ครั้งหนึ่ง ประเทศไทยเคยได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในอาเซียน จนเคยได้รับการคาดหมายว่า “เสือตัวที่ห้าแห่งเอเซีย” ต่อจากญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลีและไต้หวัน แต่ทุกวันนี้ไทยกำลังถูกกล่าวขานว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเซีย” ที่กำลังดิ้นรนจากความซบเซา ความไม่มั่นคงทางการเมือง และมีจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่เป็นบาดแผลเรื้อรังมานาน
ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ไทยเคยถูกจับตามองว่าเป็นดาวรุ่งของเอเซีย เศรษฐกิจไทยตอนนั้น GDP โตปีละ 8-9% แต่วันนี้ตัวเลข GDP เฉลี่ยเหลือราว ๆ 2% เท่านั้น ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เหนือกว่าลาวและพม่าเท่านั้น เกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจไทย ที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่แถวหน้า แต่วันนี้ต้องมาอยู่รั้งท้ายและกำลังป่วยหนัก ทั้งที่ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาเคยถูกมองว่า นี่คือ “ปาฏิหาริย์แห่งเอเชีย”
แม้แต่หลังวิกฤตการณ์ทางการเงินเอเชียปี 2540 ที่เรียกว่า “วิกฤติต้มยำกุ้ง” ไทยได้ประโยชน์จากการลอยตัวค่าเงินบาท ทำให้เงินบาทเคยอ่อนค่าถึง 52 บาทต่อหนึ่งดอลลาร์สหรัฐ ช่วยฟื้นเศรษฐกิจกลับมาเติบโต ผ่านการส่งออก โดยเฉพาะสินค้าเกษตรได้อานิสงค์อย่างมาก รวมถึงการผลิต และการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยกลับเติบโตล้าหลังเพื่อนบ้านในอาเซียนโตช้ากว่ามาเลเซีย อินโดฯ ฟิลิปปินส์ไม่ต้องพูดถึงเวียดนามที่กำลังจะแซงไทยในอีกไม่นาน
ปัญหาทั้งหลายทั้งปวง เกิดจาก “การเมืองไทยไม่นิ่ง” รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ ทำให้ไม่เอื้อต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว ในห้วงเวลาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ไทยเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนนายกรัฐมนตรี บ่อยกว่าการเปลี่ยนแผนพัฒนาเศรษฐกิจ มีการรัฐประหารถึง 13 ครั้ง และเปลี่ยนรัฐธรรมนูญไปแล้วกว่า 20 ฉบับ ในสายตาของนักลงทุน นี่ไม่แค่ปัญหาการเมืองแต่คือสัญญาณว่า กติกาอาจเปลี่ยนได้ตลอดเวลา นโยบายวันนี้ถึงพรุ่งนี้อาจไม่ใช่ ไม่มีความแน่นอน ไม่มีความต่อเนื่อง
นั่นหมายความว่า รัฐบาลอาจเปลี่ยนจากการเลือกตั้งหรือจากอำนาจนอกระบบได้ตลอดเวลา แต่สิ่งที่เหมือนเดิมคือ ประเทศต้องเริ่มต้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อการเมืองไม่เสถียร เศรษฐกิจต้องพึ่งพาทางลัด ไทยจึงเลือกพึ่งการท่องเที่ยวมากเกือบ 1 ใน 5 ของ GDP แต่เครื่องยนต์การท่องเที่ยวมีจุดอ่อนตรงที่มีความเปราะบางสูงในช่วงเวลาปกติอาจดูดี แต่ในช่วงสถานการณ์โควิดพิสูจน์แล้วว่าโครงสร้างแบบนี้เปราะบางแค่ไหน นักท่องเที่ยวหาย รายได้หด เศรษฐกิจก็สะดุด
ภาคการผลิตของไทยตกต่ำมาหลายปีแล้ว เนื่องจากความต้องการภายในประเทศที่อ่อนแอ การไหลเข้าของสินค้าจีนราคาถูก และการแข่งขันที่รุนแรงจากศูนย์กลางการผลิตใหม่ ๆ เช่น เวียดนาม อุตสาหกรรมของไทยกลับไม่สามารถขยับไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูงได้ทันโลก ยังผลิตสินค้าอุตสาหกรรขั้นปฐมภูมิที่ใช้แรงงาน ไม่มีเทคโนโลยี ไม่มีนวัตกรรมและไม่เป็นที่ต้องการของตลาด
ที่ผ่านมา ไทยพึ่งพาอุตสาหกรรมรถยนต์อย่างมากจึงมีความเปราะบางต่อภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกและการหยุดชะงักทางเทคโนโลยี ได้ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยที่เคยยิ่งใหญ่เคยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ในภูมิภาค แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาบริษัทต่าง ๆ เช่น นิสสัน ฮอนด้า ซูซูกิ และอื่น ๆ ได้ปิดโรงงานหรือลดกำลังการผลิตลง
ปัญหาของใหญ่ของไทยอยู่ที่ไม่มีระบบที่เอื้อต่อการแข่งขันอย่างแท้จริง ธุรกิจขนาดใหญ่จำนวนมากยังถูกผูกขาดโดยตระกูลมหาเศรษฐีไม่กี่กลุ่ม คนรวยที่สุด 10% ถือครองทรัพย์สินเกือบ 70% ของประเทศ โครงสร้างแบบนี้ทำให้ผู้เล่นหน้าใหม่เติบโตยาก นวัตกรรมเกิดช้ารวมถึงเศรษฐกิจขาดแรงผลักจากการแข่งขัน
เมื่อการแข่งขันไม่มีจริง รายได้ไม่กระจายและเมื่อรายได้ไม่กระจายคนส่วนใหญ่ต้องก่อหนี้ หนี้ครัวเรือนของไทยจึงพุ่งขึ้นราว 90% ของ GDP สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของเอเซีย เนื่องจากค่าจ้างยังคงทรงตัวหนี้ระดับนี้ไม่ได้แค่ลดกำลังซื้อ แต่ยังขโมยอนาคตเพราะคนเป็นหนี้สูงไม่สามารถลงทุนกับการศึกษา และทักษะใหม่ ๆ ได้
ขณะเดียวกันประเทศกำลังเผชิญวิกฤติแรงงานอย่างเงียบ ๆ ไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยแบบ “แก่ก่อนรวย” วัยแรงงานเริ่มลดลงตั้งแต่ปี 2562 และจะลดลงต่อเนื่องปีละประมาณ 1% ด้านอัตราการเกิดของประชากรไทยก็ลดลงต่อเนื่องมา 4 ปีติดต่อกันในปี 2568 อัตราการเกิดต่ำสุดในรอบ 75 ปี นี่ไม่ใช่เรื่องอนาคตแต่เป็นปัญหาปัจจุบัน
ในจังหวะที่โลกกำลังแข่งขันด้าน AI เซมิคอนดัคเตอร์ และเทคโนโลยีขั้นสูง ไทยกลับผลิตวิศวกรได้น้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ทักษะภาษาอังกฤษยังเป็นข้อจำกัดที่สำคัญ การดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูงจึงไม่เกิด แม้แรงงานราคาถูก แต่โลกวันนี้ไม่ได้แข่งกันที่แรงงานต่ำอีกต่อไป
ทั้งหมดนี้ขมวดเป็นปมเดียวคือ เกิดจากการเมืองไทยที่ไม่มีเสถียรภาพ รัฐบาลส่วนใหญ่ไม่เคยอยู่ครบเทอม ขณะที่การพัฒนาประเทศต้องใช้ความต่อเนื่อง รัฐบาลต้องกล้าตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้องเป็นประโยชน์กับประเทศ
ทุกวันนี้ปัญหาที่รอแก้ไขซุกอยู่ใต้พรมเต็มไปหมดทั้ง การปฏิรูปการศึกษาให้ตรงกับยุคสมัย ทั้งเทคโนโลยีและนวัตกรรม ปัญหาแรงงานต่างชาติ ปัญหาการผลิตอุตสาหกรรมขั้นสูงและ พลังงานสีเขียว เป็นต้น หากไม่ไม่รีบดำเนินการแก้ไข ประเทศไทยคงจะเป็นคนป่วยแห่งเอเซียอีกนาน
คำถามสำคัญ รัฐบาลใหม่จะกล้าปรับโครงสร้างอำนาจ ลดการผูดขาด และสร้างกติกาที่มั่นคงพอให้เศรษฐกิจเดินเองได้หรือไม่ รัฐบาลต้องสร้างอุตสาหกรรมใหม่ทดแทนอุตสาหกรรมเก่า ที่ผ่านมารัฐบาลไหนๆก็จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยมาตรการ “อัดฉีด” แจกเงินประคองสถานการณ์ระยะสั้น ๆ ซึ่งช่วยให้ไม่ทรุดทันที แต่ก็ไม่เคยแก้โครงสร้าง เศรษฐกิจไทยจึงเหมือนคนไข้ที่ได้รับยาแก้ปวดตลอดเวลาไม่เคยผ่าตัดเพื่อรักษาโรคอย่างจริงจัง เศรษฐกิจจึงไทยป่วยเรื้อรังจนทุกวันนี้
หากการเมืองยังเป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจเหมือนที่ผ่านมา ต่อให้เปลี่ยนรัฐบาลอีกกี่ครั้งประเทศไทยก็ยังจะอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน ขณะทีประเทศเพื่อนบ้านเริ่มทิ้งห่างไปเรื่อย ๆ จนไทยเราถูกเรียกว่า “คนป่วยแห่งเอเซีย“
บทความอื่น ๆ ของผู้เขียน
กองทุนประกันสังคม…สะท้อน ‘รัฐล้มเหลว’
ระบบอุปถัมภ์… กับรัฐที่พังซ้ำซาก
2569 ปีแห่งความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทย
ระวัง! ไทยจะเป็น ‘อาเจนตินาแห่งอาเซียน’



