ข่าวใหญ่ที่คนเฝ้าติดตามด้วยใจระทึก กรณีบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ทุ่มเงินกว่า 2,300 ล้านบาท ซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกและรายการ FIFA ทุกรายการตั้งแต่บอลโลกปี 2026 จนถึงปี 2030 นั่นเท่ากับว่าเหมาซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกซึ่งเป็นทัวร์นาเมนต์กีฬาอันดับ 1 ของโลกรวดเดียวทั้ง 2 ทัวร์นาเมนต์ ด้วยเม็ดเงินมหาศาลขนาดนี้ ย่อมมีคำถามตามมาว่าผลตอบแทนจะคุ้มไหม
อันที่จริงถ้ามองเฉพาะเม็ดเงิน 2,300 ล้านบาท อาจคิดว่าราคาค่อนข้างแพง แต่หากคลี่ไส้ในดูรายละเอียดอาจจะเห็น “มูลค่า” ที่ซ่อนอยู่หลังดีลนี้ว่าไม่ธรรมดา ในโลกของธุรกิจนั้น คนทั่วไปอาจจะเห็นแต่ค่าใช้จ่าย แต่นักธุรกิจเขากำลังมองเห็นเป็นสินทรัพย์ คนทั่วไปอาจจะเห็นต้นทุนแต่นักธุรกิจเห็นโอกาส โปรเจ็กต์นี้จะประสบความสำเร็จหรืออาจจะล้มเหลวก็ได้ ดีลฟุตบอลโลกของผู้บริหาร JAS จึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
การเจรจาซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกของผู้บริหาร JAS ไม่ได้ตัดสินใจกระทันหันหรือเป็น “ดีลด่วน” แต่อย่างใด ได้ยื่นซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกกับFIFA มากว่า 1 ปี แต่ด้วยมารยาททางธุรกิจจึงเปิดโอกาสให้รัฐบาลเจรจาก่อนระหว่างนั้นก็เดินเกมอย่างเงียบ ๆ เมื่อรัฐบาลเจรจาไม่สำเร็จ เพราะทาง FIFA ยืนยันราคา 1,300 ล้านบาทขาดตัว จนต้องถอยประกอบกับกระแสต่อต้านไม่เห็นด้วยที่จะเอาเงินภาษีประชาชนไปซื้อลิขสิทธิ์ในยามที่เศรษฐกิจยังโงหัวไม่ขึ้น
ฉะนั้น การตัดสินใจของผู้บริหาร JAS น่าจะดีดลูกคิดรางแก้วด้วยความรอบคอบที่สุด สะท้อนจากเงื่อนไขการเจรจาในมูลค่า 2,300 ล้านบาทนั้นคือแพ็กเก็จของ FIFA ทั้งหมด ตั้งแต่ปี 2026 จนถึงปี 2530 เรียกว่าทุกทัวร์เมนต์ของ FIFA ตลอด 4 ปี มีทั้งฟุตบอลโลก 2026 และฟุตบอลโลก 2030 ฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลก ฟุตบอลเยาวชนโลก ฟุตซอลโลก ฟุตซอลชายหาดโลก รวมถึง FIFA Club
ที่สำคัญ JAS ยังไม่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่รวดเดียว แต่แบ่งจ่ายเป็นงวด ๆ ดังสรุปจากเอกสารชี้แจงของผู้บริหารต่อตลาดหลักทรัพย์ ระบุว่า JAS ซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายฟุตบอลโลก 2026+ ฟุตบอล FIFA อื่น ๆ รวม 15 ทัวร์นาเมนต์ แค่ 20 ล้านดอลลาร์ หรือ 658 ล้านบาท โดยงบ 70 ล้านดอลลาร์หรือ 2,300 ล้านบาท ที่ JASS จ่ายให้ FIFA ไม่ต้องจ่ายรวดเดียวทั้งหมด แบ่งจ่ายก่อน 3 ล้านเหรีญ ( 98.7 ล้านบาท) ภายใน 10 วัน นับตั้งแต่วันแข่งบอลโลก 2026 จ่ายอีก 17 ล้านดอลลาร์ (559.3ล้านบาท) ภายใน 30 วัน หลังจบแข่งและอีก 50 ล้านเหรียญ (1,645 ล้านบาท) ไปจ่ายทีเดียวก่อนวันแข่งฟุตบอลโลก 2030 ดูจากตัวเลขเม็ดเงินที่ทะยอยจ่าย ผู้บริหาร JAS มองว่าเอาอยู่ และคุ้มเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ที่อยู่ในมือตลอด 4 ปี
ที่น่าสนใจ JAS ไม่ได้ถือลิขสิทธิ์เฉพาะฟุตบอลโลก ก่อนหน้านี้ก็ได้ลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกมาแล้ว ยังมีฟุตบอลยูโรและรายการกีฬาอื่น ๆ เข้ามาอยู่ในระบบอีกหลายรายการ เมื่อรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน ภาพของ JAS ไม่ใช่แค่ถือลิขสิทธิ์กีฬา แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศน์กีฬา หรือ “Sport Ecosystem” เพราะถ้าเป้าหมายกีฬาอย่างเดียว ดีลนี้อาจจะมีความเสี่ยง แต่ถ้าหากเป้าหมายคือการสร้างฐานลูกค้าและสร้างแพลตฟอร์มกีฬาในอนาคตดีลนี้ก็น่าสนใจ
ผู้บริหาร JAS มองเกมยาว คงไม่หวังผลแค่ทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก 2026 แน่ ๆ เพราะด้วยเงื่อนเวลาที่ได้รับสิทธิอย่างเป็นทางการกระชั้นชิด ลงนามเซ็นสัญญาก่อนพิธีเปิดไม่กี่ชั่วโมง รวมถึงเวลาในการแข่งขันก็ไม่เอื้ออำนวยสำหรับคนไทย โดยเฉพาะคู่สำคัญจะเริ่มเตะกันตอนดึกมาก ๆ ร้านอาหาร ร้านเหล้า และผับก็ปิดแล้ว การจะหาลูกค้าหาสมาชิกจากกลุ่มเป้าหมายคงไม่ง่าย
ฉะนั้น เชื่อว่าสิ่งที่ผู้บริหาร JAS ต้องการจริง ๆ ไม่ใช่ผลกำไรจากการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 แม้จำนวนการแข่งขันจะเพิ่มจากฟุตบอลโลก ปี 2022 ที่มีทั้งหมด 65 แมตช์ ราคา 1400 ล้านบาท แต่ในปี 2026 เพิ่มเป็น 104 แมตช์ราคา 1300 ล้านบาท แม้เฉลี่ยต่อแมตช์แล้วราคาจะถูกกว่าก็ตาม ดีลนี้ฟุตบอลโลกรอบนี้ เป็นกลยุทธ์ล็อกกำลังซื้อในอนาคตสำหรับทัวร์นาเมนต์อื่น ๆ จนถึงฟุตบอลโลกปี 2030 เอาไว้ในมือล่วงหน้า
บทวิเคราะห์บางสำนักคำนวณว่า ในทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลกรอบนี้ หาก JAS มีสมาชิกใหม่ 500,000 คนแต่ละคนจ่าย 1500-2000 บาทสร้างรายได้เฉียด ๆ 1 พันล้าน หากรวมสปอนเซอร์ที่ไม่อยากตกกระแสยอมจ่ายก็อาจจะเป็นรายได้อีกส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นเพียงการสันนิษฐานอาจไม่เป็นไปตามที่วิเคราะห์ ขณะที่สภาพเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย พฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปล้วนมีผลต่อการโฆษณาทั้งสิ้น
อันที่จริงผู้บริหารก็ออกมายอมรับว่าหากมองระยะสั้นดีลนี้ไม่คุ้มค่าทางตัวเลขกำไรสุทธิทันที แต่ในแง่กลยุทธ์ ดีลนี้จะเป็นประโยชน์ที่อาจไม่ได้คิดเป็นตัวเงิน
ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าพลันที่มีข่าว JASS ดีลกับ FIFA เพื่อซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก ปี 2026 ราคาหุ้นในตลาดก็พุ่งพรวด ก่อนปิดดีลอย่างเป็นทางการตลาดหุ้นเริ่มมีข่าวลือว่า JASS กำลังเจรจากับ FIFA ทำให้หุ้น JAS กับ MONO ขึ้นล่วงหน้า 4.5% และ 15% ตามลำดับ หลังเจรจาเรียบร้อย JAS พุ่งเกือบ 13% และ MONO บวกกว่า 8% แสดงว่า ตลาดมองดีลนี้เป็นบวกต่ออนาคตบริษัท เชื่อว่าจะมีผลดีต่าง ๆ ตามมามากมาย ขณะเดียวกันก็ช่วยระดับภาพลักษ์ของเครือ JAS และ MONO สู่ Sports & Entertainment Platform ระดับภูมิภาค เป็น King of Sport อย่างแท้จริง
น่าสนใจ การดีลในห้วงเวลาที่กระชั้นชิดไม่ได้หมายความว่าเจ้าของสินค้าจะได้เปรียบโก่งราคาเสมอไป ด้วยเม็ดเงินที่เสนอ FIFA ก็ยากที่ปฏิเสธ บางครั้งอาจจะเป็นนาทีทองของผู้ซื้อถ้าเล่นเกมเป็นแบบเหนือชั้น
บทความอื่น ๆ ของผู้เขียน
นายกฯพบเจ้าสัว กับคำถาม ใครได้ประโยชน์
‘แลนด์บริดจ์’ ตำน้ำพริกละลายทะเล?





