Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

จากเตาไฟฟ้าสู่แบรนด์ 400 ล้าน: เจาะวิธีคิด ‘จีรภัทร’ ผู้ปั้น พาสต้าอาม่า-ปูนแดง แกงร้อน ด้วยวิถี ‘คนอึด’

จากเตาไฟฟ้าสู่แบรนด์ 400 ล้าน: เจาะวิธีคิด ‘จีรภัทร’ ผู้ปั้น พาสต้าอาม่า-ปูนแดง แกงร้อน ด้วยวิถี ‘คนอึด’

ในยุคที่สมรภูมิธุรกิจร้านอาหารต้องเผชิญกับพายุลูกใหญ่รอบทิศ ทั้งต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูง กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัว และทางเลือกใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นแทบทุกวินาที จนทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากเลือกที่จะชะลอการลงทุนเพื่อเซฟตัวเอง แต่สำหรับ จี-จีรภัทร ศรีทองคำ กลับมองเห็นภาพที่ต่างออกไป

จากเด็กหนุ่มพนักงานออฟฟิศสายงานทรัพยากรบุคคล เงินเดือนเริ่มต้น 13,000 บาท ที่มีเพียงจักรยานยนต์คู่ใจคันเดียวและความฝันตรงไปตรงมาว่าอยากรวย

ภายในระยะเวลาไม่ถึง 5 ปี เขาได้พิสูจน์ให้เห็นว่า จิตวิทยาองค์กร ความกล้าหาญในการทุบหม้อข้าวตัวเอง และทัศนคติที่ไม่เคยมีคำว่าทำไม่ได้ สามารถเนรมิตธุรกิจอาหารจากเงินทุนก้อนสุดท้ายเพียง 30,000 บาท และเตาไฟฟ้าตัวละ 1,700 บาท ให้กลายเป็นอาณาจักรอาหารที่มีรายได้รวมกว่า 400 ล้านบาทต่อปี บริหารพนักงานเกือบ 400 ชีวิต ภายใต้แบรนด์ฮิตติดกระแสอย่าง “พาสต้าอาม่า” (Pasta Ama), KARAMIZU ร้านขนมโตเกียวพรีเมียม และแบรนด์อาหารไทยระดับรางวัลมิชลินไกด์ อย่าง “ปูนแดง แกงร้อน” พร้อมปักหมุดหมายท้าทายใหม่พุ่งทะยานสู่เป้าหมาย 1,000 ล้านบาทภายใน 3 ปี

อะไรคือเบื้องหลังของวิธีคิดที่สวนทางกับความกลัว และเหตุใดแบรนด์อาหารไทยพื้นบ้านอย่าง “ปูนแดง แกงร้อน” จึงสามารถคว้าสัญลักษณ์ความอร่อยระดับ Michelin Guide มาครองได้ภายในเวลาเพียง 1 ปีหลังเปิดตัว บทสัมภาษณ์นี้จะพาไปหาคำตอบ พร้อมเจาะลึกถึงแก่นแท้ของการบริหารที่รสชาติเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่ง แต่ระบบ คน และการคิดเผื่อความเสี่ยงต่างหาก คือสิ่งที่มีค่าที่สุดที่จะเปลี่ยนวิธีคิดในการทำธุรกิจของผู้ประกอบการรุ่นใหม่

จุดเริ่มแห่งความกระหาย ‘ผมแค่อยากรวย’

“ผมคือพนักงานประจำคนหนึ่งเมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้ว เป็น HR ที่มีความฝัน อยากรวย อยากสบาย เพราะตอนนั้นผมมีแค่มอเตอร์ไซค์คันเดียว และคำว่าสบายต้องมีเงิน ถ้าไม่มีเงินก็ไม่สบาย” คุณจี ผู้ก่อตั้งและซีอีโอกลุ่มธุรกิจ ปูนแดงแกงร้อน เริ่มต้นบทสนทนาอย่างตรงไปตรงมา

หนุ่มเชียงใหม่วัย 37 ปี เรียนจบด้านจิตวิทยาองค์กรจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และถูกจองตัวเข้าทำงานในองค์กรใหญ่อย่างเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ แต่ลึก ๆ ในใจ เขารู้ดีว่าลำพังเงินเดือนประจำเริ่มต้นในวันนั้น ไม่สามารถตอบโจทย์เป้าหมายชีวิตที่ต้องการความมั่งคั่งเพื่อดูแลครอบครัวได้

เขาจึงเลือกทำงานที่สองควบคู่ไปด้วย โดยการรับน้ำเสาวรสและน้ำผลไม้จากวิสาหกิจชุมชนในเชียงใหม่มาตระเวนขายหลังเลิกงาน ขี่มอเตอร์ไซค์ส่งตามหลังร้านอาหาร จากยอดขายขวดละ 30 บาท ค่อย ๆ ทวีคูณจนสร้างรายได้เสริมให้เขาเดือนละ 100,000 บาท ในขณะที่เงินเดือนประจำตอนนั้นขยับขึ้นมาอยู่ที่ 20,000 บาท

เมื่อเห็นโอกาส คุณจีรภัทรตัดสินใจขอย้ายมาลุยตลาดกรุงเทพฯ เขาแบกความหวังข้ามจังหวัดมาไล่โทรศัพท์หาลูกค้านับร้อยสาย จนสามารถกวาดแบรนด์ร้านอาหารใหญ่ ๆ ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำย่านราชประสงค์และริมแม่น้ำเจ้าพระยามาเป็นคู่ค้าได้กว่า 10 ราย โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าซัพพลายเออร์รายนี้คือหนุ่ม HR ตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง

“อยู่ดี ๆ ผมก็ฉุกคิดขึ้นมาว่า ทำไมเราไปทำให้เขารวย ทำไมไม่ทำตัวเราให้รวยบ้าง ประสบการณ์ 7 ปี ถ้าทำแล้วจะเจ๊ง ก็ให้รู้ไป ก็ให้กลับไปเริ่มต้นใหม่ แต่ถ้าไม่ได้ทำ เราก็คงอยู่ในองค์กรเดิมไปอีกเรื่อย ๆ”

ความรู้สึกนั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนให้เขาตัดสินใจยื่นใบลาออกตอนอายุ 28 ปี เพื่อมาเป็นเจ้าของกิจการเต็มตัว แต่โชคชะตากลับเล่นตลก เพราะหลังจากยื่นใบลาออกได้ไม่ถึงปี วิกฤตการณ์โควิด-19 ก็แพร่ระบาดขึ้น

เตาไฟฟ้า และการกำเนิดของ ‘พาสต้าอาม่า’

เมื่อร้านอาหารทุกแห่งถูกสั่งปิดในช่วงล็อกดาวน์ จากพ่อค้าน้ำเสาวรสพรีเมียม คุณจีรภัทรต้องปรับแผนมาทำข้าวกล่องราคา 50 บาทขายริมถนนย่านพญาไทเพื่อหาเงินมาจ่ายค่าแรงลูกน้อง

ด้วยความที่เป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ เขาใช้ช่วงวิกฤตนั้นสังเกตพฤติกรรมผู้บริโภคจนพบว่า แพลตฟอร์มเดลิเวอรีส่งอาหารกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ประจวบเหมาะกับที่เมนูสปาเกตตีคืออาหารจานโปรดของเขา นั่นคือจุดเริ่มต้นของ “พาสต้าอาม่า” (Pasta Ama) แบรนด์สปาเกตตีฟิวชันรสชาติจัดจ้านถูกปากคนไทย ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2564 ด้วยเงินทุนก้อนสุดท้ายจากเงินเก็บพนักงานประจำเพียง 30,000 บาท

“คนที่จะรอดกับคนที่จะไม่รอด อยู่ที่การปรับตัว ผมปรับตัวให้ทันกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ตอนเริ่มต้นพาสต้าอาม่า ทุนเราน้อยมาก ผมใช้เตาไฟฟ้าตัวละ 1,700 บาท จำนวน 10 เตา เพราะร้อนเร็ว ลงทุนต่ำ พังก็ซื้อใหม่ ผมขายสปาเกตตีจากเตาไฟฟ้าจนสร้างยอดขายจากหลักแสนบาทสู่หลักล้านบาทต่อเดือน”

ความโดดเด่นของพาสต้าอาม่าคือ อัตลักษณ์ที่ชัดเจน ซึ่งคุณจีรภัทรเน้นว่า เขาทำอาหารฟิวชันให้คนไทยกิน ดังนั้นรสชาติจึงต้องเข้มข้น สะใจ และเข้าถึงง่าย

“พาสต้าอาม่าคือสปาเกตตีฟิวชันที่คนไทยชอบ แต่ฝรั่งมาทานแล้วให้ 1 ดาว ซึ่งการที่เขาให้ 1 ดาวเป็นเรื่องที่ถูกแล้ว เพราะไม่ใช่เทสต์แบบดั้งเดิมของเขา แต่คนไทยให้ 5 ดาวผมก็ดีใจแล้ว แปลว่าเรามาถูกกลุ่ม สิ่งสำคัญคือเราต้องไม่ลดทอนรสชาติเพื่อปรับตามต่างชาติ ไม่งั้นจะเสีย Identity ตัวเอง”

เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย คุณจีรภัทรแปลงฐานลูกค้าจากโลกออนไลน์ที่มีอยู่ 5 สาขา ให้กลายมาเป็นลูกค้าหน้าร้าน เปิดสาขาแรก คนเข้าคิวยาวเหยียด นำไปสู่การขยายสาขาอย่างรวดเร็ว จนปัจจุบันพาสต้าอาม่ามีหน้าร้าน 14 สาขา และสาขาออนไลน์อีก 13 สาขา รวมเป็น 27 สาขาทั่วประเทศ

‘ปูนแดง แกงร้อน’ ถอดรหัสรสมือแม่ สู่มาตรฐานมิชลิน

หลังจากพาแบรนด์พาสต้าติดลมบน คุณจีรภัทรไม่หยุดอยู่แค่นั้น เขามองหาศักยภาพใหม่ของตัวเองที่เขาเรียกว่า “New S-Curve” และเลือกที่จะหยิบรสมือคุณแม่ที่เคยเปิดร้านอาหารตามสั่งและร้านก๋วยเตี๋ยวกลับมาปัดฝุ่นใหม่ จนกลายมาเป็นแบรนด์อาหารไทยพื้นบ้าน “ปูนแดง แกงร้อน” ซึ่งเปิดให้บริการสาขาแรกที่บ้านเกิด เมื่อ 2 ปีก่อน

ความท้าทายที่สุดของร้านอาหารไทยโบราณคือ การแปลงสัญชาตญาณของแม่ให้กลายเป็นสูตรมาตรฐานที่แม่นยำ

Poondang grangron

“แม่ผมไม่ได้เป็นคนลงรายละเอียด แต่แกทำไปตามธรรมชาติของแก คือรสชาติความคุ้นชิน  ตอนแกะสูตร แม่บอกผมและบอกเชฟ อยู่ด้วยกัน 3 คนแกะกันอยู่เป็นเดือน เพราะความเป็นแม่จะใส่เครื่องปรุงตามมือ ตามสัญชาตญาณ เราต้องเอา ‘ความโบราณ’ กับ ‘ความเป็น System’ มารวมกันให้ได้ เพื่อให้ความเป็นมาตรฐานเกิดขึ้น”

คำว่า “ปูนแดง” มาจากภูมิปัญญาไทยโบราณ ที่นำปูนแดงมาละลายเป็นน้ำปูนใสเพื่อแช่ของทอดให้กรอบนานและแช่กล้วยเชื่อมให้เนื้อหนึบ ส่วน “แกงร้อน” มาจากพฤติกรรมส่วนตัวของเจ้าของแบรนด์ที่เป็นคนติดอาหารร้อนจัด ต้มจืดถ้าไม่ร้อนเขาก็ไม่ทาน จึงนำสองคำนี้มารวมกันเป็นชื่อแบรนด์ที่สะท้อนถึงความอบอุ่น ความใส่ใจ และความสดใหม่

ความละเมียดละไมนี้สะท้อนผ่านเมนูขึ้นชื่ออย่าง “แกงรัญจวน” ที่ดัดแปลงความจางของแกงรัญจวนโบราณทั่วไป ให้มีความเข้มข้นขึ้นจนถูกปากผู้คน และส่งผลให้เมนูอย่าง “หมูผัดสมหวัง” และ “กุ้งฝอยคั่วพริกเกลือ” คว้าแผ่นป้ายสัญลักษณ์สีแดงระดับ Michelin Guide 2569 มาครองได้สำเร็จอย่างเซอร์ไพรส์ ผ่านกล่องพัสดุที่ส่งตรงมาถึงมือ

“การรักษาคุณภาพให้ได้เป็นเรื่องที่ท้าทายกว่า ตอนยังไม่ได้ (มิชลิน ไกด์) ไม่เครียดเท่าตอนได้มาแล้ว รางวัล Michelin สามารถทำให้ลูกค้ารู้จักร้านของคุณ แต่ไม่สามารถทำให้ลูกค้าหลงรักคุณได้ ความผูกพันที่แท้จริงเกิดขึ้นจากรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ลูกค้าได้รับในทุกครั้งที่มาเยือน”

เดิมพัน 10 ล้าน ย่านบางนา เมื่อ ‘ประสบการณ์’ คือกุญแจล็อกใจลูกค้า

ปัจจุบัน “ปูนแดง แกงร้อน” ขยายสาขาอย่างรวดเร็วถึง 3 สาขาภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี จาก เชียงใหม่ มาสาทร และล่าสุดที่ The Glass Market Bangna บนพื้นที่กว่า 150 ตารางเมตร รองรับได้ 80 ที่นั่ง ซึ่งเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดด้วยงบประมาณกว่า 10 ล้านบาท เขาลงรายละเอียดเองทุกตารางนิ้ว ตั้งแต่การเลือกอิฐเก่าไปจนถึงการทาสีผนังร้านด้วยตัวเอง

ในวัย 30 ปีกลาง ๆ เขากล้าที่จะควักเงินลงทุนหลัก 10 ล้านบาท โดยเชื่อว่าหากมีการวางแผนการเงินที่รอบด้านและศึกษาความเป็นไปได้ของธุรกิจอย่างถี่ถ้วน ความเสี่ยงนั้นก็คุ้มค่าที่จะเผชิญ

“มูลค่าการลงทุนจำนวนนั้น ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของที่เราหาได้ เมื่อคำนวณตัวเลขแล้ว เราจะรู้ว่าจะสามารถคืนทุนได้ภายในกี่เดือน”

สาขาใหม่ล่าสุดนี้กลายเป็นจุดหมายปลายทางของครอบครัวและพนักงานต่างชาติจากบริษัทในย่านบางนา สร้างทราฟฟิกลูกค้าสูงถึง 300-400 คนต่อวัน ยอดใช้จ่ายต่อบิลเฉลี่ยสูงถึง 5,000 บาท และประมาณ 700-900 บาทต่อหัว มีอัตราลูกค้าเก่ากลับมาทานซ้ำสูงถึง 70-80% ในช่วงวันหยุดคิวจะแน่นขนัดจนทีมงานต้องแจกขนมทองพับสูตรโบราณให้ลูกค้ารองท้องระหว่างรอ

“หลายคนมักตั้งคำถามว่าทำอย่างไรให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำแต่สำหรับผม คำถามที่สำคัญกว่าคือ ‘ทำอย่างไรให้ลูกค้านึกถึงเรา’ Loyalty ไม่ได้เกิดขึ้นจากสิทธิประโยชน์หรือระบบสมาชิกเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความทรงจำและประสบการณ์เล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ สะสมขึ้นในทุกครั้งที่ลูกค้ามาเยือน” คุณจี เผยถึงหัวใจของการทำร้านอาหารในยุคที่ผู้บริโภคเปลี่ยนใจง่ายกว่าที่เคย

“พนักงานทำยังไงก็ได้ จะผิด จะแย่ จะช้าแค่ไหนก็ตาม แต่ตอนที่ลูกค้าเดินออกจากประตูร้านไป เขาต้องรู้สึกดีที่สุด”

คาถาบริหาร ‘คนอึด’ เกือบ 400 ชีวิต

จากลูกน้องเพียง 2 คนในวันเริ่มต้นทำข้าวกล่องขาย สู่การบริหารคนเกือบ 400 ชีวิตในปัจจุบัน แต่องค์กรนี้กลับมีอัตราเทิร์นโอเวอร์ ต่ำกว่า 1.5% ต่อปี ทั้งที่ทีมงานส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่

ในฐานะอดีต HR คุณจีรภัทรใช้หลักจิตวิทยาในการบริหารด้วยความโปร่งใสและใจกว้าง เขาเปิดโอกาสให้ลูกน้องทำอาชีพเสริมได้เหมือนที่เขาเคยทำ และนี่คือคำสอนที่เขาพร่ำบอกทีมงานอยู่เสมอ

“ผมไม่เคยบอกน้องว่าต้องอยู่กับผมไปตลอด แต่ผมบอกว่า ‘วันไหนที่ยังอยู่ ทำตัวให้อึด เก็บเกี่ยวให้ได้มากที่สุด’ ในโลกธุรกิจ คนเก่งไม่เท่าคนอึด คนอึดจะตายแต่ไม่ตาย ส่วนคนเก่ง ล้มทีเดียวขาอ่อน ตายแล้วตายเลย”

นอกจากความอึดแล้ว เขายังหล่อหลอมให้ทีมงานมีแนวคิดว่า “ไม่มีคำว่าทำไม่ได้ ถ้าทำไม่ได้ ก็ต้องไปหาที่ปรึกษาหรือคนที่มีความเชี่ยวชาญมาไกด์เพื่อทำให้ได้” ควบคู่ไปกับความใส่ใจในรายละเอียดและการมองคนให้ออก แม้ว่าฝ่ายบุคคลจะคัดเลือกและรับคนเข้าทำงานเรียบร้อยแล้ว เขายังคงเรียกพนักงานใหม่ทุกคนมานั่งคุยด้วยตัวเองคนละ 1-2 นาทีเสมอ

“ผมบอกเสมอว่าผมไม่จำเป็นต้องให้พนักงานรู้ว่าผมเป็นใคร แต่ผมต้องรู้จักพนักงานของผมทุกคน เพื่อจะจับเขาลงให้ถูกที่ ถูกจุด (Put the right man on the right job) ธุรกิจขยายตัวได้เพราะระบบหลังบ้านและคน ถ้าเราไม่ใส่ใจตรงนี้ เสน่ห์หาย ลูกค้าก็หาย”

ปรัชญาการเลือกพันธมิตร ซื้อ ‘ความสบายใจและความเร็ว’

ในการขับเคลื่อนธุรกิจอาหารระดับหลายร้อยล้านบาท ระบบการเงินหลังบ้านไม่ใช่แค่เรื่องของการเก็บเงิน แต่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงความน่าเชื่อถือขององค์กร

คุณจีรภัทรเผยวิธีคิดในการเลือกคู่ค้าที่ต่างจากผู้ประกอบการทั่วไป โดยเขาไม่ได้มองหาเพียงซัพพลายเออร์ที่ยื่นข้อเสนอราคาถูกที่สุด แต่เลือกมองหาพาร์ทเนอร์ที่พร้อมร่วมรบและเติบโตไปด้วยกัน ไม่ใช่แค่คนมาขายของ ซึ่งในส่วนของระบบชำระเงินหน้าร้าน ทั้งเครือเลือกใช้วิธีจับมือเป็นพันธมิตรกับสถาบันการเงินที่เน้นความคล่องตัวสูง

“ในมุมผู้ประกอบการ ตัวเลขค่าธรรมเนียมของแต่ละค่ายไม่ได้ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่สิ่งที่ผมเลือกคือความสบายใจและความเร็ว ผมเป็นคนความอดทนต่ำ อะไรที่ขั้นตอนรุงรัง ส่งเรื่องช้า ผมตัดทิ้งทันที อย่างตอนที่ผมดีลกับ KTC เรื่องระบบชำระเงิน ตัวระบบและการซัพพอร์ตถือว่าเร็วมาก หน้างานจริงสามารถรองรับเทคโนโลยีการแตะจ่าย (Tap to Pay) ของลูกค้าต่างชาติได้แบบไร้รอยต่อ และสามารถทำโปรโมชั่นร่วมกันเพื่อประโยชน์ของลูกค้าได้ทันที”

อนาคตที่ยั่งยืนกับเป้าหมาย 1,000 ล้าน

จากพนักงานออฟฟิศมีมอเตอร์ไซค์คันเดียว วันนี้กลุ่มธุรกิจของคุณจีรภัทรกำลังปักหมุดหมายใหม่ที่ท้าทายยิ่งกว่าเดิม นั่นคือการพากรุ๊ปไปสู่ยอดขาย 1,000 ล้านบาทภายใน 3 ปี โดยมีแผนจะขยายสาขาปูนแดง แกงร้อน เพิ่มอีก 5 สาขา พร้อมเตรียมเปิดตัวแบรนด์ก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำในปีหน้า

ก่อนจบบทสัมภาษณ์ อดีตหนุ่มออฟฟิศผู้พลิกชีวิตสู่เจ้าของอาณาจักร 400 ล้าน ได้ทิ้งท้ายถึงบทเรียนสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ หรือคนรุ่นใหม่ที่กำลังลังเลใจที่จะก้าวออกจาก Comfort Zone ว่า

“กล้าไม่กล้า ไม่ได้สำคัญเท่ากับเป้าหมายในชีวิตของตัวเอง ถ้ามีความกระหายมากพอ ความกล้าจะตามมาเอง”

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดหลังจากก้าวออกมาแล้ว มีอยู่ 2 ข้อ

“หนึ่งคือ คุณต้องรู้จักตัวเองให้ดีที่สุด และสองคือ คุณต้องปรับตัวให้ไวตามสถานการณ์ เพราะการปรับตัวคือสิ่งเดียวที่ทำให้เรายังคงยืนอยู่ได้ในวันนี้ต่อให้คุณจะทำแผนธุรกิจประจำปียิ่งใหญ่ขนาดไหน สุดท้ายก็ต้องปรับ ยิ่งในยุคนี้ที่เทคโนโลยีและสปีดของสื่อหมุนไวมาก เราแทบจะต้องปรับกลยุทธ์กันทุกไตรมาสด้วยซ้ำ ดังนั้น หัวใจสำคัญคือการปรับตัวให้เท่าทันทั้งเทรนด์ เทคโนโลยี และจังหวะเวลาของตลาดในขณะนั้น”

“และเมื่อออกมาทำธุรกิจแล้ว ต้องแยกให้ออกว่าอะไรคือ ‘กระแส’ และอะไรคือ ‘แก่น’ ของธุรกิจ”

สิ่งที่คุณจีรภัทรยึดมั่นมาตลอดคือ การให้ความสำคัญกับเรื่องพื้นฐานให้ดีที่สุด ดูแลวัตถุดิบให้ดี ดูแลทีมงานให้ดี ดูแลลูกค้าให้ดี เขาเชื่อว่าธุรกิจไม่ได้ล้มเหลวเพราะการเติบโตที่ช้าเสมอไป แต่หลายครั้งเกิดจากการเติบโตที่รวดเร็วเกินกว่าพื้นฐานที่มีจะรองรับ

การเดินทางของคุณจีรภัทร คือภาพสะท้อนว่า ในโลกธุรกิจที่หมุนไวและเต็มไปด้วยการแข่งขัน ไม่มีสูตรสำเร็จใดจะยั่งยืนไปกว่าความใส่ใจในรายละเอียด การไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค และการวางระบบหลังบ้านที่แข็งแกร่ง ซึ่งนั่นคือแก่นแท้ ที่แท้จริงในการเปลี่ยนลูกค้าขาจรให้กลายเป็นแฟนพันธุ์แท้ และขับเคลื่อนอาณาจักรอาหารนี้ให้เติบโตได้อย่างมั่นคง และพร้อมพุ่งทะยานสู่หมุดหมายพันล้านในอนาคต

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

Instant Era เปลี่ยนเกมการตลาด เมื่อผู้บริโภคไม่รอแบรนด์ต้องเร็วให้ทัน

อีคอมเมิร์ซ 2569 หมดยุคแข่งราคาสู่ยุคTrust & Recommendation

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar