บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้นำเบอร์หนึ่งอสังหาริมทรัพย์ไทยเพื่อความยั่งยืน ประกาศเปิดให้บริการ “เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์” (Central NorthVille) อย่างเป็นทางการในวันนี้ (3 กรกฎาคม 2569) โครงการมิกซ์ยูสแห่งใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ตอนเหนือและนนทบุรี พลิกโฉมวงการค้าปลีกสู่ “Thailand’s First Longevity Destination” ต้นแบบศูนย์กลาง Urban Lifestyle และระบบนิเวศแห่งการใช้ชีวิตที่ยั่งยืนแห่งแรกของประเทศ ภายใต้การลงทุนครั้งสำคัญมูลค่ากว่า 4,500 ล้านบาท บนพื้นที่ยุทธศาสตร์ 59 ไร่ มุ่งตอบรับเมกะเทรนด์ระดับโลกอย่าง Longevity Economy เพื่อยกระดับสุขภาวะและคุณภาพชีวิตของผู้คนในทุกเจเนอเรชัน
เมื่อ ‘สุขภาพจิต-สังคม’ คือมูลค่าใหม่ของค้าปลีก
ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การทรานส์ฟอร์มในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การปรับปรุงโครงสร้างทางกายภาพหรือการเพิ่มร้านค้า แต่เป็นการสร้างหมุดหมายใหม่ของการใช้ชีวิต ในยุคปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ผู้คนมีอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น คนอายุ 60 ปีในวันนี้มีไลฟ์สไตล์และพลังงานเทียบเท่ากับคนอายุ 40 ปีในอดีต เทรนด์โลกจึงเปลี่ยนผ่านจากการมองหาเพียงแค่ Lifespan (อายุขัย) ไปสู่ Healthspan (ช่วงเวลาที่มีสุขภาพดีและมีคุณภาพชีวิตที่ดี)
สอดคล้องกับข้อมูลสถิติที่พบว่า Wellness Economy หรือเศรษฐกิจเพื่อสุขภาพของประเทศไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีมูลค่าสูงถึง 1.33 ล้านล้านบาท ขยายตัวกว่า 28% ภายในปีเดียว ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตระดับท็อปของโลก
“การทำศูนย์การค้ายุคนี้ เราไม่ได้ทำแค่พื้นที่ให้คนมาเดินซื้อของอีกต่อไป แต่เราต้องสร้างระบบนิเวศ ที่ช่วยลดความเครียดและสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ปัจจุบันคนเมืองเผชิญภาวะโรคซึมเศร้าสูงมาก สถิติล่าสุดพบว่า 1 ใน 7 ของประชากรไทย หรือราว 10 ล้านคนกำลังเผชิญภาวะนี้ การอยู่คนเดียวหรืออยู่แต่ในโลกออนไลน์ทำให้เกิดความโดดเดี่ยว” ดร.ณัฐกิตติ์ กล่าว และย้ำว่า การออกแบบพื้นที่ให้เกิด Social Interaction จึงเป็นกลยุทธ์หลักในการดึงผู้คนให้ออกมาใช้ชีวิตร่วมกัน
ถอดรหัสวิธีคิด ‘Biophilic Design’ ดึงธรรมชาติบำบัดจิตใจตั้งแต่ก้าวแรก
ด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมและพื้นที่โครงการ จุฑาธรรม จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ได้อธิบายถึงแนวคิดเชิงลึกในการเปลี่ยนภาพโครงสร้างขนาดใหญ่ให้กลายเป็นพื้นที่ที่เป็นมิตรกับมนุษย์ โดยใช้หลักการ Biophilic Design หรือการออกแบบที่เชื่อมโยงมนุษย์เข้ากับธรรมชาติ
การวางแผนสถาปัตยกรรมเริ่มตั้งแต่วินาทีแรกที่ขับรถผ่านโครงการ โดยการปรับลดทอนสเกลของฟาซาด (Facade) ของอาคารที่เคยดูทึบและใหญ่โตเกินไป ให้มีความนุ่มนวลขึ้น เพิ่มพื้นที่สีเขียว เสียงน้ำตก และการสอดประสานของธรรมชาติเข้าไปตลอดแนวอาคาร เพื่อให้ผู้ใช้งานรู้สึกผ่อนคลายและเข้าสู่โหมดธรรมชาติบำบัดตั้งแต่ยังไม่ลงจากรถ
เมื่อก้าวเข้าสู่ภายในโครงการ จะพบกับไฮไลต์สำคัญคือพื้นที่ป่าใจกลางเมืองที่จัดสรรอย่างตั้งใจ มีการวางระบบวิศวกรรมโครงสร้างล่วงหน้าเพื่อรองรับหน้าดินที่มีความลึกเพียงพอให้รากของต้นไม้จริง สามารถชอนไชและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ผสมผสานกับเสียงน้ำตกธรรมชาติ เพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมที่ลดความเครียดทางจิตใจ
นอกจากนี้ พื้นที่ภายในยังถูกแบ่งออกเป็น 5 โซนประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ผ่านการใช้วัสดุและแสงสี ได้แก่
- Plant (พืชพรรณ): เน้นความร่มรื่นสีเขียวขจี
- Earth (ผืนดิน): สะท้อนความอบอุ่นและมั่นคง
- Wood (งานไม้): ให้ความรู้สึกผ่อนคลายแบบธรรมชาติ
- Stone (โขดหิน): เพิ่มมิติความสงบนิ่ง
- Light (แสงสว่าง): การใช้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาเพื่อสร้างพลังงานบวก
นอกจากนี้ โครงการยังให้ความสำคัญกับพื้นที่สาธารณะ (Public Space) มากกว่าพื้นที่เช่าเชิงพาณิชย์เพียงอย่างเดียว โดยจัดทำโซน “The Cloud” และ “The Hill” ซึ่งเป็นพื้นที่บันไดขนาดใหญ่ ดีไซน์ให้เป็น Co-working Space และพื้นที่นั่งพักผ่อนสาธารณะ เพื่อให้ผู้คนสามารถมานั่งคุย ทำงาน หรือจิบกาแฟร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ
ชูคอนเซ็ปต์ ‘Every Third Place’ เชื่อมโยง Retail และ Residential
เซ็นทรัลพัฒนา ยังได้เปิดเผยถึงแผนยุทธศาสตร์ขั้นถัดไปในการพัฒนาโครงการส่วนขยายภายใต้ชื่อ “The Orchard” เพื่อเติมเต็ม Lifestyle Ecosystem ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น โดยจะเน้นการรวบรวมกลุ่มสินค้าสดคุณภาพสูง ตลาดชุมชนยามเช้า และโซนสินค้าเพื่อการอยู่อาศัย เพื่อสร้างวิถีชีวิตคอมมูนิตี้ที่ยั่งยืนในทุก ๆ วัน โดยโซน The Orchard มีกำหนดการเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการใน ไตรมาสที่ 1 ปี 2570
นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะพัฒนาคอนโดมิเนียมระดับพรีเมียม ซึ่งคาดว่าจะพร้อมเปิดให้เช่าหรือเปิดตัวอย่างเป็นทางการในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ส่งผลให้ Central Northville กลายเป็น “Every Third Place” หรือบ้านหลังที่สามที่สมบูรณ์แบบที่ผู้คนสามารถเลือกมาใช้เวลา พักผ่อน ผ่อนคลายความเครียดจากการทำงาน และใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพร่วมกันในทุก ๆ วัน พร้อมขับเคลื่อนย่านกรุงเทพฯ ตอนเหนือและนนทบุรีสู่ศูนย์กลางแห่งการอยู่อาศัยแห่งอนาคต
เจาะขุมทรัพย์กำลังซื้อใหม่แห่งนนทบุรี

การตัดสินใจทุบเซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์เดิมทิ้งแบบ 100% เพื่อสร้างโครงการใหม่บนผืนดินเดิม เพราะเซ็นทรัลพัฒนาเล็งเห็นศักยภาพอันมหาศาลของทำเลศักยภาพแห่งนี้ จึงทุ่มทุนสร้างโครงการที่ถือเป็นอสังหาริมทรัพย์มิกซ์ยูสที่ใหญ่ที่สุดในย่านนนทบุรี รวบรวมแบรนด์ร้านค้าพันธมิตรไว้มากกว่า 300 แบรนด์ชั้นนำ โดยมีการปรับเปลี่ยนเป็นร้านค้าคอนเซปต์ใหม่สูงถึง 80%
จากการปรับโฉมครั้งใหญ่ทำให้ทางศูนย์ฯ คาดการณ์ยอดผู้เข้าใช้บริการเฉลี่ยสูงถึง 30,000 คนต่อวัน ซึ่งเติบโตขึ้นจากเดิมเฉลี่ย 6,000 คนต่อวัน โดยประเมินยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบุคคลไว้ที่ประมาณ 2,500 บาท ต่อคนต่อครั้ง แหล่งรายได้สำคัญนี้มาจากฐานประชากรในพื้นที่ดักรับลูกค้า (Catchment Area) ที่มีอยู่ราว 1.3 ล้านคน โดยเฉพาะในเขตอำเภอเมืองนนทบุรีที่มีประชากรหนาแน่นถึง 400,000 คน
นอกจากนี้ ย่านดังกล่าวยังมีกลุ่มประชากรแฝงและกลุ่มคนทำงานหมุนเวียนสูงถึง 200,000 คนต่อวัน ซึ่งรวมถึงกลุ่มพนักงานและข้าราชการประจำในหน่วยงานภาครัฐรอบข้างกว่า 21,000 คน ที่เข้ามาทำงานและใช้ชีวิตในพื้นที่อย่างน้อย 5 วันเต็มต่อสัปดาห์ (วันจันทร์-วันศุกร์)
จากการวิเคราะห์เชิงลึก พบว่าฐานลูกค้าในย่านนี้มีลักษณะเฉพาะที่เป็นโอกาสทางธุรกิจสูงมาก โดยเฉพาะกลุ่ม “Second-Stage Family” หรือกลุ่มครอบครัวที่ลูกโตเป็นวัยรุ่นหรือคนรุ่นใหม่แล้ว ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึงเกือบ 30% ของประชากรในพื้นที่ ลูกค้ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีความพร้อมทางการเงินสูง มีรายได้สะสม และไม่มีภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กเล็ก ทำให้มีอำนาจในการจับจ่ายอย่างอิสระ พร้อมที่จะลงทุนจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าเพื่อสุขภาพ อาหารคุณภาพดี และประสบการณ์การพักผ่อนระดับพรีเมียมเพื่อความสุขของคนในครอบครัว
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
CPN ทุ่ม 4,500 ล้าน ผุด ‘Central Northville’ รีเซ็ตรัตนาธิเบศร์ เพื่อคุณภาพชีวิตยุคใหม่
ttb-NCB ชี้เครดิตดีคือสินทรัพย์ ทางรอด ‘หนี้กินหนี้ใช้’ ผ่อนดี…ดอกเบี้ยต้องถูก



