง” คือการดูให้เห็นว่าสิ่งที่เราคิดว่าอยากทำนั้น เป็นความต้องการที่แท้จริงของเราจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงสิ่งที่สังคมปั่นหัวให้เราวิ่งตาม

ทั้ง 3 อย่างนี้ไม่ได้ทำให้โลกภายนอกช้าลง แต่ช่วยให้คนทำงานไม่ถูกลากไปโดยไม่รู้ตัว และยังพอมีพื้นที่ภายในสำหรับถามตัวเองว่า เรากำลังใช้ชีวิตตามเจตจำนงของตัวเอง หรือกำลังวิ่งตามเสียงของโลกที่ไม่มีวันเงียบลง

บทสรุป: ความพอดีที่ต้องตอบด้วยตัวเอง

ท้ายที่สุดแล้ว ความพอดี คือสิ่งที่แต่ละคนต้องตอบตัวเองให้ได้ ไม่มีใครมีสิทธิ์มาบอกว่าเราควรพอตรงไหน และไม่มีมาตรวัดเดียวที่ใช้ได้กับทุกชีวิต

ในมุมของคุณภูมิภัทร พื้นที่ที่เป็นของเราจริง ๆ จะให้ความรู้สึกเย็น ร่มเย็น และเป็นสุข แม้อาจต้องใช้เวลาทั้งชีวิตในการเข้าใจหรือเดินไปถึงพื้นที่นั้น สิ่งสำคัญคือยังต้องมีความหวัง และค่อย ๆ เดินไปอย่าง Graceful

ส่วนคุณโตมรมองว่า ความรู้สึกว่าพอควรเกิดขึ้นจากข้างใน ไม่ใช่เกิดจากการที่มีใครมาบอกให้เราพอ เพราะแต่ละคนมีเงื่อนไขชีวิตไม่เหมือนกัน และไม่มีใครรู้แทนใครได้ว่าคนคนนั้นมี “พอเพียงที่จะเพียงพอ” หรือยัง

ดังนั้น คำถามของคนทำงานยุคใหม่อาจไม่ใช่แค่ว่าเราจะช้าลงได้ไหม หรือจะเร็วขึ้นได้แค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าเรายังมีสิทธิ์เลือกจังหวะชีวิตของตัวเองอยู่หรือไม่

เพราะในโลกที่เร่งให้ทุกคนต้องเก่ง เร็ว และ Productive อยู่ตลอดเวลา สิ่งที่คนจำนวนมากต้องการอาจไม่ใช่การหยุดนิ่ง แต่คือเวลา พื้นที่ ความมั่นคง และผู้คนรอบข้างที่จะช่วยให้เขายังไม่สูญเสียเสียงข้างในของตัวเองไปทั้งหมด

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

‘Future You’: เมื่อคำถามสำคัญไม่ใช่ ‘ทำงานอะไร’ แต่คือ ‘เราจะเป็นใคร’

สัมพันธศาสตร์ 101: เมื่อหน้าจอเชื่อมโลก แต่ทำให้เราเหงาขึ้น

เมื่อ AI กำลัง Reset โลก มนุษย์จะเหลืออะไร

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar