ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน กำลังเป็นความเสี่ยงใหม่ให้กับเศรษฐกิจโลกรวมถึงเศรษฐกิจไทยผ่าน ”วิกฤติพลังงาน” หากสงครามยังยืดเยื้อ ย่อมกระทบกับเส้นทางน้ำมันสำคัญของโลก อย่างช่องแคบฮอร์มูช ที่เป็นเส้นทางขนน้ำมัน 20% ของโลก ทำให้น้ำมันจะขาดตลาดราคาจะพุ่งกระฉูดทันที
เมื่อเร็ว ๆ นี้สำนักข่าวบลูมเบอร์ก รายงานว่า ทีมเศรษฐกิจของประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ กำลัง ”Stress test” เศรษฐกิจโลก ด้วยสมมติฐานหากราคาน้ำมันพุ่งสูงถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้ แต่ทำเนียบขาวจะปฏิเสธข่าวนี้
สงครามตะวันออกกลางครั้งนี้ ไม่กระทบเฉพาะน้ำมันเท่านั้น แต่กำลังลามไปยังพลังงานทั้งระบบ ทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม และค่าครองชีพ เนื่องจากพื้นที่อ่าวเปอร์เซียและตะวันออกกลาง เป็นศูนย์กลางของเชื้อเพลิงและวัตถุดิบสำคัญมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ก๊าซธรรมชาติเหลว เช่น LNG/LPG สารตั้งต้นในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ใช้การผลิตปุ๋ย พลาสติก อะลูมิเนียม และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ หรือ ก๊าซธรรมชาติเหลว เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า โดยไทยนำเข้าจากตะวันออกกลางกว่า 50% เลยทีเดียว
ดังนั้น ความเสียหายจากการถูกทำลายจะส่งผลกระทบไปถึงผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมชนิดอื่น ๆ เช่น ก๊าซหุงต้ม (LPG) ที่ใช้ในครัวเรือน ขณะที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ก็ขาดแคลน ‘แนฟทา’ ทำให้โรงงานในมาบตาพุด จังหวัดระยอง ต้องหยุดผลิตชั่วคราว ยิ่งเกิดเหตุการณ์ระเบิดในแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติของกาตาร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ส่งออก LNG รายสำคัญของโลก และเป็นแหล่งนำเข้าหลักของไทย
การผลิตไฟฟ้าของไทยต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นหลักสูงถึง 57% ของกำลังการผลิตทั้งหมด และในจำนวนนี้เป็นการนำเข้า LNG สูงถึง 50% ทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นและจะส่งผลกระทบต่อค่าไฟตามมา สถานการณ์น้ำมันโดยเฉพาะดีเซล ที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ในระบบขนส่งสินค้า หากขาดแคลนหรือราคาสูงขึ้นจะทำให้ธุรกิจการค้าและอุตสาหกรรมปั่นป่วนอย่างหนัก
จึงน่าเป็นห่วงว่า โลกใบนี้รวมถึงประเทศไทย มีโอกาสจะเกิดภาวะ Stagflation กล่าวคือ เกิดวิกฤติ 2 ด้านพร้อม ๆ กัน คือ เกิดการหยุดชะงัก หรือภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาฝืดเคือง หรือ stagnant กับ inflation ที่หมายถึง ภาวะเงินเฟ้อ พูดง่าย ๆ คือการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว แต่เงินเฟ้อพุ่งสูงจากต้นทุนราคาน้ำมันแพง สินค้าต่าง ๆ ราคาแพง ซึ่งไทยเคยเกิดภาวะดังกล่าวในปี 2523 อัตราเงินเฟ้อสูงกว่า 10% เนื่องจากราคาน้ำมันสูงขึ้นกว่า 40% สิ่งที่ตามมา คือเศรษฐกิจซบเซาต่อเนื่องยาวนาน หลังจากนั้นหลายปี ถือว่าหนักสุด ๆ
หากราคาน้ำมันพุ่งสูงถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลจริง ตามที่สำนักวิเคราะห์หลายสำนักคาดการณ์ เงินเฟ้อของไทยอาจจะสูงถึง 4-5% จากต้นทุนพลังงาน จะส่งผลกระทบกับการขนส่ง รวมถึงต้นทุนสินค้าและ บริการในประเทศจะสูงขึ้นโดยทันที ต้นทุนอาหารและสินค้าโดยทั่วไปต้องปรับราคาตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงค่าไฟฟ้าก็สูงขึ้นส่งผลต้นทุนการผลิตภาคอุตสาหกรรมก็จะขยับขึ้นตาม เนื่องจากเศรษฐกิจไทยต้องพึ่งพาพลังงานนำเข้าเป็นหลัก มากถึง 8% ของจีดีพี. ขณะที่รายได้ประชาชนไม่ได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของแรงกดดันต่อกำลังซื้อ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ผลกระทบจากวิกฤติพลังงานครั้งนี้ กำลังกลายเป็นฝันร้ายที่ซ้ำเติมปากท้องของคนไทย ล่าสุด เรือโดยสารคลองแสนแสบ และเรือด่วนเจ้าพระยา ก็ประกาศปรับขึ้น 2 บาท ตลอดจนราคาปุ๋ยและสินค้าเกษตรที่แพงขึ้นตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ฐานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงก็อยู่ในขั้นวิกฤติ บัญชีติดลบไปแล้วกว่า 35,000 ล้านบาท รัฐอุ้มต่อไปไม่ไหว ไม่สามารถใช้กลไกอุดหนุนราคาที่ฝืนกลไกตลาดโลกได้ ในที่สุด รัฐบาลต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด และช่วยเหลือแบบเจาะจงเฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มเปราะบางราว 13 ล้านคน กลุ่มเกษตรกรผ่านการจัดหาปุ๋ยราคาถูก กลุ่มขนส่ง กลุ่มประมง กลุ่มเอสเอ็มอีและกลุ่มผู้รับเหมาโครงการรัฐ
แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่า คือโครงสร้างหนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ในระดับสูง เมื่อค่าครองชีพเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประชาชนต้องนำรายได้ไปใช้กับค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็น พลังงาน อาหารมากขึ้น เงินที่จะนำไปใช้จ่ายด้านอื่น ๆ ก็น้อยลง นั่นหมายความว่า ธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร และบริการต่าง ๆ ย่อมได้รับผลกระทบยอดขายชะลอตัว แม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นแต่ไม่สมารถปรับราคาได้ เพราะกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง สถานการณ์นี้เท่ากับบีบให้ธุรกิจต้องลดลต้นทุนลง อาจใช้วิธีลดการจ้างงาน หรือชะลอการลงทุน สุดท้ายคนจะตกงานมากขึ้น
ขณะเดียวกันในด้านรายได้เข้าประเทศก็มีปัญหา ภาคการท่องเที่ยวที่เป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบ ราคาน้ำมันสูงขึ้นย่อมทำให้ต้นทุนการเดินทางระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น ตั๋วเครื่องบินมีราคาแพงขึ้น นักท่องเที่ยวต้องชะลอการเดินทาง หรือใช้วิธีการเปลี่ยนเดินทางไปเที่ยวประเทศใกล้ ๆ ซึ่งประหยัดกว่า รายได้จากการท่องเที่ยวของไทยต้องลดลงในช่วงที่เศรษฐกิจในประเทศอ่อนแอ ประกอบกับการส่งออกที่ชะลอตามภาวะเศรษฐกิจโลก เครื่องยนต์ที่หารายได้เข้าประเทศทั้ง2เครื่องต่างต้องเผชิญแรงกดดัน
ที่สำคัญ เงินเฟ้อที่เกิดจากตุ้นทุนพลังงานขณะที่เศรษฐกิจในประเทศชะลอตัว ทำให้แบงก์ชาติดำเนินนโยบายการเงินยากลำบากว่า จะใช้นโยบายดอกเบี้ยอย่างไร การขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้ออาจจะซ้ำเติมเศรษฐกิจที่อ่อนแออยู่แล้ว การลดดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะเท่ากับเร่งให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น
วิกฤติครั้งนี้อาจจะหนักกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ในวิกฤติย่อมมีโอกาส ถ้ารัฐบาลจะกล้าหาญพอที่จะรื้อขยะพลังงานที่ซุกอยู่ใต้พรม ทั้งเรื่องนโยบายและโครงสร้างที่เอื้อกลุ่มทุนไม่กี่กลุ่มในธุรกิจพลังงานที่เป็นเหลือบสูบเลือดคนไทยมานาน
บทความอื่น ๆ ของผู้เขียน
ตะวันออกกลาง… เส้นเลือดใหญ่เศรษฐกิจไทย
ระวัง ‘อาฟเตอร์ช็อค’ ภาษีทรัมป์
จากเสือตัวที่ห้า…ทำไมกลายเป็น ‘คนป่วยแห่งเอเซีย’



