การทำธุรกิจอาจไม่ต่างจากการวิ่งมาราธอน เพราะการออกตัวเร็วไม่ได้หมายความว่าจะรักษาความเร็วไปจนถึงเส้นชัยได้ เช่นเดียวกับธุรกิจที่รายได้เติบโตสูงในปีหนึ่ง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะรักษาการเติบโตนั้นไว้ได้ในปีต่อไป โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพแวดล้อมทางธุรกิจเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
แนวคิดเรื่องการมองธุรกิจเป็นการแข่งขันระยะยาวถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์ SME ไทยผ่านโครงการ AIS Infinite SMEs โดย ดร.ศรีหทัย พราหมณี ผู้จัดการโครงการ AIS Infinite SMEs บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และ นวชัย เกียรติก่อเกื้อ หัวหน้าส่วนงานการตลาดกลุ่มลูกค้าองค์กร AIS Business เพื่อทำความเข้าใจว่า SME ไทยแต่ละกลุ่มกำลังอยู่ตรงไหนของสนาม มีรูปแบบการเติบโตอย่างไร และควรวางจังหวะการเดินหน้าธุรกิจอย่างไรจึงจะสามารถเติบโตต่อเนื่องได้ในระยะยาว
ภาพที่ปรากฏจากข้อมูลไม่ได้มีเพียงความแตกต่างระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับขนาดเล็ก แต่ยังสะท้อนโจทย์สำคัญเรื่องความต่อเนื่องของการเติบโต เพราะแม้ SME จำนวนหนึ่งจะสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่รักษาการเติบโตเอาไว้ได้หลายปีติดต่อกัน
รายได้ SME หัวแถว-ท้ายแถวต่างกัน 44 เท่า

ข้อมูลรายได้ย้อนหลัง 5 ปีของธุรกิจกว่า 3,000 ราย ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่าง AIS และพันธมิตร ได้แก่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และสภา SME แสดงให้เห็นช่องว่างของรายได้ระหว่าง SME แต่ละกลุ่มอย่างชัดเจน
เมื่อนำ SME มาจัดลำดับตามรายได้ กลุ่ม 20% แรกมีรายได้เฉลี่ยมากกว่า 1,500 ล้านบาท ขณะที่กลุ่ม 20% ท้ายมีรายได้ต่ำกว่า 35 ล้านบาทต่อปี หรือแตกต่างกันถึง 44 เท่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าสนามของ SME ไทยไม่ได้เริ่มต้นจากจุดเดียวกัน แต่ละธุรกิจมีขนาดทรัพยากร และความสามารถในการแข่งขันแตกต่างกันอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ขนาดรายได้ไม่ใช่ตัวแปรเดียวที่ต้องพิจารณา เพราะเมื่อมองต่อไปถึงความสามารถในการรักษาการเติบโต พบว่ามี SME เพียง20% ที่สามารถเติบโตต่อเนื่องได้ตลอด 3 ปี ขณะที่ 40% เติบโตได้ 2 ปีก่อนจะถดถอย และอีก 40% เติบโตได้เพียงปีเดียวก่อนเข้าสู่ภาวะหดตัว
ดังนั้น การมองว่า SME รายใดเติบโตดีหรือไม่ จึงไม่สามารถดูเฉพาะรายได้หรืออัตราการเติบโตในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ต้องพิจารณาร่วมกันทั้งรายได้รวม อัตราการเติบโตสะสมเฉลี่ยต่อปี (CAGR) และความสม่ำเสมอของการเติบโต เพราะธุรกิจที่วิ่งเร็วในวันนี้อาจไม่ได้รักษาความเร็วไว้ได้ตลอดเส้นทาง
จากข้อมูลดังกล่าว SME สามารถแบ่งตามลักษณะการเติบโตออกเป็นกลุ่มนักวิ่งที่แตกต่างกัน ซึ่งแต่ละกลุ่มมีทั้งจุดแข็ง ความเสี่ยง และโจทย์ที่ต้องจัดการไม่เหมือนกัน
“นักวิ่งมาราธอน” โตไม่หวือหวา แต่รักษาการเติบโตได้ต่อเนื่อง
กลุ่มที่มีความพร้อมมากที่สุดคือ “นักวิ่งมาราธอน” มีสัดส่วนประมาณ 1 ใน 5 ของกลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่อยู่ในภาคการผลิต คิดเป็น 64% มีอายุธุรกิจเฉลี่ยประมาณ 25 ปี และมีรายได้เฉลี่ย 480 ล้านบาทต่อปี
จุดเด่นของธุรกิจกลุ่มนี้ไม่ได้อยู่ที่การเติบโตอย่างรวดเร็วเพียงอย่างเดียวแต่เป็นความสามารถในการรักษาการเติบโตอย่างสม่ำเสมอ โดยมีCAGR เฉลี่ย 9.3% กลุ่มที่เติบโตช้าที่สุดยังมีอัตราการเติบโตเป็นบวกที่1.1% ขณะที่กลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดอยู่ที่ 20.8% ส่งผลให้การเติบโตสะสมตลอด 3 ปีอยู่ที่ 30.6%
สิ่งที่ทำให้ธุรกิจกลุ่มนี้แตกต่างคือการใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ และมองทิศทางธุรกิจล่วงหน้าอย่างน้อย 12-18 เดือน ทำให้สามารถเตรียมตัวรับความเปลี่ยนแปลงก่อนที่ผลกระทบจะเกิดขึ้น ขณะเดียวกัน การรักษาความแข็งแกร่งในระยะต่อไปจำเป็นต้องมองหาโอกาสกระจายความเสี่ยงและแหล่งการเติบโตใหม่ก่อนที่ธุรกิจเดิมจะเผชิญแรงกดดัน รวมถึงพัฒนาทักษะของบุคลากรให้สามารถใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการทำงานได้มากขึ้น
แต่การอยู่ในกลุ่มที่แข็งแรงไม่ได้หมายความว่าจะสามารถลงทุนหรือขยายธุรกิจได้โดยไม่ต้องระมัดระวัง สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงคือการลงทุนเกินกำลังในโครงการที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะต่อยอดจากความสามารถเดิมของธุรกิจได้หรือไม่ รวมถึงการหยุดพัฒนาเพียงเพราะธุรกิจยังอยู่ในสถานะที่ดี เพราะสนามแข่งขันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
“นักวิ่งลมกรด” โตเร็ว แต่รายได้ผันผวนสูง
อีกกลุ่มที่น่าสนใจคือ “นักวิ่งลมกรด” ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 30% ของกลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจบริการ มีอายุเฉลี่ยประมาณ 20 ปี และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 17.7% เมื่อมองเฉพาะตัวเลขการเติบโต ธุรกิจกลุ่มนี้อาจดูแข็งแรง แต่เมื่อพิจารณาความสม่ำเสมอของรายได้กลับพบความผันผวนค่อนข้างสูง โดยมีช่วงการเติบโตตั้งแต่ติดลบ 12.3% ไปจนถึงบวก 70%
ปัญหาสำคัญมาจากการพึ่งพารายได้จากโครงการขนาดใหญ่เพียงไม่กี่โครงการ ขณะที่สัดส่วนรายได้ต่อเนื่องที่สามารถคาดการณ์ได้ยังอยู่ในระดับต่ำ เมื่อโครงการใหม่เข้ามาธุรกิจก็สามารถเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อโครงการสิ้นสุดหรือไม่สามารถหางานใหม่มาทดแทนได้ทัน รายได้ก็อาจลดลงอย่างมาก
โจทย์ของธุรกิจกลุ่มนี้จึงไม่ใช่การเร่งหารายได้ให้โตเร็วกว่าเดิมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้รายได้มีความต่อเนื่องมากขึ้น ควบคู่กับการบริหารต้นทุนคงที่อย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ต้นทุนกลายเป็นภาระในช่วงที่รายได้ลดลง การเพิ่มงานบริการบำรุงรักษาหรือสร้างพันธมิตรทางธุรกิจเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยเพิ่มความสม่ำเสมอของรายได้ได้
ขณะเดียวกัน ต้องระมัดระวังการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเกินความจำเป็นจนกลายเป็นต้นทุนจม รวมถึงการขยายช่องทางออนไลน์โดยไม่ได้พิจารณาว่าช่องทางเหล่านั้นสามารถสร้างกำไรให้ธุรกิจได้จริงเพียงใดเป้าหมายสำคัญของนักวิ่งลมกรดจึงเป็นการเปลี่ยนความเร็วให้กลายเป็นการเติบโตที่ต่อเนื่องและคาดการณ์ได้มากขึ้น
“นักวิ่งลู่วิ่ง” ธุรกิจแข็งแรง แต่ติดอยู่กับความสำเร็จเดิม
สำหรับ “นักวิ่งลู่วิ่ง” จุดแข็งอยู่ที่ประสบการณ์และฐานธุรกิจที่สะสมมายาวนาน โดยมีอายุเฉลี่ยมากกว่า 30 ปี ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจภาคการผลิตและมีกระแสเงินสดค่อนข้างแข็งแรง แต่กลับมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยเพียง 3% โดยอยู่ในช่วงตั้งแต่ติดลบ 13% ถึงเติบโต 6%
ความท้าทายของธุรกิจกลุ่มนี้จึงไม่ใช่การประคองตัวให้อยู่รอดในระยะสั้น แต่เป็นการออกจากกรอบความสำเร็จเดิมและสร้างรายได้จากแหล่งใหม่ หรือ Revenue Next เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องพึ่งพารายได้จากตลาดหรือผลิตภัณฑ์เดิมมากเกินไป พร้อมกับรักษาสมดุลระหว่างราคาขายกับต้นทุนให้เหมาะสม
สิ่งที่ต้องจับตาคืออำนาจต่อรองกับลูกค้าที่อาจเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพการแข่งขัน หากธุรกิจยังคงดำเนินงานในรูปแบบเดิมและรอจนเห็นสัญญาณปัญหาอย่างชัดเจน การปรับตัวอาจทำได้ยากขึ้น ธุรกิจที่มีฐานแข็งแรงจึงต้องใช้ช่วงเวลาที่ยังมีกระแสเงินสดและทรัพยากรเพียงพอในการเตรียมแหล่งรายได้ใหม่ มากกว่ารอให้ธุรกิจเดิมเริ่มถดถอยแล้วจึงค่อยเปลี่ยนแปลง
“นักวิ่งบาดเจ็บ” ต้องรักษากระแสเงินสดก่อนคิดเรื่องโต
กลุ่มที่ต้องให้ความสำคัญกับการประคองธุรกิจมากที่สุดคือ “นักวิ่งบาดเจ็บ” มีสัดส่วนประมาณ 22% ของกลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจภาคการค้าและมีอายุธุรกิจน้อยกว่า 20 ปี โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ติดลบ 8% และมีการเติบโตสะสมตลอด 3 ปีติดลบ 24%
สำหรับธุรกิจกลุ่มนี้ การเร่งขยายธุรกิจหรือเปิดโครงการใหม่อาจไม่ใช่คำตอบแรก เพราะสิ่งสำคัญกว่าคือการรักษากระแสเงินสดและค้นหาต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหา ไม่ว่าจะเกิดจากโครงสร้างต้นทุน รายได้ หรือปัจจัยภายในธุรกิจ ก่อนที่จะนำทรัพยากรที่เหลืออยู่ไปใช้กับการขยายตัวครั้งใหม่
การขอคำปรึกษาหรือความช่วยเหลือจากพันธมิตรทางการเงิน เช่น ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) จึงเป็นอีกแนวทางสำหรับธุรกิจที่ต้องการจัดการปัญหาเดิมให้มีเสถียรภาพก่อนกลับมาเดินหน้าต่อ เพราะหากพื้นฐานทางการเงินยังไม่แข็งแรง การฝืนเพิ่มความเร็วอาจทำให้ปัญหาที่มีอยู่รุนแรงกว่าเดิม
รู้ว่าธุรกิจอยู่ตรงไหน ก่อนเลือกว่าจะวิ่งต่ออย่างไร
ความแตกต่างของนักวิ่งทั้ง 4 กลุ่มสะท้อนว่า SME ไม่สามารถใช้สูตรการเติบโตแบบเดียวกันทั้งหมด ธุรกิจที่เติบโตเร็วแต่รายได้ผันผวนย่อมต้องการแนวทางต่างจากธุรกิจที่มีฐานมั่นคงแต่เริ่มเติบโตช้า ขณะที่ธุรกิจซึ่งกำลังเผชิญปัญหากระแสเงินสดก็ไม่ควรใช้วิธีเดียวกับธุรกิจที่พร้อมลงทุนเพื่อหาแหล่งรายได้ใหม่
แนวทางของ AIS Infinite SMEs จึงมุ่งไปที่การพัฒนาเครื่องมือประเมินตนเอง (Self-Assessment) เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นว่าธุรกิจของตนอยู่ในกลุ่มใด ก่อนนำข้อมูลไปใช้กับ SME Growth Playbook เพื่อเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของแต่ละธุรกิจ โดยเป็นความร่วมมือของ AIS Business กับพันธมิตรทั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และเตรียมผนึกกำลังกับSME D Bank ในไตรมาสถัดไป
สิ่งที่ข้อมูลชุดนี้สะท้อนชัดคือ ความท้าทายของ SME ไทยไม่ได้อยู่เพียงว่าจะทำอย่างไรให้ธุรกิจเติบโต แต่คือทำอย่างไรให้การเติบโตนั้นดำเนินต่อไปได้ เพราะในสนามธุรกิจที่เงื่อนไขเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การเร่งความเร็วอาจช่วยให้ธุรกิจขึ้นมาอยู่ข้างหน้าได้ในช่วงหนึ่ง แต่การจะเดินทางได้ไกลจำเป็นต้องรู้กำลังของตัวเอง เข้าใจสภาพสนาม บริหารทรัพยากรให้เหมาะสม และรู้ว่าจังหวะใดควรเร่ง จังหวะใดควรรักษาความเร็ว หรือจังหวะใดควรหยุดเพื่อแก้ปัญหาก่อนออกวิ่งอีกครั้ง
สำหรับ SME ไทย การเติบโตจึงอาจไม่ใช่การแข่งขันว่าใครวิ่งเร็วที่สุดแต่เป็นการสร้างธุรกิจที่สามารถรักษาจังหวะของตัวเองและเดินหน้าต่อไปได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Bitcoin ราคาพุ่ง 26% ทะลุ 81,385 ดอลลาร์ ครั้งแรกรอบ 3 เดือน
ศุภจีชี้ทางรอด SME ไทย สร้างมูลค่า–ใช้ข้อมูล–โตผ่านเครือข่าย



