เมื่อวันที่ 9 เมษายน ที่ผ่านมา “อนุทิน ชาญวีระกุล” นายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน 0.2 ต่อรัฐสภา ร่ายยาวเป้าหมายหลักเพื่อขับเคลื่อนประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤติโลก และหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง รวมถึงปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการลงทุน วางเป้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้แข่งขันได้อย่างยั่งยืน โดยผลักดันอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ดิจิทัลและ AI หุ่นยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ อาหารแปรรูปมูลค่าสูง พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ ยานยนต์สมัยใหม่ และอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ รวมถึงยกระดับตลาดเงินตลาดทุนให้ทันสมัย โปร่งใส และรองรับการลงทุนขนาดใหญ่เชิงยุทธศาสตร์
ระหว่างที่รัฐบาลแถลงนโยบายเป็นห้วงเวลาเดียวกันกับ สถาบันมิลเคน (Milken Institute)ได้รายงานดัชนีโอกาสด้านการลงทุนระดับโลก (Global Opportunity Index) ประจำปี 2569 น่าแปลก ที่ประเทศไทยไม่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์ในการจัดอันดับครั้งนี้แปลไทยเป็นไทย คือ ไทยตกขบวนรถไฟสายการลงทุนของโลกเป็นที่เรียบร้อย ดับฝันสิ่งที่นายกฯอนุทิน ตั้งความหวังจะให้ไทยหลุดพ้นกับดักรายได้เป็นกลาง
ในรายงานของสถาบันมิลเคนยกให้มาเลเซีย เป็นจุดหมายปลายทางการลงทุนที่น่าดึงดูดที่สุดในภูมิภาคและเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนาด้วยกันโดยได้รับการจัดอันดับ 1 ในอาเซียนและอันดับที่ 23 ของโลก ในรายงานระบุว่า มาเลย์มีรากฐานเศรษฐกิจที่มั่นคง อีกทั้งยังเป็นประเทศที่มีรายได้ต่อหัวสูงที่สุดใน 6 ประเทศอาเซียนที่ถูกนำมาวิเคราะห์ ส่วนเวียดนามได้อันดับ 2 ของอาเซียนและอันดับที่ 39 ของโลกเนื่องจากมีอัตราการเติบโตของจีดีพี. สูงสุด 6.5% ในปี 2568 อัตราเงินเฟ้อต่ำอีกทั้งการค้าก็เป็นไปด้วยดี
ส่วนไทยกับเมียนมาร์ไม่ถูกนำมาวิเคราะห์ในการจัดอันดับครั้งนี้ มี 2 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยต้องหลุดโผ คือ 1) ไทยมีอัตราการเติบโตช้า อันนี้ปฏิเสธไม่ได้จีดีพี. ของไทยต่ำเตี้ยเรี่ยดินมานาน และข้อ 2)ไม่มีชื่ออยู่ในรายงานความพร้อมทางธุรกิจ (Business Ready) ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งข้อมูลสำหรับการทำรายงานดัชนีโอกาสด้านการลงทุนระดับโลกในปี 2569 เช่นเดียวกับบรูไนและติมอร์ไม่ได้ถูกนำมารวมด้วยเหตุผลด้านข้อมูล ส่วนสิงคโปร์ถูกแยกพิจารณาเพราะถือเป็นประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว
ไทย เมียนมาร์ บรูไนและติมอร์ อยู่กลุ่มเดียวกัน คือ เป็นกลุ่มตกสำรวจกรณีที่ไทยไม่ถูกนำมาวิเคราะห์ในดัชนีโอกาสด้านการลงทุนระดับโลก (Global Opportunity Index) ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กแน่ ๆ สะท้อนว่า ”ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ของไทยที่ซุกไว้ใต้พรมมานาน ในสายตานักลงทุนทั่วโลกเริ่มเห็นว่า ผลตอบแทนไม่คุ้มกับการเข้ามาลงทุน
ปัญหาใหญ่ที่สุดของไทยตามที่สถาบันมิลเคนรายงานว่า เศรษฐกิจไทยเติบโตค่อนข้างช้า ต้องยอมรับความจริงว่า ในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยอยู่ในระดับ 2-3% โดยเฉลี่ยยิ่งหลังวิกฤติโควิดเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้น ขณะที่เวียดนามโตต่อเนื่อง จีดีพี. ระดับ 6-7% อินโดนีเซียกับมาเลเซียเฉลี่ย 5% โดยเฉพาะมาเลย์มีโครงสร้างเศรษฐกิจแข็งแรงประชาชนมีรายได้ต่อหัวสูง มีเป้าหมายชัดเจนว่าจะเป็นประเทศที่มีรายได้สูงในปีไหน
สาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจไทยโตช้า เนื่องจากรายได้หลักพึ่งพาการท่องเที่ยวซึ่งมีความอ่อนไหวง่ายจะเห็นได้จากในช่วงโควิดธุรกิจท่องเที่ยวดับสนิท ส่วนสินค้าส่งออกก็ยังเป็นสินค้าแบบเดิม ๆ สินค้าบางประเภทไม่เป็นที่ต้องการของตลาด อีกทั้งไทยยังขาดอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เช่น AI EV หรือ Semiconductor ประกอบกับแรงงานมีประสิทธิภาพต่ำ มิหนำซ้ำยังเจอสงครามภาษีซ้ำเติม
ที่สำคัญไทยพลาดโอกาสทองการลงทุนเมื่อไม่สามารถฉกฉวยกรณี บริษัทข้ามชาติพากันแห่ย้ายฐานการลงทุนหนีออกจากจีน โดยนักลงทุนส่วนใหญ่เลือกย้ายฐานไปเวียดนาม ที่วางบทบาทเป็นศูนย์กลางการผลิตอิเลคทรอนิกส์และเทคโนโลยี รองลงมาเป็นอินโดนีเซีย ที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติสร้างห่วงโซ่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และมาเลย์มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมเซมิคอนดัคเตอร์ ทั้งที่ครั้งหนึ่งไทยเคยเป็นฐานการผลิตรถยนต์จนได้ชื่อว่า ดีทรอยต์แห่งเอเซีย แต่กลับไม่สามารถเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปไปสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าได้ สะท้อนถึงนโยบายไม่มีความชัดเจนนักลงทุนจึงตัดสินใจเลือกลงทุนในประเทศที่พร้อมและมีนโยบายชัดเจนกว่า
นอกจากนี้ไทยยังขาดความพร้อมด้านข้อมูลและมาตรฐานสากล จะเห็นได้จากกรณีที่ไทยไม่ปรากฏในรายงาน Business Ready ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญของดัชนีการลงทุนระดับโลก สะท้อนถึงการไม่ให้ความสำคัญกับ “ความพร้อมด้านข้อมูล” ในยุคที่การตัดสินใจลงทุนพึ่งพาข้อมูลเป็นตัวนำประเทศที่ไม่มีข้อมูลครบถ้วนหรือไม่สอดคล้องมาตรฐานสากลจะถูกลดความน่าเชื่อถือโดยอัตโนมัติ
อีกทั้งไทยยังไม่มีระบบนิเวศน์ด้านนวัตกรรมที่เข้มแข็ง แม้จะมีสถาบันการเงินที่มั่นคงก็ตาม แต่ในมิติของนวัตกรรมและเทคโนโลยีไทยยังตามหลังประเทศที่สามารถสร้าง Ecosystem ที่เอื้อธุรกิจใหม่ ๆ การขาดแคลน Venture Capital ขนาดใหญ่ การเติบโตของ Startup ที่ค่อนข้างจำกัดและเป็นไปอย่างช้า ๆ การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนายังมีน้อยและไม่เพียงพอ ไทยจึงไม่สามารถสร้างคลื่นลูกใหม่ทางเศรษฐกิจได้ ต่างจากสิงคโปร์และมาเลเซียที่กำลังเร่งพัฒนา Ecosystem เหล่านี้อย่างจริงจัง
ปัญหาประชากรของไทยเป็นอีกจุดอ่อนที่ทำให้เสียเปรียบ ทุกวันนี้ไทยกลายเป็นประเทศสังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ ซึ่งจะส่งผลกระทบกับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ทั้งในด้านแรงงานขาดแคลนและค่าแรงสูงขึ้น การบริโภคชะลอตัวซึ่งเป็นตัวสะท้อนถึงศัยภาพตลาดในอนาคต
ยิ่งการเมืองไทยไร้เสถียรภาพมีความไม่แน่นอนสูง เปลี่ยนรัฐบาลบ่อยนโยบายขาดความต่อเนื่อง ระบบราชการซับซ้อนไร้ประสิทธิภาพเรื่องเดียวมีหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง การอนุมัติโครงการต่างๆล่าช้า ไม่โปร่งใสบางครั้งนักลงทุนต้องจ่ายใต้โต๊ะตั้งแต่ระดับหน่วยงานราชการจนถึงระดับการเมือง นักลงทุนจึงหันไปลงทุนที่อื่นแทน ต้องเข้าใจว่า นักลงทุนระดับโลกไม่ได้มองแค่ผลตอบแทนเฉพาะหน้าระยะสั้น ๆ แต่จะให้ความสำคัญกับกติกาที่แน่นอนในระยะยาว ถ้ากฏระเบียบไม่ชัดเจนนโยบายเปลี่ยนบ่อย ๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นต้นทุนแฝง ตรงนี้เป็นจุดอ่อนทำให้ไทยเสียเปรียบ
ภาพลักษณ์ประเทศไทยในสายตานักลงทุนทั่วโลกขาดความชัดเจนในระยะยาว ไม่ให้ความสำคัญในการการปฎิรูปเชิงโครงสร้างนโยบายเศรษฐกิจยังเน้นกระตุ้นระยะสั้น ๆ
บทความอื่น ๆ ของผู้เขียน
Stagflation ฝันร้ายเศรษฐกิจไทย
ระวัง ‘อาฟเตอร์ช็อค’ ภาษีทรัมป์
ตะวันออกกลาง… เส้นเลือดใหญ่เศรษฐกิจไทย



