ในอดีต การซื้อคอนโดมิเนียมมักเริ่มต้นจากการพิจารณาแบบแปลนบนกระดาษ พร้อมทั้งเซ็นสัญญาผ่อนดาวน์ล่วงหน้าเป็นระยะเวลานับปี โดยผู้ซื้อต้องรอวันโอนกรรมสิทธิ์โดยไม่สามารถทราบได้แน่ชัดว่าห้องชุดจริงจะมีลักษณะตรงตามที่โฆษณาไว้หรือไม่ ทว่า ภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พฤติกรรมดังกล่าวได้เริ่มเปลี่ยนแปลงไป ผู้บริโภคจำนวนมากเลือกที่จะรอจนกว่าโครงการจะก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ เพื่อเข้าสำรวจพื้นที่ห้องชุดจริงและพื้นที่ส่วนกลางก่อนตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง
เทรนด์ Ready to Move: เมื่อผู้ซื้อไม่อยากเสี่ยงกับสิ่งที่มองไม่เห็น

ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายรายได้ทยอยชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ โดยเฉพาะโครงการคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่ เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากต้นทุนการก่อสร้าง อัตราดอกเบี้ย และภาวะเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยยังคงมีอยู่ เพียงแต่ผู้บริโภคใช้เวลาในการตัดสินใจนานขึ้น และให้ความสำคัญกับคุณภาพของโครงการมากกว่าเดิม
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือปัจจัยเบื้องหลังการตัดสินใจซื้อ จากเดิมที่พิจารณาเพียงทำเลและราคาต่อตารางเมตร ปัจจุบันผู้บริโภคตั้งคำถามว่าพื้นที่ดังกล่าวจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างไร ส่งผลให้คอนโดมิเนียมสร้างเสร็จพร้อมอยู่ตอบโจทย์ได้ตรงจุด เนื่องจากผู้ซื้อสามารถตรวจสอบห้องจริง ลดความกังวลเรื่องการขอสินเชื่อ และขจัดความเสี่ยงจากการที่ผู้พัฒนาโครงการทิ้งงานกลางคัน ขณะเดียวกัน อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำในปัจจุบัน ยังช่วยลดภาระการผ่อนชำระต่อเดือนให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งสวนทางกับต้นทุนค่าก่อสร้างในอนาคตที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะสงคราม ดังนั้น การตัดสินใจซื้อคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ในช่วงเวลานี้จึงเป็นการล็อกต้นทุนเดิมไว้ก่อนที่ราคาจะปรับขึ้น
Supalai PARC เอกมัย-พัฒนาการ: ตัวเลขที่ยืนยันการตอบรับจากตลาดจริง
โครงการ Supalai PARC Ekkamai–Pattanakarn เป็นหนึ่งในโครงการที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับเทรนด์ดังกล่าว โดยตั้งอยู่บนพื้นที่ 13 ไร่ ประกอบด้วยอาคารชุดพักอาศัยจำนวน 2 อาคาร ได้แก่ อาคาร A สูง 30 ชั้น และอาคาร B สูง 27 ชั้น รวมทั้งสิ้น 1,607 ยูนิต และร้านค้า 7 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 4,600 ล้านบาท พร้อมที่จอดรถรองรับ 989 คัน หรือคิดเป็นร้อยละ 61 ของจำนวนยูนิตทั้งหมด เปิดตัวด้วยราคาเริ่มต้น 2.09 ล้านบาท และราคาเฉลี่ยไม่ถึง 75,000 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งปัจจุบันการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์และเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ลูกค้าแล้ว
ในช่วงระหว่างการก่อสร้าง โครงการสามารถทำยอดขายเฉลี่ยสูงสุดได้ที่ 55 ล้านบาทต่อเดือน และในช่วง 45 วันที่ผ่านมา สามารถสร้างยอดขายได้เกือบ 160 ล้านบาท ซึ่งเป็นการรักษาโมเมนตัมของยอดขายได้อย่างต่อเนื่อง โดยนายไตรเตชะระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงการตอบรับจากกลุ่ม Real Demand หรือผู้ซื้อที่มองหาที่อยู่อาศัยเพื่อการพักอาศัยในระยะยาว มากกว่าการซื้อเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น นอกจากนี้ ลูกค้ากว่าร้อยละ 60 ของโครงการเป็นกลุ่มที่มีอายุไม่เกิน 40 ปี ซึ่งมีอายุน้อยกว่าฐานลูกค้าทั่วไปของศุภาลัย โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ทำงานหรือใช้ชีวิตในย่านเอกมัย-ทองหล่อ ขณะที่ห้องชุดขนาดใหญ่ที่สุดของโครงการ คือแบบ 3 ห้องนอน ขนาด 80.5–100.0 ตารางเมตร ได้จำหน่ายหมดทุกยูนิตแล้วในปัจจุบัน
สำหรับปัจจัยที่ลูกค้าใช้ประกอบการตัดสินใจซื้อ คุณไตรเตชะกล่าวว่า ประกอบด้วย ทำเล ราคา พื้นที่ส่วนกลาง และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ เป็นที่น่าสังเกตว่า มีลูกค้าส่วนหนึ่งเลือกซื้อโครงการนี้เนื่องจากข้อกำหนดที่ไม่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์อย่างเจาะจง ส่วนรูปแบบห้องพักที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ One Bedroom Plus ขนาด 40–46 ตารางเมตร เนื่องจากสามารถตอบโจทย์การเพิ่มพื้นที่ใช้สอยในราคาที่ผู้ซื้อประเมินว่าคุ้มค่า
นิยามใหม่ของคำว่า “พัก” จุดตั้งต้นของการออกแบบตั้งแต่วันแรก
แนวคิดเรื่องการออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อตอบรับกระแส Ready to Move ในภายหลัง แต่เป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาโครงการมาตั้งแต่แรกเริ่ม โดยศุภาลัยเรียกแนวคิดนี้ว่า นิยามใหม่ของคำว่า “พัก” ซึ่งเริ่มต้นจากการจัดสรรพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่กว่า 4.5 ไร่ ในรูปแบบสวนสไตล์ European Landscape ที่เชื่อมโยงพื้นที่พักผ่อน การออกกำลังกาย และกิจกรรมของสมาชิกในครอบครัวเข้าไว้ด้วยกัน
สำหรับยูนิตที่พร้อมเปิดขายในปัจจุบัน มีรูปแบบห้องพักให้เลือกตั้งแต่สตูดิโอไปจนถึง 2 ห้องนอน ขนาด 30–64 ตารางเมตร (จากรูปแบบห้องทั้งหมดที่มีสูงสุดถึง 3 ห้องนอน ขนาด 80.5–100.0 ตารางเมตร ซึ่งจำหน่ายหมดแล้ว) โดยทุกยูนิตจะได้รับการติดตั้งฟังก์ชัน Me Corner ซึ่งเป็นพื้นที่ยืดหยุ่นให้เจ้าของห้องสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้ตามไลฟ์สไตล์ของตนเอง

พื้นที่ส่วนกลางของทั้ง 2 อาคารถูกออกแบบให้ครอบคลุมการใช้ชีวิตหลากหลายรูปแบบ ประกอบด้วย สวนพักผ่อน French Parc และ Lake Parc, สระว่ายน้ำ Olympic Pool ความยาว 50 เมตร, พื้นที่ Full Fitness, Aerobic & Yoga และ Street Basketball สำหรับผู้ที่รักการออกกำลังกาย รวมถึง Workshop Studio ที่สามารถปรับใช้เป็นพื้นที่สำหรับ Live Studio หรือห้องประชุมส่วนตัวได้ พร้อมทั้ง Game Zone และ Sky Lounge ที่รองรับทั้งการทำงานและการพักผ่อน
นอกจากพื้นที่ส่วนกลางแล้ว โครงการยังใส่ใจรายละเอียดในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น Drop Store สำหรับจัดเก็บพัสดุขนาดใหญ่, Food Drop สำหรับรับส่งอาหารโดยลดการสัมผัสโดยตรงกับผู้ส่ง, Private Storage สำหรับยูนิตพิเศษ ซึ่งเป็นการนำพื้นที่ว่างของอาคารมาจัดทำเป็นห้องเก็บของเพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้าในราคาที่กำหนด และบริการ Shuttle Service รับส่งเชื่อมต่อกับสถานี Airport Rail Link รามคำแหง ภายในห้องพักติดตั้งระบบ Digital Door Lock, เครื่องปรับอากาศพร้อมระบบกรอง PM2.5 Filter และระบบ Touchless Flush ด้านทำเลที่ตั้งอยู่บนถนนพัฒนาการ เชื่อมต่อย่านเอกมัยและทองหล่อ ใกล้ทางพิเศษฉลองรัชและทางพิเศษศรีรัช รวมถึงระบบขนส่งสาธารณะ ตลอดจนแวดล้อมด้วยศูนย์การค้า โรงเรียนนานาชาติ และโรงพยาบาล
The Living Lab คุณภาพที่เริ่มต้นก่อนวันเปิดขาย
ห้องพักที่ผู้ซื้อได้เข้าสัมผัสในปัจจุบัน มีจุดเริ่มต้นย้อนกลับไปตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบเมื่อ 3 ปีก่อน โดย กิตติพงษ์ ศิริลักษณ์ตระกูล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า คุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยไม่ได้เริ่มต้นในวันแรกที่เข้าอยู่ หากแต่เริ่มตั้งแต่กระบวนการคิดค้นและออกแบบโครงการ โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงาน และคุณภาพของกระบวนการก่อสร้างตั้งแต่ต้น พร้อมทั้งระบุว่า ศุภาลัยได้ใช้โครงการนี้เป็น “The Living Lab” หรือพื้นที่ทดลองและเรียนรู้จากการก่อสร้างจริง เพื่อนำผลลัพธ์ที่ได้ไปพัฒนาต่อยอดในด้านการประหยัดพลังงานและการจัดการของเสียของโครงการอื่นๆ ในอนาคต
ในด้านการใช้พลังงานและสิ่งแวดล้อม โครงการมีพื้นที่สีเขียวตามรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเกือบ 6,000 ตารางเมตร มีการใช้ระบบบำบัดน้ำนำกลับมาใช้ซ้ำสำหรับรดน้ำต้นไม้แทนการใช้น้ำประปา เลือกใช้อิฐมวลเบามากกว่า 800,000 ก้อน แทนระบบผนังสำเร็จรูป (พรีคาสท์) เพื่อช่วยลดอุณหภูมิภายในห้องพักและลดการปล่อยคาร์บอน รวมถึงเลือกใช้คอนกรีตประเภท Low Carbon จำนวน 12,000 ลูกบาศก์เมตร และออกแบบลานจอดรถให้สามารถกักเก็บน้ำฝนเพื่อซึมลงสู่ใต้ดิน ซึ่งช่วยลดปริมาณน้ำที่จะระบายออกสู่ภายนอกโครงการ
สำหรับด้านการจัดการของเสียจากการก่อสร้าง จากเดิมที่มีการประเมินว่าจะเกิดขยะจากการก่อสร้างประมาณ 3,300 ตัน โครงการสามารถลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบให้เหลือไม่ถึง 2 ลูกบาศก์เมตร ผ่านกระบวนการนำวัสดุเหลือใช้กลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ อาทิ คอนกรีตเหลือใช้จากรถโม่ปูนถูกนำมาใช้เป็นพื้นรองก่อนการเทถนน, หัวเสาเข็มที่ถูกตัดทิ้งจำนวน 300 ต้น ถูกนำมาทำเป็นฐานเกาะในสระน้ำและพื้นที่ตกแต่ง, พาเลทไม้ที่ใช้ขนส่งอิฐมวลเบาถูกนำกลับมาใช้ซ้ำต่อเนื่องเป็นระยะเวลาถึง 7 ปีเพื่อลดการตัดไม้, เศษคอนกรีตปูทางเดินที่เหลือใช้ถูกนำไปบริจาคให้แก่วัดและโรงเรียน ส่วนเศษอิฐมวลเบาที่เหลืออีกกว่าแสนก้อนได้นำไปบดเพื่อใช้เป็นวัสดุปรับปรุงคุณภาพดินแทนการใช้ปูนขาว ซึ่งมีส่วนช่วยลดการระเบิดภูเขาเพื่อผลิตปูนขาวในทางอ้อม
“คุณภาพชีวิตที่ดีของลูกบ้าน ต้องมีจุดเริ่มต้นจากคุณภาพของการก่อสร้างเช่นกัน” นายกิตติพงษ์กล่าว พร้อมระบุว่า ตลอดกระบวนการก่อสร้าง โครงการได้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย สุขอนามัย รวมถึงการพัฒนาฝีมือแรงงานของช่างและคนงานกว่า 500 ชีวิตที่ร่วมก่อสร้างอาคารแห่งนี้
เงื่อนไข ของแถม และข้อเสนอในงาน Grand Opening
ด้านเงื่อนไขการรับประกัน โครงการนี้ถือเป็นโครงการแรกของศุภาลัยที่ขยายการรับประกันโครงสร้างอาคารยาวนานถึง 10 ปี และรับประกันส่วนควบภายในห้องชุดของผู้อยู่อาศัยเป็นระยะเวลา 3 ปี โดยผู้ซื้อจะได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องประกอบด้วย เครื่องปรับอากาศ, วอลเปเปอร์, ชุดครัวบิลท์อินพร้อมเตาและเครื่องดูดควัน, ฉากกั้นอาบน้ำกระจกนิรภัย, เครื่องทำน้ำอุ่น และ Digital Door Lock สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนกลางกำหนดไว้ที่ 39 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน (จัดเก็บล่วงหน้า 1 ปี) และเงินกองทุนอยู่ที่ 390 บาทต่อตารางเมตร
ปัจจุบัน โครงการ Supalai PARC Ekkamai–Pattanakarn ได้เปิดให้ผู้ที่สนใจเข้าเยี่ยมชมห้องพักและบรรยากาศจริงแล้ว พร้อมทั้งกำหนดจัดงาน Grand Opening ภายใต้ชื่องาน “OPEN THE PARC : Open Your Way of Living” ระหว่างวันที่ 18–19 กรกฎาคม 2569 โดยภายในงานจะมีข้อเสนอพิเศษ อาทิ สิทธิ์ยกเว้นค่าส่วนกลางเป็นเวลา 1 ปี และบัตรกำนัล (Voucher) สำหรับตกแต่งห้องพักมูลค่าสูงสุด 100,000 บาท ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด ในราคาเริ่มต้นที่ 2.09 ล้านบาท
จากคำถามที่ว่าพื้นที่หนึ่งจะสามารถยกระดับชีวิตของผู้อยู่อาศัยได้อย่างไร คำตอบของ Supalai PARC Ekkamai–Pattanakarn จึงไม่ได้เกิดขึ้นในวันที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อ หากแต่ถูกวางรากฐานไว้ตั้งแต่วันแรกของการออกแบบ ผ่านกระบวนการก่อสร้างที่มุ่งเน้นการสร้างคุณภาพชีวิตในระยะยาวอย่างแท้จริง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
NIA ชวนร่วม Tech Forum & Hackathon 2026 เชื่อม 4 ย่านนวัตกรรมการแพทย์ สร้างไอเดียสู่การใช้งานจริง
กรุงศรี-ไปรษณีย์ไทย ผนึกความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ขยายบริการทางการเงินและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่



