ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกกำลังทำให้การดำเนินธุรกิจด้วยวิธีเดิมยากขึ้น ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจ มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและเทคโนโลยีดิจิทัล ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้กระทบเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ แต่กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการจ้างงานและเศรษฐกิจไทย
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในงานสัมมนาของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายด้าน โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่ต้องเผชิญทั้งแรงกดดันจากภายนอกและข้อจำกัดภายในประเทศ ขณะที่เทคโนโลยีดิจิทัลกลายเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง เพราะผู้ประกอบการที่เข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จะมีโอกาสเติบโต แต่ผู้ที่ปรับตัวไม่ทันอาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตในลักษณะ K-Shape ซึ่งธุรกิจแต่ละกลุ่มฟื้นตัวและเติบโตแตกต่างกัน
SME 99% ของธุรกิจไทย แต่สร้างมูลค่าไม่ถึง 35% ของ GDP
เมื่อมองผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การกระจายตัวของรายได้และความสามารถในการสร้างมูลค่าของผู้ประกอบการรายย่อย โดยไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP เติบโต 1.9% มีแรงขับเคลื่อนหลักจากการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชน ขณะที่การบริโภคภายในประเทศและการลงทุนภาครัฐยังไม่เติบโต กระทรวงพาณิชย์คาดว่า GDP ทั้งปีจะขยายตัวประมาณ 2.2%
ขณะเดียวกัน การส่งออกของไทยซึ่งมีมูลค่าประมาณ 11 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา ยังพึ่งพาตลาดจีนและสหรัฐอเมริการวมกันเกือบหนึ่งในสามของมูลค่าทั้งหมด จึงมีความเสี่ยงจากความขัดแย้งและการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของประเทศมหาอำนาจ เมื่อพิจารณาผู้ส่งออกไทยกว่า30,000 ราย พบว่าแม้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะมีจำนวนมากกว่า 20,000 ราย แต่สร้างมูลค่าการส่งออกเพียง 14% ขณะที่อีก 86% มาจากผู้ส่งออกรายใหญ่จำนวนไม่มาก
ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับโครงสร้างเอสเอ็มอีทั้งประเทศ ซึ่งมีประมาณ3.3 ล้านราย หรือคิดเป็น 99% ของนิติบุคคลทั้งหมด และรองรับการจ้างงานประมาณ 13 ล้านคน หรือ 69% ของกำลังแรงงาน แต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกันเพียง 34.8% ของ GDP ต่ำกว่าประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วที่เอสเอ็มอีสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ประมาณ 50% ของGDP ตัวเลขเหล่านี้จึงสะท้อนโจทย์สำคัญว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดผู้ประกอบการรายย่อย แต่ยังต้องเพิ่มความสามารถให้ธุรกิจเหล่านี้เติบโตและสร้างมูลค่าได้มากขึ้น
จุดอ่อน SME เริ่มตั้งแต่บัญชี ต้นทุน ราคา ไปจนถึงการใช้ข้อมูล
ปัญหาของเอสเอ็มอีจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งแต่พื้นฐานการบริหารธุรกิจ ทั้งการทำบัญชี การบริหารเงินลงทุน การคำนวณต้นทุนและตั้งราคาสินค้าบางรายมียอดขายสูงแต่กลับขาดทุนเพราะตั้งราคาไม่สอดคล้องกับต้นทุนขณะที่การขาดระบบบริหารสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพยังทำให้ธุรกิจไม่สามารถรองรับคำสั่งซื้อจำนวนมากได้ แม้จะมีโอกาสทางตลาดเข้ามาแล้วก็ตาม
อีกข้อจำกัดคือการใช้ข้อมูล ผู้ประกอบการจำนวนมากยังไม่ได้ใช้ฐานข้อมูลมาวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภคเพื่อพัฒนาสินค้าและสร้างมูลค่าเพิ่ม ทำให้ต้องแข่งขันอยู่ในตลาดขนาดใหญ่ที่มีคู่แข่งจำนวนมากและใช้ราคาเป็นเครื่องมือสำคัญ ทั้งที่ยังมีตลาดเฉพาะกลุ่มซึ่งสามารถสร้างโอกาสใหม่ได้ เช่น อาหารสำหรับสังคมสูงวัย อาหารเฉพาะทางสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน โรคหัวใจ หรือความดันโลหิตสูง รวมถึงตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงประเภทสุนัขและแมว ซึ่งได้รับแรงหนุนจากพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่หันมาเลี้ยงสัตว์แทนการมีลูก
ตัวอย่างที่สะท้อนแนวทางเพิ่มมูลค่าได้ชัดเจนคือคุณณัฐวุฒิ เกษตรกรที่นำแนวคิดด้านนวัตกรรมมาใช้พัฒนาข้าวให้มีความแตกต่าง ทั้งข้าวคาร์บอนต่ำ ข้าวที่มีไฟเบอร์สูง และข้าวน้ำตาลน้อย จนสามารถเพิ่มมูลค่าจากกิโลกรัมละ 10 บาท เป็น 50-100 บาท แสดงให้เห็นว่าการแข่งขันของผู้ประกอบการรายย่อยไม่จำเป็นต้องอยู่ที่การลดราคา หากสามารถพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของตลาดได้
นอกจากข้อจำกัดภายในธุรกิจ เอสเอ็มอียังต้องเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงช่องทางตลาดสมัยใหม่ ทั้งไลฟ์คอมเมิร์ซและแพลตฟอร์มอย่างTikTok พร้อมกับรับมือการแข่งขันจากสินค้าราคาถูกและสินค้าด้อยคุณภาพจากต่างประเทศ รวมถึงปัญหาธุรกิจนอมินีหรือตัวแทนอำพรางในการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติในประเทศไทย
กระทรวงพาณิชย์วาง 5 ภารกิจ เสริมความแข็งแรงให้ธุรกิจรายย่อย

คุณศุภจีระบุว่า กระทรวงพาณิชย์กำลังขับเคลื่อนภารกิจสำคัญ 5 ด้านประกอบด้วยการดูแลค่าครองชีพ การรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรการสร้างความเข้มแข็งให้เอสเอ็มอีและชุมชนห่างไกล การสร้างสมดุลด้านการส่งออกด้วยการเปิดตลาดใหม่เพื่อลดการพึ่งพาตลาดเดิม และการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยดำเนินมาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการวางพื้นฐานสำหรับการเติบโตในระยะยาว
ในส่วนของการเพิ่มความรู้พื้นฐานทางธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดหลักสูตรผ่าน DBD Academy เพื่อให้ความรู้ตั้งแต่การทำบัญชี การตั้งราคา ไปจนถึงการสร้างแบรนด์เพื่อเข้าสู่ตลาดสากลโดยไม่มีค่าใช้จ่ายพร้อมส่งเสริมโมเดลแฟรนไชส์เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถขยายธุรกิจได้โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนทั้งหมดด้วยตัวเอง โดยมีตัวอย่างอย่างชายสี่หมี่เกี๊ยวและไก่ย่างห้าดาว ขณะที่ปัจจุบันมีแฟรนไชส์ที่ผ่านการพัฒนามาตรฐานแล้วกว่า 500 ราย
กระทรวงพาณิชย์ยังประสานความร่วมมือกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ3% ให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์ พร้อมช่วยค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์แบบคนละครึ่งสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท เพื่อลดต้นทุนในการเริ่มต้นธุรกิจ ขณะเดียวกันยังผลักดันการเพิ่มมูลค่าผลผลิตของชุมชนผ่านการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ซึ่งสามารถเพิ่มราคาสินค้าได้ 2-5 เท่า โดยมีส้มโอทับทิมสยามเป็นตัวอย่าง จากเดิมราคาผลละประมาณ 100 บาท เพิ่มเป็น500 บาทหลังได้รับการขึ้นทะเบียน
ด้านการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม กระทรวงพาณิชย์ร่วมมือกับ 23 หน่วยงานปราบปรามธุรกิจนอมินีใน 45 พื้นที่ ครอบคลุม 13 จังหวัดเป้าหมายพร้อมทำงานร่วมกับกรมศุลกากรในการยกเลิกข้อยกเว้นภาษีสำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท โดยจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่บาทแรกตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม เพื่อรับมือกับปัญหาสินค้าราคาถูกและด้อยคุณภาพจากต่างประเทศที่เข้ามาแข่งขันกับผู้ประกอบการไทย
ดึง “พี่ใหญ่” เชื่อม SME เข้าสู่ห่วงโซ่ธุรกิจ
อีกแนวทางสำคัญคือการเชื่อมโยงเอสเอ็มอีเข้ากับธุรกิจขนาดใหญ่ แทนที่จะปล่อยให้ผู้ประกอบการรายย่อยต้องแข่งขันและแก้ปัญหาเพียงลำพัง รัฐบาลจึงจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเร่งแก้ปัญหาและปลดล็อกกฎระเบียบหรือใบอนุญาตที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ โดยตั้งเป้าให้เกิดผลภายใน 6 เดือนถึง 1 ปี และเน้นการแก้ปัญหาที่ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติม
คณะทำงานแบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจชุมชนและเอสเอ็มอี เศรษฐกิจสร้างสรรค์และเศรษฐกิจผู้มาเยือน และการค้าต่างประเทศ แนวคิดเศรษฐกิจผู้มาเยือนถูกนำมาใช้เพื่อให้ครอบคลุมผู้เดินทางเข้าประเทศที่ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการรักษาพยาบาล การประชุม และการทำธุรกิจด้วย
ขณะเดียวกัน คณะทำงานยังต้องการเชื่อมผู้ประกอบการรายย่อยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานขององค์กรขนาดใหญ่ ภายใต้แนวคิดว่า หากเอสเอ็มอีอยู่ไม่ได้ ธุรกิจขนาดใหญ่ก็ไม่สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแรง โดยมีองค์กรขนาดใหญ่ เช่น AIS เข้ามาร่วมเป็นพี่เลี้ยงให้กับผู้ประกอบการในเครือข่าย เพื่อช่วยให้รายย่อยมีโอกาสเข้าถึงความรู้ ตลาด และเครือข่ายทางธุรกิจมากขึ้น
กระทรวงพาณิชย์ยังอยู่ระหว่างขับเคลื่อนระบบรหัสประจำตัวเอสเอ็มอี เพื่อใช้ติดตามสถานะของผู้ประกอบการและช่วยเหลือให้เหมาะกับแต่ละช่วงของการเติบโต พร้อมเตรียมนำระบบซอฟต์แวร์บัญชีของกระทรวงพาณิชย์มาให้ผู้ประกอบการได้ใช้งานและสอนวิธีการใช้ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเริ่มต้นธุรกิจและบริหารจัดการได้สะดวกขึ้น ส่วนผู้ประกอบการที่ติดปัญหาเรื่องมาตรฐานการส่งออกหรือกฎเกณฑ์การรับรองต่าง ๆ สามารถส่งปัญหาเข้าสู่กระบวนการประสานงานเพื่อเร่งแก้ไขอุปสรรค และผลักดันเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพให้สามารถขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศ
จากแข่งราคาสู่สร้างมูลค่า ทางรอด SME ในเศรษฐกิจที่เปลี่ยนเร็ว
สำหรับทิศทางการปรับตัวของผู้ประกอบการ คุณศุภจีเสนอให้ธุรกิจเปลี่ยนจากการแข่งขันด้วยราคาไปสู่การสร้างมูลค่าและมาตรฐานที่ทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่น เปลี่ยนจากการขายสินค้าเพียงอย่างเดียวไปสู่การสร้างแบรนด์และประสบการณ์ ใช้ข้อมูลแทนการตัดสินใจจากความรู้สึก เพื่อทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าเฉพาะกลุ่ม รวมถึงกระจายช่องทางจำหน่ายให้หลากหลาย ไม่ยึดติดกับช่องทางเดิม และที่สำคัญคือการเปลี่ยนจากการทำธุรกิจเพียงลำพังไปสู่การทำงานร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร เพื่อแบ่งปันทรัพยากรและเพิ่มความแข็งแรงให้กับธุรกิจ
คุณศุภจียังเสนอให้ผู้ประกอบการมองหาโอกาสและแนวโน้มใหม่ของโลกเพื่อกำหนดทิศทางธุรกิจ ก่อนเริ่มลงมือจากจุดเล็กและทำงานร่วมกับพันธมิตร เพื่อทดลองตลาดและกระจายความเสี่ยงโดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากตั้งแต่ต้น พร้อมเลือกทิศทางและจังหวะการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง
ภายใต้เศรษฐกิจที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญอย่างต่อเนื่อง โจทย์ของเอสเอ็มอีไทยจึงไม่ใช่เพียงการประคองธุรกิจให้ผ่านวิกฤต แต่ต้องเพิ่มความสามารถในการสร้างมูลค่า ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ เข้าถึงตลาดใหม่ และสร้างเครือข่ายที่ช่วยให้ธุรกิจไม่ต้องเติบโตเพียงลำพัง หากสามารถยกระดับผู้ประกอบการรายเล็กให้เติบโตเป็นรายกลาง และต่อยอดไปสู่ธุรกิจขนาดใหญ่ได้มากขึ้น ก็จะช่วยเพิ่มบทบาทของเอสเอ็มอีต่อเศรษฐกิจไทย และสร้างฐานการเติบโตที่กระจายตัวมากกว่าเดิม
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
สวทช. ยกระดับ ‘ผำไทย’ จากฟาร์มอัจฉริยะสู่อุตสาหกรรมอาหาร
ยูโอบีชูกลยุทธ์ ‘Resilience over Perfection’ ฝ่าความผันผวนตลาดครึ่งหลังปี 2569


