Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

‘ศิลปะการใช้ชีวิตวัยใกล้ 100’ ไม่หยุดทำสิ่งที่รัก ไม่หยุดใช้ชีวิต

'ศิลปะการใช้ชีวิตวัยใกล้ 100' ไม่หยุดทำสิ่งที่รัก ไม่หยุดใช้ชีวิต

อายุ 92 ปีที่ยังตรวจคนไข้ทุกวัน อายุ 91 ปี ที่ยังลุกขึ้นมาเปิดร้านด้วยความเบิกบานใจทุกเช้า และอายุ 86 ปีที่ยังเป็นนักกีฬาว่ายน้ำอาวุโส คือภาพสะท้อนว่า ตัวเลขของอายุไม่ได้เป็นข้อจำกัดของการมีชีวิตที่มีความสุข มีคุณค่า และยังส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังได้

ในงาน มนุษย์ต่างวัย Fest 2026 ภายใต้แนวคิด ‘ลอง GEVITY อยู่กันไปยาว ๆ ให้จอยกว่าเดิม’ หัวข้อ “ศิลปะการดำเนินชีวิตในวัยใกล้ 100” ดำเนินรายการโดย ประสาน อิงคนันท์ ผู้ก่อตั้งเพจ “มนุษย์ต่างวัย” ชวนผู้อาวุโส 3 ท่านที่อยู่ในวัยเฉียดศตวรรษ มาแบ่งปันบทเรียนชีวิต ทั้งเรื่องสุขภาพกาย สุขภาพใจ การทำงาน และการดูแลตัวเองเพื่อไม่ให้เป็นภาระของลูกหลาน สังคม และบุคลากรทางการแพทย์

3 บุคคลต้นแบบแห่งการมีอายุยืน

ผู้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในครั้งนี้ประกอบด้วย อากง – ประกอบ กอร์ปอริยจิต หมออากงจากร้านยาจีนโบราณ “กุยลิ้มฮิ้ง” วัย 92 ปี ที่ปัจจุบันยังคงทำงานตรวจสืบประวัติ จับชีพจร และรักษาคนไข้ทุกวันด้วยคุณธรรม โดยไม่แบ่งแยกคนรวยหรือคนจน เพราะยึดหลักว่าการรักษาคือการปลดทุกข์ให้กับมนุษย์ อากงมองคนไข้ทุกคนเหมือนกันหมด ไม่ว่าจนหรือรวย หากเจ็บป่วยก็ต้องได้รับการรักษาเหมือนกัน

อีกท่านคือ คุณยายตุ่น – อัญญวีณ์ สมานคติวัฒน์ นักกีฬาว่ายน้ำหญิงทีมชาติไทย วัย 86 ปี ที่เคยมีปัญหาเข่าเสื่อมตอนอายุ 62 ปี หลังจากลุกขึ้นแล้วพบว่าตัวเองลุกไม่ขึ้น จึงไปพบแพทย์และได้รับคำแนะนำให้เลิกเดินหรือวิ่ง ก่อนหันมาออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำเพื่อบำบัดและหลีกเลี่ยงการผ่าเข่าในตอนนั้น จากจุดเริ่มต้นเพื่อดูแลสุขภาพ กลายเป็นเส้นทางใหม่ที่ทำให้คุณยายตุ่นได้ลงแข่งขันว่ายน้ำ และกวาดเหรียญรางวัลมาแล้วมากมายในวัยอาวุโส

ขณะที่คุณย่ามาลัย – มาลัย ปรีชานิลชัยศรี เจ้าของร้าน อิสเทิร์นแอนติค วัย 91 ปี ยังคงมีไฟ ลุกขึ้นมาเปิดร้านต้อนรับลูกค้าด้วยความเบิกบานใจทุกเช้า สำหรับคุณย่ามาลัย การได้พบลูกค้า ได้พูดคุยกับผู้คน และได้เห็นลูกค้ามาที่ร้าน ทำให้ชีวิตในวัยสูงอายุไม่เงียบเหงา ขณะที่เวลาว่างก็ยังใช้ไปกับการเล่นเกมคอมพิวเตอร์

ดูแลตัวเอง เพื่อไม่เป็นภาระลูกหลาน

สิ่งที่ทั้ง 3 ท่านให้ความสำคัญร่วมกัน คือ การดูแลตนเองให้ได้มากที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นภาระของลูกหลาน สังคม และบุคลากรทางการแพทย์ คุณยายตุ่นเล่าว่า แรงบันดาลใจสำคัญในการดูแลสุขภาพของตัวเองมาจากการเห็นลูกที่เป็นแพทย์ทำงานหนัก จึงอยากช่วยตัวเองให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ลูกไม่ต้องเป็นห่วง และเพื่อให้หมอมีเวลาไปช่วยคนที่อาการหนักกว่า

คุณยายตุ่นยังมองว่า การดูแลตัวเองไม่ใช่เพียงเรื่องส่วนตัว แต่ยังเกี่ยวกับคนรอบข้างด้วย หากยังช่วยเหลือตัวเองได้ ลูกหลานก็ไม่ต้องเดือดร้อน สังคมไม่ต้องรับภาระมากขึ้น และบุคลากรทางการแพทย์ก็ไม่ต้องรับภาระเกินจำเป็น นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอพยายามดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้

คุณย่ามาลัยบอกว่า สิ่งสำคัญคือการทำตัวไม่ให้เป็นภาระของลูกหลาน ไม่ไปก้าวก่ายชีวิตของเขา อยู่ได้ด้วยตัวเอง และหากลูกหลานมีปัญหาก็ค่อยเป็นคนรับฟังและให้คำแนะนำ ด้านอากงประกอบมองว่า คนอายุมากยังควรทำตามปกติ ไม่สร้างปัญหาให้มาก และทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกหลานเห็น เพราะการสอนด้วยคำพูดอย่างเดียวไม่พอ ผู้ใหญ่ต้องทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง

สุขภาพกายเริ่มจากความพอดี

สำหรับคุณยายตุ่น การดูแลสุขภาพเริ่มจากการหาความรู้และนำมาปรับใช้กับตัวเอง โดยยึดหลัก 3 อ. ได้แก่ อาหาร ออกกำลังกาย และอารมณ์ อาหารต้องกินให้ครบหมู่ กินเพื่ออยู่ ไม่ใช่กินเพื่อความอร่อยเพียงอย่างเดียว โดยเลือกกินอาหารจำพวกปลา ไข่ ผัก และผลไม้ ส่วนการออกกำลังกายต้องทำตามความเหมาะสมกับร่างกาย การว่ายน้ำจึงเป็นทางเลือกที่ช่วยทั้งบำบัดและฟื้นฟูได้ทุกระบบของร่างกาย

เส้นทางการว่ายน้ำของคุณยายตุ่นเริ่มจากความจำเป็นมากกว่าความตั้งใจจะเป็นนักกีฬา เดิมเคยออกกำลังกายด้วยการเดินและวิ่ง แต่เมื่อมีปัญหาเข่าเสื่อม จึงเปลี่ยนมาเป็นการว่ายน้ำตั้งแต่อายุ 62 ปี การว่ายน้ำช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น และช่วยชะลออาการเข่าเสื่อมจนสามารถยืดระยะเวลาการผ่าเข่าออกไปได้ถึงตอนอายุ 82 ปี ต่อมาเมื่อมีคนชวนให้ลองลงแข่งขัน แม้ในตอนแรกจะไม่คิดว่าตัวเองเป็นนักกีฬา แต่การลองท้าทายตัวเองก็ทำให้ได้เหรียญทองครั้งแรกในชีวิต และกลายเป็นแรงผลักให้เธอเดินหน้าว่ายน้ำต่อเนื่องมาจนถึงวัย 86 ปี

ในเรื่องอารมณ์ คุณยายตุ่นให้ความสำคัญกับการฝึกฝนตนเองไม่ให้ใจร้อน พยายามทำความเข้าใจผู้อื่นและคนรุ่นใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดความโกรธ โดยบอกว่าต้องฝึกตัวเองให้ “ไม่โกรธ ไม่โทษ” และเข้าใจคนอื่นมากขึ้น ส่วนอากงประกอบให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตให้เป็นปกติ กินพอประมาณ ไม่กินให้อิ่มจนเกินไป หลีกเลี่ยงของทอด หรืออาหารที่มีรสเผ็ดและเค็มจัด และให้ความสำคัญที่สุดกับการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการนอนคือการพักผ่อนที่ทำให้ชีวิตอยู่อย่างสบาย

สมดุลสุขภาพใจ ต้องใจกว้างไม่จุกจิก

หากสุขภาพกายคือพื้นฐานของการมีอายุยืน สุขภาพใจก็คือสิ่งที่ทำให้ชีวิตในวัยสูงอายุยังมีความสุข จุดร่วมสำคัญของทั้ง 3 ท่านคือการมีจิตใจที่กว้างขวาง รู้จักปล่อยวาง ไม่จุกจิก และไม่แบกความทุกข์ไว้กับตัวมากเกินไป “ยกขึ้นมาได้ก็วางลงได้” คือคติประจำใจของอากงประกอบที่สะท้อนถึงการไม่เครียดหรือกังวลกับสิ่งภายนอกกายมากเกินไป

คุณย่ามาลัยระบุว่าตนเองเป็นคนใจกว้าง ไม่เคยบ่นจุกจิก และไม่เข้าไปก้าวก่ายสร้างภาระให้ชีวิตลูกหลาน หากลูกหลานมีปัญหาก็พร้อมรับฟังและให้คำปรึกษา คุณย่ามาลัยยังบอกว่า คนเราต้องใจกว้าง อย่าใส่ใจเรื่องจุกจิกมากเกินไป เพราะชีวิตของลูกหลานย่อมมีเรื่องของเขา สิ่งที่ผู้ใหญ่ทำได้คืออยู่เป็นกำลังใจ ไม่ใช่เข้าไปสร้างภาระเพิ่ม

สำหรับคุณยายตุ่น การดูแลอารมณ์เป็นเรื่องที่ต้องฝึก เพราะเดิมเป็นคนทำงานใจร้อน แต่เมื่ออายุมากขึ้นก็พยายามทำความเข้าใจคนรุ่นใหม่ ไม่โกรธ ไม่โทษ และฝึกใจให้กว้างขึ้น ขณะที่อากงประกอบย้ำว่า ทุกอย่างเป็นของนอกกาย อย่าไปคิดมาก ได้มาแล้ว หากจะหายไปก็ให้มันหายไปการวางใจเช่นนี้ทำให้ชีวิตไม่ต้องแบกความกังวลมากเกินจำเป็น

ทำงานต่อไป เพราะชีวิตยังมีคุณค่า

การไม่หยุดนิ่งเป็นอีกสิ่งที่ทำให้ชีวิตของทั้ง 3 ท่านยังมีพลัง และยังรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าต่อคนรอบข้าง

คุณย่ามาลัยยังลงมาเปิดร้านทุกเช้า เพราะการได้พบลูกค้า ได้พูดคุยกับผู้คน และได้เห็นลูกค้ามาที่ร้าน ทำให้รู้สึกว่า “ตัวเรามีค่า” เธอมองว่าการค้าขายเป็นเรื่องสนุก เพราะได้เจอผู้คน ได้ทักทาย และได้รู้สึกว่าตัวเองยังมีความหมายในชีวิตประจำวัน ขณะที่เวลาว่างก็ยังเล่นเกมคอมพิวเตอร์

อากงประกอบยังคงทำงานตรวจรักษาคนไข้ เพราะมองว่าการทำงานช่วยให้วันเวลาผ่านไปอย่างสบายใจ และย้ำว่า “อยู่เฉย ๆ แล้วมันเหงา” การทำงานจึงสนุกกว่าอยู่เฉย ๆ สำหรับอากง การทำงานไม่ได้มีความหมายเพียงการรักษาโรค แต่ยังเป็นการดูแลคนที่กำลังทุกข์จากความเจ็บป่วยและทำให้ผู้ป่วยสบายขึ้นเท่าที่ทำได้

ส่วนคุณยายตุ่นใช้การว่ายน้ำเป็นทั้งการดูแลร่างกาย การฟื้นฟูสุขภาพและเป็นแรงผลักให้ชีวิตยังมีเป้าหมาย จากการเริ่มว่ายน้ำเพื่อบำบัดเข่าจนต่อมาได้ลงแข่งขันและคว้าเหรียญรางวัลในวัยอาวุโส การได้ทำงาน ได้เคลื่อนไหว ได้พบปะผู้คน และยังรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ชีวิตในวัยสูงอายุไม่เหงาและยังมีความสุข

อย่ารอจนแก่ แล้วค่อยดูแลตัวเอง

คุณยายตุ่นฝากคำเตือนจากประสบการณ์ตรงว่า ควรเริ่มเตรียมตัวและดูแลสุขภาพตั้งแต่อายุ 40 กว่า ๆ เพราะหากละเลยจนถึงวัยชรา อาจสายเกินแก้

“ไม่ว่าเราจะรวยยังไง หล่อยังไง สาวยังไง เก่งยังไงก็แล้วแต่ พอสุขภาพไม่ดีอย่างเดียวหมดเลย”

นอกจากสุขภาพกายแล้ว คุณยายตุ่นยังสะท้อนถึงสุขภาพใจของคนยุคปัจจุบันว่า เทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้าอาจนำพาความทุกข์ใจและปัญหาด้านอารมณ์มาให้มากกว่าความลำบากทางกายในอดีต พร้อมเตือนว่าต่อให้งานหนักอย่างไร ก็ควรนึกถึงสุขภาพไว้ก่อน

พร้อมกันนี้ อากงประกอบและคุณย่ามาลัยได้ให้พรและข้อคิดถึงคนรุ่นใหม่ โดยขอให้เป็นคนดี รู้จักหน้าที่ ประหยัด ตั้งใจทำงาน และทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้คนรอบข้าง

ตลอดการพูดคุย ทั้ง 3 ท่านอาจมีวิธีใช้ชีวิตแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือการดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ รู้จักปล่อยวาง ไม่หยุดทำในสิ่งที่รัก และพยายามใช้ชีวิตโดยไม่เป็นภาระของผู้อื่น ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญของการมีอายุยืนอย่างมีคุณค่า

Meta Description

Tag With

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar