ในการประชุมคณะกรรมการภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งแรกของปี 2569 ไฮไลท์ในการประชุมคงไม่พ้น เรื่องที่รัฐบาล ตั้งเป้าหมายยกระดับประเทศ จากประเทศ “รายได้ปานกลาง” ไปสู่ “ประเทศรายได้สูง” ภายในระยะเวลา 12 ปี ปัจจุบันเกณฑ์ประเทศเข้าสู่ประเทศรายได้สูงของธนาคารโลกรายได้ประชาชาติต่อหัวอยู่ที่ 13,935 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี
ขณะที่ไทยยังอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง แต่รายได้ต่อหัวยังห่างจากเกณฑ์นี้พอสมควร ปัจจุบันรายได้ต่อหัวคนไทยราว ๆ 8,000 – 9,000 ดอลลาร์ต่อปี แต่รัฐบาลเล่นใหญ่ตั้งเป้าให้กระโดดขึ้นไปแตะ 15,000 ดอลลาร์ต่อปีหรือราว 490,000 บาทต่อคนต่อปี
แม้เป็นเป้าระยะยาว แต่ดูจะท้าทายเอามากๆหลายๆประเทศที่ก้าวสู่ประเทศรายได้สูง ขนาดเกาหลี และไต้หวันยังใช้เวลาไม่น้อยกว่า 20-30 ปี คำถามสำคัญคือ ไทยจะเดินไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร ฟังดูเป็นเป้าหมายที่สร้างความหวัง แต่สิ่งที่ต้องคิดตาม คือ ประเทศไทยมีศักยภาพไปถึงหรือไม่หรือจะยังติดหล่มอยู่กับปัญหาเดิม ๆ
ต้องบอกว่าศักยภาพของประเทศอย่างเดียวไม่พอที่จะทำให้ไทยเป็นประเทศร่ำรวยได้ ประเทศไทยไม่ได้ขาดเงิน ไม่ได้ขาดนักธุรกิจเก่ง ๆ ทุกวันนี้ประเทศขับเคลื่อนด้วยภาคธุรกิจ เรามีคนเก่งมากมาย แถมทำเลที่ตั้งก็ดีเป็น ศูนย์กลางของอาเซียน มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีกว่าหลาย ๆ ประเทศ มีอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและภาคบริการที่แข็งแรง แต่ทำไม ไทยเราจึงติดกับดักรายได้ปานกลางกว่าสองทศวรรษ
คำตอบสำคัญอยู่ที่ผลิตภาพของประเทศ ประเทศรายได้สูงไม่ได้รวยเพราะคนของเขาทำงานหนักกว่าแต่เพราะคนของเขามีศักยภาพคนหนึ่งคนสามารถสร้างมูลค่าได้มากกว่า แปลตรง ๆ คือ คุณภาพคนสูง ทุกวันนี้ไทยยังแข่งขันด้วยแรงงานราคาปานกลาง อุตสาหกรรมแบบเดิม ๆ และรับจ้างผลิตที่เรียกว่า OEM มากกว่าการสร้างนวัตกรรมของตนเอง ไม่มีแบรนด์ของตัวเอง
อย่างไรก็ตาม ปัญหาผลิตภาพของประเทศก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งปัญหาใหญ่คือ ”ต้นทุนของประเทศไทย” สูงกว่าชาวบ้าน จากระบบการบริหาร โดยเฉพาะระบบราชการไทย การทำงานและตัดสินใจล่าช้า มีขั้นตอนมากหากต้องประสานงานข้ามหน่วยงานยิ่งล่าช้าทำงานไม่ประสานกัน โครงการลงทุนส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ฝังรากลึกในระบบราชการไทยมานาน
อีกทั้งกฏหมายและกฏระเบียบมีมากแถมซ้ำซ้อน หลาย ๆ ฉบับออกมาตั้งแต่ยุคยังไม่มีอินเทอร์เน็ต ติดต่อเรื่องเดียวผ่านหลายหน่วยงาน หลายลายเซ็น หลายขั้นตอน ต้นทุนที่แพงที่สุดของนักลงทุนจึงไม่ใช่ค่าแรง แต่คือเวลาที่หายไป นักลงทุนไม่ได้บ่นว่าประเทศไทยไม่มีศักยภาพ แต่บ่นว่า ทำอะไรช้ามากๆการขออนุญาตลงทุนหลาย ๆ โครงการต้องใช้เวลาหลายปี
ในขณะเวียดนามเดินหน้าอย่างรวดเร็ว เมื่อสามสิบปีก่อนมีรายได้ต่อหัวต่ำกว่าไทยหลายเท่า วันนี้กลับตั้งเป้าเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2045 ปฏิรูปสถาบัน ลดกฏระเบียบเน้นความรวดเร็วเพื่อดึงการลงทุน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จูงใจบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมาลงทุน สร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เซมิคอนดักเตอร์ AI และอิเลกทรอนิกส์ขั้นสูง ส่วนมาเลเซีย ตั้งเป้าสู่ประเทศรายได้สูงปี 2030 โดยมุ่งทักษะแรงงาน ดิจิทัล และยกระดับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
น่าสังเกตุว่าเวียดนามยกเครื่องกฏหมาย กฏระเบียบครั้งใหญ่ ลดขั้นตอนต่าง ๆ และปฏิรูประบบราชการ ปราบการคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ส่วนมาเลเซียแข่งด้วยคุณภาพนโยบายเป็นหลัก ไม่มีประเทศไหนที่ใช้วิธีแจกเงินหรือกระตุ้นการบริโภคระยะสั้นเป็นยุทธศาสตร์หลักในการก้าวสู่ประเทศที่มีรายได้สูง เพราะประเทศจะรวยได้ต้องสร้าง ”กำลังผลิต” ไม่ใช่กำลังซื้อ
แน่นอนว่าไทยยังมีปัจจัยลบอีกหลายด้าน เริ่มตั้งแต่หนี้ครัวเรือนสูงถึง 86.7% ของจีดีพี ส่งผลกระทบกำลังซื้อในประเทศ ประชาชนจำนวนมากต้องนำรายได้ไปผ่อนหนี้มากกว่าไปออมหรือลงทุน ขณะที่หนี้สาธารณะก็เกือบ ๆ ชนเพดาน ที่กำหนดไว้ 70% ของจีดีพี ที่จะเป็นอุปสรรคการลงทุนของภาครัฐ
แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดตอนนี้หนีไม่พ้นปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน มีตั้งแต่ผู้มีอำนาจในรัฐบาล ข้าราชการ ไปจนถึงการเมืองท้องถิ่น บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทำให้นักลงทุนหลายรายที่สนใจลงทุนหันไปลงทุนที่อื่นแทน การเมืองไทยไร้เสถียรภาพ เปลี่ยนรัฐบาลบ่อย ๆ นโยบายขาดความต่อเนื่อง รัฐบาลใหม่มาก็รื้อทิ้งนโยบายก่า วนลูปอยู่อย่างนี้ เปลี่ยนรัฐบาลทีก็ต้องนับหนึ่งใหม่นักลงทุนเกิดความสับสนและไม่เชื่อมั่น เพราะโครงการระดับแสนล้านคงไม่มีใครกล้าเสี่ยงกับความไม่แน่นอน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นอุปสรรค
สิ่งที่น่ากังวลอีกอย่างคือ ไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ และแก่ก่อนรวย ทำให้จำนวนแรงงานที่จะมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็ลดลง หากผลิตภาพไม่เพิ่มเศรษฐิจก็ยิ่งเติบโตได้ยาก ขณะที่ผู้สูงอายุมีเพิ่มขึ้น กลายเป็นภาระด้านการคลังที่ต้องดูแลสวัสดิการ
คำถามจึงไม่ใช่ว่า รัฐบาลนี้จะทำได้หรือไม่ แต่คือประเทศไทยจะปฏิรูปโครงสร้างได้หรือไม่
หากต้องเลือกเพียง 3 เรื่องที่ควรทำก่อน คิดว่าควรมีดังนี้
หนึ่ง ปฏิรูประบบราชการ ลดขั้นตอนกฏหมายที่เป็นอุปสรรค ให้รัฐทำงานเร็ว โปร่งใสและวัดผลจากผลงาน
สอง ยกระดับคนไทยผ่านการศึกษา ทักษะดิจิทัล และการวิจัยเพื่อให้แรงงานหนึ่งคนสร้างมูลค่าได้มากขึ้น
สาม ดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ไม่ว่าจะเป็น AI เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีการแพทย์ พลังงานสะอาด และเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายๆประเทศในเอเซียทำและประสบความสำเร็จ มาแล้ว
สุดท้ายประเทศไทยจะขยับเป็นประเทศที่มีรายได้สูงหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าประกาศเป้าหมายใหญ่แค่ไหน แต่อยู่ว่าจะกล้ายกเครื่องระบบที่ฉุดรั้งประเทศมานานหรือไม่ หากปลดล็อคตรงนี้ได้ เป้าหมายประเทศรายได้สูงก็ไม่ใช่ความฝัน แต่หากยังเดินแบบเดิม ต่อให้มีเวลา 12 ปี หรือ 20 ปี เราก็ยังยืนอยู่ที่เดิม
อย่าลืมประเทศไม่ได้รวยจากการประกาศสวยหรูของนักการเมือง แต่รวยจากการปฏิรูปที่ทำจริง
บทความอื่น ๆ ของผู้เขียน
นายกฯพบเจ้าสัว กับคำถาม ใครได้ประโยชน์



