Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

Joy span และ Worth span เมื่อชีวิตมีค่ามากกว่าความสำเร็จ

Joy span และ Worth span เมื่อชีวิตมีค่ามากกว่าความสำเร็จ

ในยุคที่นวัตกรรมการแพทย์และการสาธารณสุขช่วยให้มนุษย์มีอายุขัย หรือ Lifespan ที่ยาวนานขึ้น ควบคู่ไปกับช่วงเวลาของการมีสุขภาพดี หรือ Healthspan ที่ยืนยาวกว่าคนรุ่นก่อน คำถามสำคัญของการมีชีวิตอยู่ในวันนี้อาจไม่ใช่เพียงว่า “เราจะมีชีวิตอยู่นานแค่ไหน” แต่คือ “เราจะมีชีวิตอย่างมีความสุข และยังรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าได้อย่างไร”

โดยเฉพาะในโลกที่ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาดิสรัปต์และทดแทนการทำงานของมนุษย์ จนทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามต่อตัวตน บทสนทนาเรื่องชีวิตจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่จำนวนปีของการมีชีวิต แต่ขยับมาสู่ Joy span หรือช่วงเวลาชีวิตที่มีความสุข และ Worth span หรือช่วงเวลาที่ตระหนักรู้ว่าตนเองยังมีคุณค่า

นี่คือใจความสำคัญจากเซสชันเสวนาหัวข้อ “แอปเปิ้ล WORTHSPAN X JOYSPAN” ภายในงานสัมมนา MISSION TO THE MOON FORUM 2026: WORK-LIFE EVOLUTION เมื่อโลกวิวัฒนาการ ชีวิตและการทำงานต้องเติบโตไปด้วยกัน (Presented by Alive Powered by AIA) โดยเป็นการร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่าง รวิศ หาญอุตสาหะ CEO, SRICHAND & MISSION TO THE MOON MEDIA และ สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ Writer, นิ้วกลม / ROUNDFINGER ที่ชวนกันกระเทาะความหมายของการมีชีวิตอยู่ในโลกยุคใหม่ ผ่านคำถามสำคัญว่า มนุษย์จะรักษาความสุขและคุณค่าของตนเองไว้ได้อย่างไร ในวันที่หลายสิ่งที่เคยใช้ยืนยันตัวตนอาจไม่มั่นคงเหมือนเดิม

วิวัฒนาการของคุณค่า: จากการยอมรับของคนอื่นสู่การยอมรับตัวเอง

มุมมองต่อคุณค่าของมนุษย์ไม่ได้หยุดนิ่ง หากแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ประสบการณ์ และวุฒิภาวะ

ในวัยเด็ก คุณค่าอาจเป็นเรื่องเรียบง่าย บริสุทธิ์ และตรงไปตรงมา เช่น การทำข้อสอบได้คะแนนดี เล่นกีฬาเก่ง หรือเพียงแค่มีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยให้พ่อแม่ชื่นใจ คุณค่าในช่วงวัยนี้จึงไม่ได้ผูกอยู่กับเรื่องงาน ตำแหน่ง หรือความสำเร็จใด ๆ แต่เป็นคุณค่าของการมีอยู่ในชีวิตของคนที่รักเรา

เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น คุณค่าเริ่มซับซ้อนขึ้น และเป็นช่วงวัยที่มนุษย์มักเผชิญกับความสับสนมากที่สุด เพราะหลายครั้งเผลอนำคุณค่าของตัวเองไปผูกติดกับการยอมรับจากภายนอกและการตอบรับจากผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นความรัก ความสัมพันธ์ หรือแฟชั่นการแต่งตัวตามกระแส เมื่อได้รับการยอมรับก็รู้สึกว่าตนเองมีค่า แต่เมื่อไม่ได้รับการตอบรับ คุณค่าของตัวเองก็พลอยถูกสั่นคลอนไปด้วย

ขณะที่วัยทำงานตอนต้น โดยเฉพาะช่วงอายุ 30 ปี มักเป็นวัยที่ขับเคลื่อนด้วยแรงปรารถนา นิยามคุณค่าผ่านความสำเร็จ ชื่อเสียง และเงินทอง จนบางครั้งยอมแลกทุกอย่าง แม้กระทั่งสุขภาพ เช่น การพึ่งพายานอนหลับเกินขนาดเพื่อบังคับร่างกายให้ทำงานต่อได้ เพียงเพราะหลงคิดว่าความสำเร็จคือราคาที่ต้องจ่าย และชัยชนะเหนือคู่แข่งในระบบทุนนิยมคือคำตอบของความสุข

แต่เมื่อผ่านประสบการณ์และการตกผลึกมากขึ้น ความสำเร็จที่แท้จริงอาจไม่ใช่การชนะคนอื่น หรือการทำทุกสิ่งที่เคยทำไม่ได้ให้สำเร็จ หากคือการยอมรับตัวเองในสิ่งที่เป็น ยอมรับว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีตำหนิ มีความอ่อนแอ ร้องไห้ได้ โง่ได้ และไม่ได้สมบูรณ์แบบ

การยอมรับตัวเองในสิ่งที่ทำไม่ได้ จึงกลายเป็นความสำเร็จอีกแบบหนึ่ง เพราะยิ่งมนุษย์ยอมรับตัวเองได้มากเท่าไร ความจำเป็นที่จะต้องแสวงหาการยอมรับจากคนอื่นก็ลดลงมากเท่านั้น

ในความหมายนี้ Worth span จึงไม่ได้เกิดจากการที่คนอื่นบอกว่าเรามีค่าเท่านั้น แต่เริ่มจากวันที่เรามองเห็นคุณค่าของตัวเองได้ โดยไม่ต้องยืมสายตาของสังคมมาตัดสินชีวิตทั้งหมด

เมื่อการแสวงหาการยอมรับ ไม่มีวันสิ้นสุด

หนึ่งในกับดักสำคัญของมนุษย์คือการแสวงหาการยอมรับจากภายนอก โดยเฉพาะการอยากได้รับการยอมรับจากคนไกลตัว หรือคนที่เราไม่รู้จักมากขึ้นเรื่อย ๆ

ในช่วงหนึ่งของชีวิต มนุษย์อาจรู้สึกว่าหากมีคนชื่นชมมากขึ้น ได้รับการยอมรับมากขึ้น หรือมีคนเห็นคุณค่ามากขึ้น ชีวิตจะเต็มขึ้นและมีความสุขมากขึ้น แต่ในความเป็นจริง การแสวงหาการยอมรับเช่นนี้อาจไม่มีจุดสิ้นสุด เปรียบเสมือนการนับตัวเลขที่สามารถนับต่อไปได้เรื่อย ๆ ไม่มีวันจบ

ยิ่งมนุษย์ไม่เข้าใจธรรมชาติข้อนี้ของตัวเอง การแสวงหาคุณค่าก็ยิ่งไม่มีที่สิ้นสุดเช่นเดียวกัน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ชีวิตของคนเรามักมีคนที่เห็นคุณค่าเราอยู่แล้ว เพียงแต่เราอาจละเลยหรือมองข้ามไป ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว คนใกล้ตัว หรือคนที่รักเราโดยไม่ผูกคุณค่าของเราไว้กับผลงาน ความสำเร็จ หรือภาพลักษณ์ภายนอก

การกลับมามองเห็นสายตาของคนเหล่านี้ จึงอาจช่วยให้มนุษย์รู้สึกเต็มในตัวเองมากขึ้น และทำให้ Worth span ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการไล่ล่าการยอมรับจากโลกภายนอกเพียงอย่างเดียว

หลุดพ้นจากไม้บรรทัดสังคม เพื่อกลับมาหาคุณค่าที่แท้จริง

การค้นพบคุณค่าที่แท้จริงอาจต้องเริ่มจากการตั้งคำถาม เพื่อลอกเปลือกนอกที่สังคมสวมทับให้ออกไป

หากลองสมมติว่าเราเหลือเวลาชีวิตเพียง 1 วัน คงไม่มีใครเลือกตอบว่า “อยากทำงาน” เพราะในความเป็นจริง งานเป็นเพียงเครื่องมือที่พาเราไปสู่การทำสิ่งที่รักเท่านั้น หรือในกรณีที่เลวร้ายที่สุด หากร่างกายขยับไม่ได้จนต้องสูญเสียหน้าที่การงานไป สิ่งที่ยังคงอยู่และสะท้อนคุณค่าของมนุษย์อาจเหลือเพียงความคิด และการพยายามถ่ายทอดประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์เพื่อส่งต่อให้ผู้อื่น

สิ่งที่น่ากังวลในโลกยุคใหม่คือ คุณค่าหลายอย่างที่ผู้คนพยายามไขว่คว้า มักถูกกำหนดโดยกรอบของสังคม และถูกขยายผลให้รุนแรงขึ้นผ่านโซเชียลมีเดีย จนนำไปสู่การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นและหลงทางจากชีวิตของตนเอง

บางครั้งคุณค่าที่สังคมโยนมาให้อาจดูเหมือนสิ่งที่ถูกต้อง เช่น การต้องมีบางอย่างเหมือนคนอื่น การต้องส่งลูกไปในทางที่สังคมมองว่าดีที่สุด หรือการต้องมีความสำเร็จตามแบบที่คนรอบตัวให้ค่า แต่หากไม่ตั้งคำถามให้ดี คุณค่าเหล่านี้อาจค่อย ๆ ผลักให้มนุษย์ตัดสินใจทำในสิ่งที่ตนเองไม่เคยตั้งใจจะทำตั้งแต่แรก

ความกล้าหาญสูงสุดของมนุษย์ในยุคนี้ จึงอาจเป็นการกล้าตั้งคำถามว่า “คุณค่านี้เป็นของเราจริงหรือไม่” และยืนหยัดในคุณค่าที่ตัวเองเลือก โดยไม่ไหลตามค่านิยมหลักของสังคม

เพราะหาก Worth span คือช่วงเวลาที่มนุษย์รู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่า Joy span ก็อาจเกิดขึ้นได้ยาก หากชีวิตยังถูกขับเคลื่อนด้วยไม้บรรทัดของคนอื่น มากกว่าคำตอบที่ตัวเองเลือกอย่างแท้จริง

สร้าง Worth span ให้กันด้วยการชื่นชมและขอบคุณ

มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานบวก เรามักรู้สึกมีคุณค่าสูงสุดในจังหวะที่มีคนมากล่าวขอบคุณในสิ่งที่เราได้ลงมือทำ

ในบริบทของการทำงานหรือการอยู่ร่วมกัน มนุษย์สามารถสร้าง Worth span ให้แก่กันได้ง่าย ๆ ด้วยการชื่นชม เพราะการชื่นชมช่วยให้คนคนหนึ่งมองเห็นว่าตนเองมีจุดเด่น มีสิ่งที่ทำได้ดี และมีคุณค่าต่อผู้อื่น

หนึ่งในหลักคิดที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การชม 5 ครั้ง ก่อนการตำหนิ 1 ครั้ง โดยเฉพาะในบริบทของการทำงาน เพราะเมื่อคนคนหนึ่งได้รับการชื่นชมในสิ่งที่ทำได้ดีมากพอ การตำหนิในเวลาที่จำเป็นจะถูกฟังด้วยความรู้สึกที่เป็นธรรมมากขึ้น

ตรงกันข้าม หากในที่ทำงานมีแต่การตำหนิเมื่อทำผิด แต่ไม่เคยมีคำชมเมื่อทำดี คนฟังก็ย่อมรู้สึกไม่เป็นธรรม และอาจไม่สามารถเติบโตจากคำตำหนินั้นได้อย่างแท้จริง

การชื่นชมจึงไม่ใช่เพียงถ้อยคำปลอบใจ แต่เป็นการช่วยให้คนคนหนึ่งมองเห็นคุณค่าของตัวเองชัดขึ้น เป็นการส่งต่อแสงบางอย่างให้ผู้อื่น และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการมีชีวิตที่มีทั้ง Worth span และ Joy span มากขึ้นในทุกวัน

ความล้มเหลว ความเสี่ยง และการรู้ว่าเราทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร

การสร้าง Worth span และ Joy span ให้ยั่งยืน จำเป็นต้องมีภูมิคุ้มกันในการเผชิญหน้ากับความจริงของชีวิต

ความล้มเหลวคือบทเรียน เพราะมนุษย์ไม่ได้เติบโตจากความสำเร็จเพียงอย่างเดียว หลายครั้งชีวิตเติบโตขึ้นจากความไม่สำเร็จ และความไม่สำเร็จนั้นมักทิ้งบางสิ่งที่มีค่าไว้ให้เรียนรู้เสมอ

เมื่อมองย้อนกลับไป ความล้มเหลวอาจทำให้มนุษย์เข้าใจว่า ชีวิตไม่จำเป็นต้องสำเร็จตลอดเวลา เพราะในช่วงเวลาที่ไม่สำเร็จ ชีวิตอาจกำลังมอบบทเรียนบางอย่างที่มีค่าไม่แพ้ความสำเร็จ

ขณะเดียวกัน การบริหารความเสี่ยงก็เป็นทักษะสำคัญ ก่อนตัดสินใจลงมือทำสิ่งใดก็ตาม ควรประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าเสมอว่า เรารับมือกับกรณีที่เลวร้ายที่สุด หรือ Worst-case scenario ได้หรือไม่ หากประเมินแล้วว่ารับไม่ไหว ก็ไม่ควรเสี่ยงทำ

ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์ไม่ควรเสี่ยง แต่หมายความว่าความเสี่ยงของแต่ละคนไม่เท่ากัน และการตัดสินใจใด ๆ ควรอยู่บนความเข้าใจว่า หากสิ่งนั้นล้มเหลว เราจะรับผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดได้จริงหรือไม่

ชีวิตของไม่มีใครราบรื่นหรือปกติสุขได้ตลอดเวลา บางครั้งชีวิตโยนสิ่งหนักหนาสาหัสมาให้โดยที่เราไม่ได้เลือก หรือแม้เตรียมตัวมาแล้วก็ยังต้องเผชิญกับความพัง ความเจ็บปวด และความไม่สมบูรณ์แบบ

แต่หากเราตอบตัวเองได้อย่างชัดเจนว่าเราทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร หรือรู้ Why เราจะมีพลังใจในการอดทนรับมือกับความยากลำบาก และสามารถค้นหาวิธีผ่านมันไปได้ในที่สุด หรือหา How

สำหรับคนที่อายุ 28 ปีแล้วรู้สึกว่ายังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด สิ่งสำคัญในวัยนี้ไม่ใช่การมีทุกอย่างตามหน้าปัดของสังคม แต่คือการเริ่มตระหนักรู้ว่าตัวเองต้องการอะไรในชีวิตจริง ๆ และอาจถึงจุดที่ต้องเริ่มเรียนรู้ที่จะลดความต้องการที่ไม่จำเป็นลงด้วยซ้ำ

ในบั้นปลายชีวิต คุณค่าที่แท้จริงอาจเรียบง่ายกว่าที่คิด

เมื่อการเดินทางของชีวิตมาถึงช่วงบั้นปลาย ตัวเลขยอดวิว ชื่อเสียง เกียรติยศ หรือเม็ดเงินในบัญชีจะค่อย ๆ ลดบทบาทลงจนแทบไม่มีความหมาย สิ่งที่หลงเหลืออยู่อาจเป็นเพียงคำถามเรียบง่ายแต่ลึกซึ้งว่า คนที่เรารักมีความสุขไหม และเราได้ทิ้งอะไรไว้ให้ใครบ้าง

แท้จริงแล้ว มนุษย์ไม่ได้แก่ลงเพราะรอยเหี่ยวย่นบนผิวหนัง แต่จะแก่ที่สุดเมื่อวันสุดท้ายของชีวิตมาถึง ซึ่งเป็นวันที่ไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้ล่วงหน้า

ดังนั้น คุณค่าที่แท้จริงของชีวิตอาจไม่ใช่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ตระการตา แต่อาจเป็นเพียงเรื่องเล็ก ๆ อย่างการตระหนักรู้ว่าเรามีตัวตนอยู่ตรงนี้ และการมีสายตาของใครสักคนที่มองตรงมาด้วยความรัก ความเข้าใจ และความใส่ใจ

ในวันที่ชื่อเสียง เงินทอง หน้าที่การงาน หรือการยอมรับจากสังคมค่อย ๆ เลือนหายไป คำถามสุดท้ายของชีวิตอาจไม่ใช่เราไปได้ไกลแค่ไหน แต่อาจเป็นว่า ระหว่างทางที่ผ่านมา เรามีความสุขมากพอหรือไม่ และเคยมองเห็นคุณค่าของตัวเองอย่างแท้จริงหรือยัง

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

สุขภาพดีเริ่มจาก Micro Habit

สัมพันธศาสตร์ 101: เมื่อหน้าจอเชื่อมโลก แต่ทำให้เราเหงาขึ้น

คนไม่ได้อยากช้า แต่แค่อยากมีสิทธิ์เลือกจังหวะชีวิตของตัวเอง

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar