Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

‘แลนด์บริดจ์’ ตำน้ำพริกละลายทะเล?

'แลนด์บริดจ์' ตำน้ำพริกละลายทะเล?

ภารกิจหลักรัฐบาลตอนนี้ คือ เดินหน้าผลักดันอภิมหาโปรเจกต์ “แลนด์บริดจ์” (Land Bridge) หรือ โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทย-อันดามัน มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท แลนด์บริดจ์ไม่ใช่โปรเจกต์แรกของไทยที่ต้องการแย่งเค้กโลจิสติกส์ทางทะเลจากสิงคโปร์ เมื่อหลายสิบปีก่อนหน้านี้มีความพยายามผลักดันโครงการขุดคลองคอคอดกระ แต่ด้วยเหตุผลทางการเมืองจากปัญหาความขัดแย้งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เกรงว่าจะทำให้มีการแบ่งแยกดินแดน จึงไม่สำเร็จต้องพับแผนในที่สุด

ไม่กี่ปีมานี้ก็มีความพยายามผลักดันโครงการขุดคลองไทยเชื่อมมหาสมุทรอินเดียและอ่าวไทยแทนโครงการคอคอดกระ โดยพรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่งและคนไทยบางกลุ่มที่มีกลุ่มทุนจีนอยู่เบื้องหลัง อันที่จริง กลุ่มทุนจีนพยายามชักชวนให้ไทยขุดคลองนี้ผ่านมาเป็น 10-20 ปีแต่ไม่สำเร็จ

สุดท้ายก็มีคนเสนอโครงการ Land Bridge หรือแลนด์บริดจ์ โดยไม่ต้องขุดคลองเหมือนสองโครงการแรก ระยะทางยาวกว่า 90 กิโลเมตร ที่จะเชื่อมต่อระหว่างทะเลอันดามันและอ่าวไทยให้ถึงกัน โดยสะพานเศรษฐกิจประกอบด้วย ทางหลวงพิเศษ (Motorway) 6 ช่องจราจร รถไฟรางคู่ และท่อขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ที่จะใช้อำนวยความสะดวกและเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าระหว่างท่าเรือน้ำลึกใน 2 จังหวัด คือ ท่าเรือระนองแห่งใหม่ในฝั่งอันดามัน และท่าเรือชุมพรในฝั่งอ่าวไทย โครงการจะแบ่งเป็น 4 ระยะ รัฐบาลคาดว่าจะสามารถรองรับตู้สินค้าได้ฝั่งละ 20 ล้าน TEU หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณการขนส่งทางทะเลที่ผ่านทางสิงคโปร์ในปัจจุบัน

โครงการแลนด์บริดจ์ เริ่มมาตั้งแต่สมัย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่กำลังศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการก็ยุบสภาเสียก่อน หลังการเลือกตั้งปี 2566 รัฐบาลนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ก็หยิบโครงการนี้ขึ้นมาศึกษาอีกครั้งในปี 2567 ซึ่งที่ผ่านมานายเศรษฐา ได้เดินสายจัดโรดโชว์ เชิญชวนให้นักลงทุนต่างชาติจากทั้ง จีน ญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐฯ ให้มาร่วมลงทุนเพราะเชื่อว่าโครงการนี้จะช่วยยกระดับความเป็นอยู่ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยได้ในอนาคต แต่ไม่ทันทำอะไรก็ถูกปลดและเปลี่ยนรัฐบาล

ล่าสุดรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ประกาศว่าจะผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ขึ้นมาใหม่ ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในนโยบายหาเสียงในการเลือกตั้ง ซึ่งอันที่จริงพรรคภูมิใจไทยพยายามผลักดันเรื่องนี้ตั้งแต่ร่วมรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ รอบนี้จะเสนอเข้าที่ประชุม ครม. ราวๆ เดือนกรกฎาคมนี้ ส่วนรูปแบบการลงทุนของโครงการ เดิมจะเป็นการร่วมทุนระหว่างรัฐบาลกับเอกชน (Public-Private Partnership หรือ PPP) โดยที่ทางรัฐบาลไทยจะให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนในการก่อสร้าง และบริหารจัดการทั้งหมดเป็นระยะเวลา 50 ปี

อย่างไรก็ตาม โครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งยังถกเถียงกันอยู่ว่าทำแล้วจะคุ้มหรือไม่ เป็นคำถามทุกครั้งที่มีความพยายามผลักดัน เพราะประเมินว่าต้องใช้เงินลงทุนถึง 1 ล้านล้านบาท หากเทียบกับความสูญเสียหลายๆ อย่างที่จะตามมา จากการศึกษาความเป็นไปได้โครงการของสภาพัฒน์ ร่วมกับศูนย์บริการวิชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า แลนด์บริดจ์ไม่มีความเป็นไปได้ในด้านเศรษฐศาสตร์ เนื่องจากมีอัตราผลตอบแทนเชิงเศรษฐศาสตร์เพียง 1.24% เท่านั้น ซึ่งสิ่งที่น่ากังวลและผลกระทบที่ต้องพึงระวังคือ ผลกระทบมิติด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากตัวโครงการส่งผลกระทบต่อพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติในพื้นที่ที่มีการก่อสร้าง

ที่ผ่านมารัฐบาลได้ไปโรดโชว์แต่บริษัทที่สนใจเข้ามาลงทุนส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้าง บริษัทรับบริหารท่าเรือ แม้แต่รัฐบาลก่อนหน้านี้จะเคยบอกว่าจะมีกลุ่ม DP World จากดูไบเข้ามาลงทุน แต่ก็เป็นบริษัทรับบริหารท่าเรือ ไม่ใช่บริษัทเดินเรือสินค้าที่จะใช้บริการ ภาคเอกชนหลายรายยืนยันว่า ยังไม่มีบริษัทขนส่งทางเรือสนใจจะมาใช้บริการแม้แต่รายเดียว โดยมองว่าไม่คุ้ม เพราะแลนด์บริดจ์ช่วยย่นระยะเวลาแค่ 2 วันเมื่อเทียบกับขนสินค้าผ่านช่องแคบมะละกา แต่ต้องมีต้นทุนเพิ่มในการขนส่งที่ต้องยกตู้สินค้าจากเรือขนส่งขึ้นรถไฟ แล้วยกลงจากรถไฟลงเรืออีกรอบเกิดความซ้ำซ้อน ยิ่งจำนวนตู้ที่ขนขึ้นรถไฟมีจำนวนมากทำให้การขนส่งล่าช้าต้องรอคิวนาน เผลอ ๆ อาจเสียเวลามากกว่าผ่านทางช่องแคบมะละกาเสียอีก แต่ที่แน่ ๆ ต้นทุนในการขนส่งเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องความปลอดภัยและความมั่นคงในการใช้เส้นทาง ทำอย่างไรผู้ลงทุนจะมั่นใจว่าเส้นทางการขนส่งจะปลอดภัยไม่มีปัญหาระหว่างทาง บริษัทเดินเรือกังวลเรื่องนี้มาก

ที่สำคัญสำหรับประเทศ รัฐบาลต้องตอบคำถามสังคมให้ได้ว่า โครงการนี้จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศและคนในพื้นที่ภาคใต้อย่างไร ไม่ใช่รวยกระจุกอยู่นายทุนไม่กี่กลุ่ม แต่ชาวบ้านยังจนกระจายเหมือนเดิม แม้ว่ารัฐบาลจะเคยอ้างว่าจะทำให้ GDP ของประเทศโต 1.5% สร้างงานในพื้นที่ 2.8 แสนคน ก็เป็นการอ้างแบบลอยๆ ไม่มีผลการศึกษารองรับ

รัฐบาลอ้างว่ารัฐไม่ต้องลงทุนแต่จะให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน แต่ในความเป็นจริงรัฐบาลจะต้องจ่ายค่าเวนคืนในพื้นที่หลายหมื่นไร่ คิดเป็นเงินอาจจะหลายหมื่นล้านบาท ลงทุนด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน และยังต้องลงทุนสร้างรถไฟรางคู่ขนาด 1.0 เมตร ซึ่งยังไม่รวมถึงการเสียโอกาสจากการท่องเที่ยวและผลกระทบสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต การทำมาหากินของชาวบ้านเปลี่ยนไป สิ่งเหล่านี้มีมูลค่าทั้งสิ้น

หากรัฐบาลจะเดินหน้าต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบและชอบธรรมกับทุกฝ่าย ต้องโปร่งใสให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมไม่ใช่แค่บอกให้รู้ ประเทศและชาวบ้านในพื้นที่ต้องได้ประโยชน์จริง ๆ ไม่ใช่นายทุนที่ดินที่กว้านซื้อที่ดักไว้ เจ้าของนิคมอุตสาหกรรม บริษัทรับเหมาก่อสร้าง กลุ่มทุนพลังงาน และกลุ่มทุนข้ามชาติ มิเช่นนั้นสิ่งที่รัฐบาลลงทุน ก็จะกลายเป็น “ตำน้ำพริกละลายในทะเล” 

บทความอื่น ๆ ของผู้เขียน

โลกเมินไทย ‘หลุดโผลงทุน’ ดับฝันหลุดกับดักรายได้ปานกลาง

Stagflation ฝันร้ายเศรษฐกิจไทย

ตะวันออกกลาง… เส้นเลือดใหญ่เศรษฐกิจไทย

×

Share

ผู้เขียน

ทวี มีเงิน Avatar