Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ถอดบทเรียน Pre-Planning ชวนวางแผนบ้านหลังสุดท้าย

Pre-Planning วางแผนบ้านหลังสุดท้าย

ชวนสังคมเปลี่ยนมุมมองต่อความตายในงาน มนุษย์ต่างวัย Fest 2026 ‘ลอง GEVITY อยู่กันไปยาว ๆ ให้จอยกว่าเดิม’ ชี้ ‘เตรียมตัวตาย’ ไม่ใช่อัปมงคล แต่คือการส่งต่อความรักและลดภาระคนข้างหลัง

จากวันที่คิดว่ายังมีเวลา กลายเป็น 9 วันที่ต้องเผชิญความสูญเสียและตัดสินใจเรื่องสำคัญเพียงลำพัง นี่คือประสบการณ์ของ นันท์นภัส โอดคง Senior Content Creator จากเพจมนุษย์ต่างวัย ในฐานะลูกสาวคนเดียวที่สูญเสียคุณพ่อจากโรคมะเร็งระยะสุดท้าย หลังเข้าโรงพยาบาลเพียง 9 วัน

ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้คำว่า “การเตรียมตัวตาย” ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวหรืออัปมงคลอีกต่อไป แต่กลายเป็นบทเรียนสำคัญว่า หากไม่มีการพูดคุยและวางแผนไว้ล่วงหน้า ภาระสำคัญทั้งหมดอาจตกอยู่กับคนข้างหลังในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด

ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในงาน มนุษย์ต่างวัย Fest 2026 ‘ลองGEVITY อยู่กันไปยาว ๆ ให้จอยกว่าเดิม’ ในหัวข้อ “Pre-Planning : วางแผนบ้านหลังสุดท้าย” โดยมี วรรณศิริ เจริญพรสัมฤทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เนอร์วาน่า เมมโมเรียล ปาร์ค จำกัด ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับคุณนันท์นภัส ถึงบทเรียนและข้อคิดสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า การเตรียมพร้อมวาระสุดท้ายไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนชีวิตที่ช่วยลดความสับสน ความขัดแย้ง และภาระการตัดสินใจของคนข้างหลัง

จากคิดว่ายังมีเวลาสู่ 9 วันที่ต้องตัดสินใจทุกอย่าง

คุณนันท์นภัส เล่าว่า ครอบครัวไม่เคยเปิดพื้นที่ให้คุยเรื่องความตาย แม้เธอพยายามชวนพูดคุยเรื่องการวางแผนไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะเมื่อเธอเป็นลูกคนเดียว แต่คำตอบที่ได้รับมักเป็นคำถามกลับว่า ทำไมต้องคุยเรื่องนี้ ทำให้เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง ทุกอย่างจึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ

คุณพ่อของเธอเสียชีวิตจากโรคมะเร็งระยะสุดท้าย หลังเข้าโรงพยาบาลเพียง 9 วัน ในช่วงเวลาสุดท้าย คุณพ่อเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะไม่ยื้อชีวิต แต่ก่อนหน้านั้นก็เคยมีช่วงที่ยังอยากรักษาให้ถึงที่สุด ความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์และสภาพร่างกายทำให้คนเป็นลูกต้องเผชิญความรู้สึกหนักหน่วง เพราะไม่รู้ว่าการตัดสินใจใดคือสิ่งที่ผู้ป่วยต้องการอย่างแท้จริง

หลังคุณพ่อเสียชีวิตที่บ้าน คุณนันท์นภัสต้องเผชิญกับคำถามจำนวนมากในทันที ตั้งแต่การเลือกแพ็กเกจงานศพ ไปจนถึงคำถามว่าจะฉีดยาศพหรือไม่ โดยในเวลานั้นเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการฉีดหรือไม่ฉีดแตกต่างกันอย่างไร อะไรคือทางเลือกที่เหมาะสม และควรตัดสินใจอย่างไร ท่ามกลางภาวะโศกเศร้าอย่างหนัก

เธอสรุปบทเรียนจากประสบการณ์ครั้งนั้นว่า ความตายไม่ได้ยากเพียงช่วงเวลาที่คนคนหนึ่งจากไป แต่ยากตรงที่คนข้างหลังต้องจัดการทุกอย่างให้เสร็จสิ้น โดยที่ยังไม่ทันได้ทำความเข้าใจกับความสูญเสียของตัวเอง

ทำไมหลายครอบครัวยังเลี่ยงคุยเรื่องความตาย

ประสบการณ์ของคุณนันท์นภัสสะท้อนปัญหาที่หลายครอบครัวเผชิญ คือการไม่เปิดพื้นที่ให้พูดคุยเรื่องความตาย ทั้งที่เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องพบเจอ หลายครอบครัวยังคงหลีกเลี่ยงการพูดคุยเรื่องนี้ เพราะความตายมักถูกผูกติดกับความเชื่อว่าเป็นเรื่องอัปมงคล เป็นการแช่งตัวเอง หรือถูกมองว่าเป็นการยอมแพ้ต่อชีวิต

นอกจากนี้ หลายคนยังประมาทต่อเวลา โดยคิดว่าตนเองยังอายุน้อย ยังมีเวลาอีกยาวนาน หรือมองว่าเป็นเรื่องของวัยชราเท่านั้น จึงเลือกที่จะผัดวันประกันพรุ่ง และไม่หยิบยกเรื่องนี้มาพูดคุยกันในครอบครัว ทั้งที่ความตายอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า

เมื่อไม่มีคำตอบ คนข้างหลังต้องเลือกแทน

เมื่อไม่มีการพูดคุยหรือวางแผนไว้ล่วงหน้า ความตายที่มาเยือนอย่างกะทันหันจึงทำให้ผลกระทบและภาระทั้งหมดตกอยู่กับครอบครัวและลูกหลานในทันที คำถามสำคัญ เช่น อยากจากไปด้วยวิธีใด อยากมีพิธีกรรมแบบไหน อยากฝังหรือเก็บอัฐิไว้ในรูปแบบใด กลายเป็นคำถามที่คนข้างหลังต้องตอบแทน ทั้งที่ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าผู้จากไปต้องการอะไร

การไม่มีคำตอบไว้ล่วงหน้าอาจนำไปสู่ความเห็นไม่ตรงกันในครอบครัว โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังสูญเสียและสภาพจิตใจไม่ปกติ ขณะเดียวกัน ยังมีเรื่องค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่ต้องตัดสินใจและชำระทันที ทำให้ความโศกเศร้าถูกซ้อนทับด้วยแรงกดดันเรื่องเงินและการจัดการงานศพภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง

ที่น่าสลดใจคือ ญาติมิตรต้องรับบทบาทเป็น “หุ่นยนต์” คอยจัดการความวุ่นวายต่าง ๆ เช่น การรับแขกและเรื่องอาหารการกิน จนสูญเสียเวลาอันมีค่าในการระลึกถึงผู้เป็นที่รัก กว่าจะตั้งสติและมีเวลาได้โศกเศร้าอย่างแท้จริง งานศพก็จบลงไปแล้ว

คุยตอนสุขภาพแข็งแรง ก่อนวันที่ต้องตัดสินใจไม่ทัน

ทางออกของปัญหานี้จึงไม่ใช่การรอให้ถึงวันที่เกิดเหตุ แต่คือการเริ่มพูดคุยตั้งแต่วันที่ยังมีความพร้อม สำหรับคำถามที่ว่าควรเริ่มพูดคุยเรื่องนี้เมื่อใด คุณวรรณศิริ ให้คำแนะนำว่า ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือ “ตอนที่เรายังมีสุขภาพแข็งแรง” เพราะเป็นช่วงเวลาที่ยังมีสติสัมปชัญญะ จิตใจเข้มแข็ง มีกำลัง และยังมีสิทธิ์ในการตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเอง

การรอให้ล้มป่วยหรือเกิดเหตุฉุกเฉินแล้วค่อยพูดคุย อาจยิ่งบั่นทอนกำลังใจของผู้ป่วย และทำให้รู้สึกหดหู่มากขึ้น เพราะผู้ป่วยอาจตีความว่าตนเองกำลังจะจากไปหรือรักษาไม่หาย

คุณวรรณศิริยังชี้ว่า การพูดคุยเรื่องนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในหลายช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นวัยทำงานที่เริ่มมีรายได้และเริ่มวางแผนชีวิต วัยเกษียณที่เริ่มคิดถึงรูปแบบการใช้ชีวิตในช่วงปลาย หรือแม้แต่ช่วงที่เริ่มมีปัญหาสุขภาพในระยะแรก เพียงแต่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือช่วงที่ยังมีกำลังใจและสุขภาพดีพอจะพูดเรื่องนี้อย่างเป็นปกติ

วางแผนวันนี้ เพื่อไม่ให้คนข้างหลังต้องเสียใจภายหลัง

Pre-Planning ถูกนำเสนอในอีกมุมหนึ่งว่า ไม่ใช่การเตรียมตัวตาย แต่คือการเตรียมพร้อมและเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนชีวิตที่ควรรวมถึงวาระสุดท้าย

คุณวรรณศิริอธิบายว่า แนวคิด Plan for Total Peace of Mind คือการวางแผนที่สร้างความอุ่นใจให้กับตัวเอง พร้อมกับส่งต่อความอุ่นใจ ความรัก และความรับผิดชอบไปยังครอบครัวในวันที่ต้องจากลา เพราะเมื่อวันนั้นมาถึง คนข้างหลังจะสามารถจัดการทุกอย่างได้อย่างมีระบบ ไม่ต้องเสียใจภายหลังว่า สิ่งที่ตัดสินใจไปตรงกับความต้องการของผู้จากไปหรือไม่

การวางแผนล่วงหน้าไม่เพียงช่วยให้แต่ละคนได้ตัดสินใจเลือกรูปแบบการจากไปของตัวเอง เช่น การปฏิเสธการยื้อชีวิต หรือการเลือกวิธีจัดการพิธีกรรมและบ้านหลังสุดท้าย แต่ยังเป็นการส่งต่อความรักและแสดงความรับผิดชอบต่อครอบครัว เพื่อให้ช่วงเวลาสุดท้ายของการอำลาไม่ถูกกลบด้วยความสับสน ความลำบากใจ และคำถามที่ไม่มีใครรู้คำตอบแทนผู้จากไป

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

Joy span และ Worth span เมื่อชีวิตมีค่ามากกว่าความสำเร็จ

Health is Wealth: เมื่อ NCDs กำลังคุกคามวัยทำงานไทย

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar