ความตื่นตัวในระบบนิเวศสตาร์ตอัประดับโลก กำลังขับเคลื่อนให้เกิดความร่วมมือข้ามพรมแดนอย่างมีนัยสำคัญ ล่าสุดในงาน SITE 2026 องค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง หรือ HKTDC ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญด้วยการคว้าตัวรางวัล Prime Minister Award ในสาขาพันธมิตรระดับโลก (Global Partnership Award) สะท้อนภาพความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ไร้รอยต่อร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ภายใต้การกำกับดูแลของรองนายกรัฐมนตรีไทย รางวัลนี้ไม่ใช่เพียงความสำเร็จบนหน้ากระดาษ แต่คือรูปธรรมของการหลอมรวมจุดแข็งที่แตกต่างระหว่างไทยและฮ่องกง เพื่อช่วยปลดล็อกข้อจำกัด และติดปีกให้ผู้ประกอบการไทยขยายตลาดสู่ระดับภูมิภาคได้อย่างรวดเร็ว
ถอดรหัส HKTDC ยุคใหม่: ทวีมูลค่านวัตกรรมโลก
โซเฟีย ชอง รองผู้อำนวยการบริหาร HKTDC เปิดเผยว่า ในโอกาสครบรอบ 60 ปีของการก่อตั้ง HKTDC ซึ่งเป็นองค์กรกึ่งรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายตั้งแต่ปี 2509 ทางองค์กรได้พลิกโฉมบทบาทครั้งใหญ่เพื่อตอบรับเศรษฐกิจยุคหลังโควิดจากเดิมที่เป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนการค้าระหว่างประเทศ วันนี้ได้ยกระดับสู่การเป็น Super Connector และ Super Value Adder หรือผู้เชื่อมโยงและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ระบบนิเวศนวัตกรรมโลกอย่างเต็มตัว
ปัจจุบันฮ่องกงวางหมากรบชัดเจนในการเป็นศูนย์กลางบริการทางการเงิน บริการวิชาชีพ และเวทีการค้าสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI), เทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robotics), เมืองอัจฉริยะ (Smart City), ตลอดจนกลุ่มเฮลท์แคร์ ไบโอเทค และธุรกิจสีเขียว ผ่านเครือข่ายสำนักงาน 51 แห่งทั่วโลก ซึ่งแบ่งเป็น 13 แห่งในจีนแผ่นดินใหญ่ และ 7 แห่งในอาเซียน โดยมีกรุงเทพฯ เป็นที่ตั้งของสำนักงานภูมิภาคอาเซียน
ความสำเร็จของแพลตฟอร์ม HKTDC สะท้อนได้จากตัวเลขปี 2568 ที่การจัดงานนิทรรศการและการประชุมนานาชาติกว่า 40 งานในฮ่องกง สามารถดึงดูดผู้จัดแสดงและผู้ร่วมงานได้มากกว่า 620,000 รายจาก 190 ประเทศทั่วโลก ซึ่งเพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการจากอาเซียนที่หลั่งไหลเข้ามาเติบโตโดดเด่นกว่า 8%
สมการที่ลงตัว: นวัตกรรมไทยเจอทุนฮ่องกง
ระบบนิเวศนวัตกรรมของไทยและฮ่องกงมีลักษณะที่เกื้อกูลกันอย่างเด่นชัด ในฝั่งของประเทศไทย ปัจจุบันเศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีมูลค่าคาดการณ์สูงถึง 1.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2568ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากอัตราการเข้าถึงเครือข่ายมือถือที่สูงเกือบ 90% ประกอบกับการเปิดรับอีคอมเมิร์ซและแพลตฟอร์มชำระเงินดิจิทัลอย่าง PromptPay และ TrueMoney อย่างแพร่หลาย
โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งนี้ทำให้ไทยมีความพร้อมอย่างยิ่งในการยกระดับห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ในกลุ่มเทคโนโลยีอาหาร (Food Technology) เช่น อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารวีแกน และอาหารฮาลาล เพื่อเปลี่ยนฐานความแข็งแกร่งเดิมให้เป็นสินค้านวัตกรรมระดับพรีเมียม รวมถึงการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) และโครงการประหยัดพลังงานต่างๆ ที่ภาคธุรกิจไทยตื่นตัวตอบรับมาตรฐานสากล
ทว่าสิ่งที่นวัตกรไทยยังขาดคือพลังในการระดมทุนและการขยายขนาดธุรกิจ (Scale up) ซึ่งฮ่องกงสามารถเข้ามาทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางการเงินเพื่อเติมเต็มส่วนนี้ เห็นได้จากสถิติปี 2568 ฮ่องกงสามารถระดมทุนผ่าน IPO ให้แก่บริษัทเกิดใหม่ได้มากกว่า 3.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมราว 120 บริษัท ยิ่งไปกว่านั้น ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา (ปี 2557-2566) บริษัทจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทย ที่กระจายตัวออกไปจดทะเบียนในตลาดทุนต่างประเทศนั้น มีจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งจากทั้งหมดราว 160 บริษัท ที่เลือกจดทะเบียนผ่านฮ่องกง
นอกจากนี้ ความร่วมมือระหว่างสองฝั่งยังหยั่งรากลึกในระดับสถาบันการเงิน โดยธนาคารกลางฮ่องกง (HKMA) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ร่วมมือด้าน Fintech มาตั้งแต่ปี 2562 และได้ขยายความร่วมมือในการทดลองใช้เทคโนโลยี Tokenisation ข้ามพรมแดน สำหรับการชำระเงินและการชำระบัญชีทางการค้า ซึ่งจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยกระจายนวัตกรรม AI ไปสู่กลุ่มผู้ประกอบการ SME ของไทยต่อไป
ปลดล็อก Chapter 18A / 18C: ทางรอดธุรกิจ Deep Tech
ความท้าทายสูงสุดของสตาร์ตอัปสายลึก (Deep Tech) หรือไบโอเทค คือการต้องใช้เวลาและงบประมาณมหาศาลไปกับการวิจัยและพัฒนา (R&D) ในระยะเริ่มต้น ธุรกิจกลุ่มเฮลท์แคร์หรือชีวการแพทย์จึงมักจะยังไม่มีตัวเลขรายได้หรือผลกำไรเข้ามาแสดงในบัญชี เพื่อทลายข้อจำกัดที่เป็นเสมือนหุบเหวแห่งความตายของสตาร์ตอัป ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงจึงได้ประกาศใช้ข้อกำหนด Chapter 18A และ 18C ตั้งแต่ปี 2566 ซึ่งเป็นการลดเพดานและเงื่อนไขขั้นต่ำลง เอื้อให้บริษัทนวัตกรรมและไบโอเทคที่ยังไม่มีรายได้หรือกำไร สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนมหาศาลและทำ IPO ได้ทันทีหากผ่านเกณฑ์พื้นฐาน
นอกจากนี้ สำหรับสายกรีน ฮ่องกงยังครองตำแหน่งผู้รับประกันรายใหญ่ที่สุดในเอเชียสำหรับการสนับสนุนด้าน Green Financing ผ่านการออกพันธบัตรสีเขียว (Green Bonds) ซึ่งพร้อมรองรับโครงการด้านพลังงานสะอาดจากประเทศไทยอย่างเต็มที่
กลไก Hub-to-Hub: สปริงบอร์ดเชื่อมตลาดโลก
เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในทางปฏิบัติ HKTDC ได้วางยุทธศาสตร์แบบ Hub-to-Hub สร้างความเชื่อมโยงระดับเครือข่ายร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรของไทย ทั้ง NIA, OSMEP, SME Bank, DITP, DIP และล่าสุดได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กลไกสำคัญคือ NIA จะทำหน้าที่เป็นผู้คัดกรองสตาร์ตอัปไทยที่มีศักยภาพสูง เพื่อส่งต่อไปยังฮ่องกงและใช้ฮ่องกงเป็นประตู (Gateway) ทะยานเข้าสู่ตลาดจีนแผ่นดินใหญ่ โดยเฉพาะเขตอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (GBA) ตลอดจนตลาดโลก
ในทางกลับกัน HKTDC จะเป็นผู้พาสตาร์ตอัปและเทคโนโลยีชั้นนำจากฮ่องกงเข้ามาจับคู่ธุรกิจในไทยผ่านเวทีสัมมนาและงานแสดงเทคโนโลยีต่างๆ เกิดเป็นเครือข่ายความร่วมมือข้ามภูมิภาคที่ช่วยผลักดันซึ่งกันและกันอย่างยั่งยืน
3 เทรนด์เทคโนโลยีเนื้อหอมในสายตาทุนใหญ่
คุณโซเฟีย ชอง ได้ถอดรหัสความต้องการของกลุ่มทุนและพันธมิตรในเอเชียยุคนี้ว่า กำลังมองหานวัตกรรมใน 3 กลุ่มธุรกิจหลัก กลุ่มแรกคืออุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง (Advanced Manufacturing) ที่มุ่งเน้นเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ (Automation) เพื่อลดต้นทุนและลดการพึ่งพาแรงงานคนสำหรับการแข่งขันระยะยาว กลุ่มที่สองคือยาและไบโอเทค (Biotech/Biomed) ซึ่งให้ความสำคัญกับนวัตกรรมเพื่อการยืดอายุขัย (Longevity) และการคิดค้นวัคซีนใหม่ๆ และกลุ่มสุดท้ายคือสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Assets) ที่เสาะหาเทคโนโลยีเจเนอเรชันถัดไป (Next-Gen Tech) เพื่อเข้ามาเปลี่ยนผ่านและพลิกโฉมธุรกิจดั้งเดิม (Traditional Industry) ให้ก้าวสู่โลกดิจิทัลได้อย่างแท้จริง
เพื่อรองรับเทรนด์เหล่านี้ HKTDC ได้เตรียมแพลตฟอร์มเรือธงไว้ต้อนรับผู้ประกอบการไทย ไม่ว่าจะเป็นงาน InnoEX เวทีจัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีอัจฉริยะ, โครงการ Start-up Express เพื่อบ่มเพาะและทำการตลาดให้สตาร์ตอัป งาน Asian Financial Forum (AFF) ที่มีโซน FinTech และ FutureGreen Showcase งาน Asia Summit on Global Health (ASGH) สำหรับกลุ่มเฮลท์แคร์ และเวที Belt and Road Summit เพื่อเปิดประตูสู่ตลาดเกิดใหม่
ในวันที่ประเทศไทยก้าวขึ้นมาติดอันดับท็อป 50 ของระบบนิเวศสตาร์ตอัประดับโลก (Global Start-up Ecosystem Index 2026) โดยมีสตาร์ตอัปในระบบรากฐานกว่า 2,100 ราย และสร้างยูนิคอร์นสำเร็จแล้ว 4 ราย ความท้าทายถัดไปคือการขับเคลื่อนนวัตกรรมเหล่านี้ออกสู่สากล และนี่คือโอกาสครั้งสำคัญของผู้ประกอบการไทยในการใช้ฮ่องกงเป็นทั้งสปริงบอร์ดทางการเงินและพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากผู้เล่นในประเทศ สู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมบนเวทีโลกได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ



