Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

คณบดี NUS แนะไทยทลาย ‘คอขวดการศึกษา-พัฒนาคน’ สู้มรสุมโลกใหม่ยุค AI Disruption

คณบดี NUS แนะไทยทลาย "คอขวดการศึกษา-พัฒนาคน" สู้มรสุมโลกใหม่ยุค AI Disruption

ประเทศไทยไม่ได้ขาดเทคโนโลยี ไม่ได้ขาดเครื่องจักร และไม่ได้ขาดโอกาสเชื่อมต่อโลก แต่ทำไมเรายังติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แอนดรูว์ เค. โรส คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS Business School)  ชี้ว่า คำตอบไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่ความท้าทายที่แท้จริงของไทยคือการสะสมทุนมนุษย์ (Human Capital) ซึ่งเป็นรากฐานของผลิตภาพและการเติบโตระยะยาว

ยิ่งในยุค AI Disruption โจทย์ใหญ่ของภาคการศึกษาจึงไม่ใช่แค่การสอนวิธีใช้เครื่องมือ แต่คือการตอบคำถามสำคัญว่า ระบบการศึกษาจะยังวัดความรู้ที่แท้จริงของมนุษย์ได้อย่างไร ในวันที่ AI ช่วยคิดและสรุปข้อมูลได้เร็วกว่าสมองมนุษย์

3 มรสุมใหญ่สั่นคลอนเศรษฐกิจโลกและไทย

ศจ. โรส ได้จำแนกปัจจัยภายนอกที่เป็นแรงกระแทกต่อระเบียบเศรษฐกิจในปัจจุบันออกเป็น 3 ด้านหลัก คือ

  1. วิกฤติพลังงานตะวันออกกลาง: ความขัดแย้งของอิหร่าน-อิสราเอล-สหรัฐฯ กระทบซัพพลายพลังงานโลก เนื่องจากไทยนำเข้าพลังงานสูง ความผันผวนนี้จึงจุดชนวนเงินเฟ้อ และฉุดรั้งการท่องเที่ยวจากต้นทุนการเดินทางที่แพงขึ้น
  2. ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์: สงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ บีบให้อาเซียนต้องระวังตัว แต่จุดยืนความเป็นกลางของไทยถือเป็นทุนแห่งความไว้วางใจ(Trust Capital) ที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในการย้ายฐานการผลิตกระจายความเสี่ยง
  3. การปฏิวัติ AI : เปรียบเหมือนยุคอินเทอร์เน็ตช่วงปี 90 ที่ระยะสั้น 1–2 ปีแรกอาจยังไม่เห็นตัวเลขชัดเจน แต่ในระยะยาว (10–20 ปี) AI จะเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจ ตลาดแรงงาน และระบบอัตโนมัติ (Automation) ไปอย่างสิ้นเชิง

แนะทลาย ‘คอขวดการศึกษา’ เพื่อก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง

เมื่อวิเคราะห์ถึงรากเหง้าของปัญหา ศจ. โรส ขยายความว่า ความเร็วในการเข้าถึงและเปิดรับนวัตกรรมใหม่ ๆ ของคนไทยนั้นหมุนตามโลกได้ทันและไม่ได้มีความเหลื่อมล้ำเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างสิงคโปร์หรือสหรัฐอเมริกา แต่อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ไทยยังสลัดไม่พ้น Middle Income Trap คือความเข้มข้นในการบ่มเพาะศักยภาพของประชากร

“คอขวดที่แท้จริงของประเทศไทยคือคุณภาพของการศึกษาระดับสูง มหาวิทยาลัยในไทยจำเป็นต้องยกระดับตนเองเพื่อก้าวไปให้ถึง ‘พรมแดนแห่งความรู้’ (Frontier of Knowledge) ผ่านการวิจัยเชิงลึกที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น มหาวิทยาลัย Tsinghua ของจีน หรือ Oxford/Cambridge ของอังกฤษ ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นรากฐานสำคัญในการเพิ่มผลผลิต (Productivity) และเปลี่ยนผ่านประเทศจากการเป็นเพียง ‘ผู้ใช้เทคโนโลยี’ ไปสู่ ‘ผู้สร้างนวัตกรรม’ อย่างแท้จริง” ศจ. โรส กล่าว

ทางรอดแรงงานยุค AI ‘เติมความเป็นมนุษย์ลงในงาน

ในมุมมองทางรอดของภาคธุรกิจและแรงงานไทย คณบดีโรส ชี้ว่า งานที่เสี่ยงที่สุดในยุค AI เฟื่องฟูคือกลุ่มที่ทำเป็นระบบอัตโนมัติได้ง่ายและมีความแม่นยำสูง ข้อแนะนำสำหรับแรงงานไทยคือต้องประเมินตนเอง แล้วให้รีบ Upskill เพื่อเติมสิ่งที่ AI ทำแทนไม่ได้ลงไป และพยายามสร้างองค์ประกอบความเป็นมนุษย์ หรือ “Human Element” ลงไปในงาน

เขาได้ยกตัวอย่างการบริหารงานของตนเองที่ใช้ AI ช่วยเขียนจดหมายธุรการเพื่อประหยัดเวลา แล้วนำเวลาที่เหลือไปใช้กับการมองภาพกว้างและแก้ปัญหาเชิงกลยุทธ์ก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นทักษะการคิดระดับสูงที่ AI ยังทำแทนไม่ได้ในปัจจุบัน

กลยุทธ์ ‘4E’ และแนวคิด ‘Work-Life Intelligence’

อุษา สกุลคีรีวัฒน์ อาจารย์อาวุโส NUS

ด้าน อุษา สกุลคีรีวัฒน์ อาจารย์อาวุโส NUS ได้เสนอแนวคิดเชิงบวกว่า ประเทศไทยยังมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลางข้อมูลของภูมิภาค (Data Center หรือ Digital House) จากความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่ต้องบริหารจัดการควบคู่ไปกับความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมกันนี้ได้เสนอแนวคิด “4E” เพื่อเป็นเข็มทิศนำทางองค์กรและพนักงานไทยให้รอดพ้นจาก AI Disruption

  1. Expand (ขยาย): การขยายทัศนคติเชิงบวกและส่งต่อพลังงานที่ดีเพื่อขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กร
  2. Embrace (โอบรับ): การเปิดใจเรียนรู้และโอบรับนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยไม่ปิดกั้น แต่เลือกใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  3. Emphasize (เน้นย้ำ): การมุ่งเน้นพัฒนาบุคลากรผ่านการเพิ่มทักษะและการปรับปรุงทักษะอย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด
  4. Exercise (ฝึกฝน): การรักษาวินัยทางการเงิน ทั้งในระดับบุคคลและองค์กรเพื่อสร้างแนวป้องกันความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

คุณอุษาแนะนำให้แรงงานปรับเปลี่ยนนิยามจากการแสวงหาความสมดุลในรูปแบบเดิมหรือ Work-Life Balance ไปสู่ “Work-Life Intelligence” ซึ่งหมายถึงความฉลาดในการนำเทคโนโลยีและ AI มาผสานเข้ากับการทำงานและวิถีชีวิตอย่างลงตัว เพื่อให้มนุษย์ทำหน้าที่เป็น “เจ้านาย” ของเทคโนโลยีอย่างแท้จริง และมุ่งสร้างเส้นทางอาชีพที่ขับเคลื่อนด้วยมนุษย์ (Human-Centric Career) ผ่านวัฒนธรรมไทยที่มีความจริงใจ ละเอียดอ่อน และการปฏิสัมพันธ์แบบ “ใจต่อใจ” ซึ่งเป็นสิ่งที่หุ่นยนต์หรือปัญญาประดิษฐ์ไม่มีวันลอกเลียนแบบได้

บทเรียนจาก NUS เมื่อ AI บีบให้ภาคการศึกษาต้อง ‘กลับสู่รากฐาน’

จากผลกระทบของ AI ที่กำลังสั่นคลอนโครงสร้างและการทำงาน คณะบริหารธุรกิจ NUS ได้ดำเนินนโยบายเชิงรุกเพื่อเตรียมพร้อมทรัพยากรมนุษย์รุ่นใหม่ โดยกำหนดให้ 1 ใน 3 ของวิชาแกนหลักต้องบูรณาการการใช้งาน AI ในกระบวนการเรียนการสอน เพื่อเสริมสร้างทักษะ AI Literacy ให้แก่นักศึกษาอย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ดี จากการติดตามผล พบข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจว่า นักศึกษาที่มีพฤติกรรมการพึ่งพา AI มากเกินไป มีแนวโน้มที่จะ “ดูดซับความรู้ด้วยตนเองน้อยลง” ซึ่งส่งผลกระทบเชิงลบต่อผลการเรียนในระยะยาว และมีดัชนีความสุขในการทำงานในอนาคตที่ต่ำกว่ากลุ่มที่ใช้ AI อย่างเหมาะสม

เพื่อรับมือกับแนวโน้มดังกล่าว NUS จึงมีการปฏิรูปวิธีการวัดผล (Assessment Model) ขนานใหญ่เพื่อมุ่งเน้นการวัดความเข้าใจเชิงลึกและศักยภาพที่แท้จริงของมนุษย์ ซึ่งเทคโนโลยีไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ อาทิ

  • การทดสอบในพื้นที่ปิด (Closed-environment Examinations): การจัดการสอบในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เพื่อบังคับให้นักศึกษาดึงทักษะความจำ การคิดวิเคราะห์ และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าจากสมองตนเองโดยปราศจากเครื่องมือช่วยเหลือ ซึ่งเป็นการยืนยันฐานความรู้ที่แท้จริง
  • การสอบปากเปล่าเชิงลึก (Viva Voce / Oral Examinations): การประเมินผลแบบตัวต่อตัวระหว่างคณาจารย์และนักศึกษา เพื่อให้นักศึกษาได้แสดงทัศนะ ให้เหตุผลประกอบ และปกป้องแนวคิดของตนเอง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องการการโต้ตอบแบบเรียลไทม์ที่ AI ไม่สามารถทำแทนได้
  • การวิพากษ์ร่วมโดยกลุ่มเพื่อน (Peer Critiques): ปรับเปลี่ยนจากการนำเสนอผลงาน (Presentation) ในรูปแบบเดิมที่เสี่ยงต่อการนำเนื้อหาที่ผลิตโดย AI มาท่องจำ มาเป็นการให้นักศึกษาเตรียมข้อมูลล่วงหน้า แล้วเปิดโอกาสให้เพื่อนในชั้นเรียนตั้งคำถามสดเพื่อทดสอบไหวพริบและการวิเคราะห์ในระดับสูง

นอกจากนี้ คณาจารย์ก็ต้องได้รับการอัปสกิลเพื่อให้ก้าวทันเทคโนโลยีและสามารถสอนโดยใช้ AI เป็นอาวุธในการหาคำถามใหม่ ๆ ที่โลกยังไม่มีคำตอบ

ข่าวอื่น ๆ ที่นาสนใจ

BDMS ทุ่ม 2.9 หมื่นล้าน ปั้น WellEra ดัน Health Span คนไทยสู่ 75 ปี

NIA เปลี่ยนเกมนวัตกรรมไทย จากการให้ทุนสู่การสร้าง New Growth Engine

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar