เบื้องหลังเครื่องดื่มของ Café Amazon ที่มียอดขายรวมวันละ 1.1 ล้านแก้ว ไม่ได้มีเพียงบาริสต้าและร้านสาขาที่ผู้บริโภคคุ้นเคย แต่ยังมีระบบหลังบ้านขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่ตั้งแต่ผลิตวัตถุดิบ ควบคุมคุณภาพ จัดเก็บ กระจายสินค้า ไปจนถึงฝึกอบรมบุคลากร เพื่อให้ร้านจำนวนมากสามารถทำงานภายใต้มาตรฐานเดียวกันได้
ภาณุพันธ์ ทรัพย์จรัสแสง ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์สินค้าธุรกิจไลฟ์สไตล์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีกจำกัด (มหาชน) พาไปดูเบื้องหลังระบบดังกล่าวที่ “OASYS” หรือศูนย์ธุรกิจโอเอซิส บนพื้นที่กว่า 200 ไร่ ในอำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงกระบวนการสำคัญของ Café Amazon ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการกระจายสินค้าสู่ร้านสาขา
ชื่อ OASYS มาจากการนำ O จาก OR, A จาก Amazon และ SYS จาก System มารวมกัน สะท้อนบทบาทของพื้นที่แห่งนี้ที่ไม่ได้เป็นเพียงโรงงานหรือคลังสินค้า แต่เป็นศูนย์กลางระบบงานที่อยู่เบื้องหลังธุรกิจ Café Amazon
หากมองตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ ภาณุพันธ์อธิบายว่า OASYS อยู่ในตำแหน่ง “กลางน้ำ” เชื่อมวัตถุดิบจากเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในฝั่งต้นน้ำ เข้ากับร้าน Café Amazon ในฝั่งปลายน้ำ โดยรับหน้าที่ตั้งแต่การผลิตและควบคุมคุณภาพ การจัดเก็บและกระจายสินค้า ตลอดจนการฝึกอบรมคนก่อนเข้าสู่ร้านจริง ทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อให้การขยายธุรกิจมีระบบหลังบ้านรองรับ และสินค้าที่ไปถึงผู้บริโภคยังรักษามาตรฐานไว้ได้
คุมรสชาติให้เหมือนกันจากโรงคั่วถึงหน้าร้าน
สำหรับธุรกิจกาแฟที่มีสาขาจำนวนมาก ความท้าทายไม่ได้อยู่เพียงการเพิ่มจำนวนร้าน แต่คือการทำให้เครื่องดื่มจากแต่ละสาขามีมาตรฐานใกล้เคียงกัน OASYS จึงวางระบบควบคุมตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตวัตถุดิบ แทนที่จะฝากความสม่ำเสมอของรสชาติไว้กับการทำงานของหน้าร้านเพียงอย่างเดียว
ภายในพื้นที่มีโรงคั่วกาแฟ 2 โรง มีกำลังการผลิตรวม 12,000 ตันต่อปี ใช้ระบบอัตโนมัติควบคุมกระบวนการคั่วและอุณหภูมิตลอดเส้นทางการผลิต แต่การใช้เครื่องจักรไม่ได้หมายความว่าคนจะหายไปจากกระบวนการควบคุมคุณภาพ เพราะกาแฟที่ผลิตยังต้องผ่านการซดชิม หรือ Cupping โดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟ (Coffee Master) ทุกวัน ก่อนออกจากโรงงาน
อีกส่วนที่ช่วยลดความแตกต่างระหว่างสาขาคือโรงงานผงผสม ซึ่งทำหน้าที่เตรียมส่วนผสมเครื่องดื่มตามสูตรและบรรจุส่งตรงไปยังร้าน วิธีนี้ช่วยลดขั้นตอนที่พนักงานหน้าร้านต้องตวงและผสมวัตถุดิบเอง ซึ่งอาจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อน ทั้งยังช่วยควบคุมเรื่องความสะอาดและทำให้สูตรเครื่องดื่มในแต่ละสาขามีความสม่ำเสมอมากขึ้น
เมื่อมองจากหน้าร้าน กระบวนการเหล่านี้อาจไม่ปรากฏให้ผู้บริโภคเห็น แต่สำหรับธุรกิจที่มียอดขายระดับวันละ 1.1 ล้านแก้ว การควบคุมตั้งแต่ต้นทางของกระบวนการผลิตจึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การขยายธุรกิจเดินไปพร้อมกับการรักษามาตรฐานสินค้า
Smart DC ส่งวัตถุดิบถึงร้านใน 2-3 วัน
ถัดจากการผลิตคือการบริหารสินค้า เพราะร้านแต่ละแห่งไม่ได้ต้องการเพียงเมล็ดกาแฟ แต่มีทั้งวัตถุดิบและอุปกรณ์อีกหลายรายการที่ต้องพร้อมใช้งาน ศูนย์กระจายสินค้าของ OASYS มีพื้นที่มากกว่า 24,000 ตารางเมตร รองรับสินค้าประมาณ 400-500 รายการ หรือ SKUs ทั้งจากโรงงานของแบรนด์เองและคู่ค้ามากกว่า 110 ราย
การจัดการสินค้าจำนวนมากภายในพื้นที่เดียวกันทำให้ระบบอัตโนมัติเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ปัจจุบันคลังสินค้าใช้ระบบอัตโนมัติมากกว่า 70% มีทั้งเครนจัดเก็บอัตโนมัติและหุ่นยนต์นำทาง หรือ AGV จำนวน 37 ตัว ทำหน้าที่เคลื่อนย้ายและหยิบสินค้าตามคำสั่งซื้อ โดยใช้เซนเซอร์ช่วยป้องกันการชน และเคลื่อนที่ตามพิกัด QR Code ที่ติดตั้งไว้บนพื้น
การนำระบบเหล่านี้เข้ามาใช้เปลี่ยนรูปแบบการทำงานของคลังสินค้าอย่างชัดเจน จากคลังสินค้าทั่วไปที่อาจต้องใช้คนประมาณ 1,000 คน ลดเหลือไม่ถึง 200 คน และสามารถสลับกะทำงานต่อเนื่องได้ตลอด 24 ชั่วโมง ขณะที่คนยังมีบทบาทในการดูแลและทำงานร่วมกับระบบอัตโนมัติ
เมื่อร้านส่งคำสั่งซื้อผ่านระบบ POS ข้อมูลจะเข้าสู่ระบบบริหารคลังสินค้า (Warehouse Management System) เพื่อคำนวณและจัดเตรียมสินค้าสำหรับการจัดส่ง จากนั้นกองรถขนส่งมากกว่า 200 คันจะรับช่วงต่อ เพื่อนำวัตถุดิบและอุปกรณ์ไปยังร้านทั่วประเทศภายในประมาณ 2-3 วัน ระบบหลังบ้านจึงต้องทำงานต่อเนื่องตั้งแต่วินาทีที่ร้านส่งคำสั่งซื้อไปจนถึงวันที่สินค้าเดินทางถึงปลายทาง
ก่อนเปิดร้านคนต้องผ่านระบบเดียวกัน
การควบคุมมาตรฐานด้วยโรงงานและเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ เพราะปลายทางของการชงเครื่องดื่มยังขึ้นอยู่กับคน OASYS จึงมีศูนย์ฝึกอบรมสำหรับบาริสต้า เจ้าของร้าน ผู้จัดการร้าน และพนักงาน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่การทำงานจริง
ภายในศูนย์มีการจำลองเคาน์เตอร์และอุปกรณ์ชงให้เหมือนกับร้านจริง ผู้เข้าอบรมต้องเรียนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อทำความเข้าใจขั้นตอนการปฏิบัติงานมาตรฐาน หรือ SOP (Standard Operating Procedure) ก่อนเริ่มปฏิบัติงาน การฝึกคนจึงเป็นอีกส่วนหนึ่งของระบบควบคุมคุณภาพที่เชื่อมต่อจากโรงงานและคลังสินค้าไปจนถึงจุดที่เครื่องดื่มถูกส่งมอบให้ลูกค้า
สำหรับธุรกิจแฟรนไชส์ ระบบฝึกอบรมมีความสำคัญไม่ต่างจากระบบผลิต เพราะเมื่อจำนวนร้านเพิ่มขึ้น คนที่เข้ามาทำงานย่อมมีพื้นฐานและประสบการณ์แตกต่างกัน การกำหนดวิธีทำงานร่วมกันตั้งแต่ก่อนเข้าสู่หน้าร้านจึงช่วยลดความแตกต่างระหว่างสาขา และทำให้การขยายเครือข่ายยังอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน
บทเรียนน้ำท่วมสู่ระบบหลังบ้านที่ต้องไม่สะดุด
การเป็นศูนย์กลางของระบบหลังบ้านทำให้ OASYS ต้องรับมือกับความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อร้านจำนวนมากพร้อมกัน หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญของพื้นที่วังน้อยคือน้ำท่วม หลังจากอำเภอวังน้อยเผชิญน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ซึ่งระดับน้ำสูงประมาณ 1.5-2 เมตร ประสบการณ์ดังกล่าวจึงถูกนำมาใช้ประกอบการออกแบบพื้นที่เมื่อเริ่มสร้างศูนย์ในปี 2556
พื้นที่ของศูนย์ถูกถมให้สูงขึ้นจากระดับเดิมเฉลี่ยประมาณ 2 เมตร และเพิ่มระดับสำหรับป้องกันน้ำหลากอีก 50 เซนติเมตร การเตรียมพื้นที่ตั้งแต่ขั้นตอนก่อสร้างทำให้ในช่วงที่บริเวณโดยรอบวังน้อยเผชิญน้ำท่วมในหลายปีที่ผ่านมา ศูนย์กระจายสินค้าหลักยังสามารถดำเนินงานได้ต่อเนื่อง โดยไม่กระทบต่อการส่งสินค้าไปยังร้านทั่วประเทศ
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า สำหรับธุรกิจที่มีเครือข่ายร้านจำนวนมาก การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจไม่ได้เริ่มขึ้นเมื่อเกิดเหตุ แต่ต้องถูกวางไว้ตั้งแต่การเลือกและออกแบบพื้นที่ เพราะหากศูนย์กลางที่ดูแลการผลิตและกระจายสินค้าหยุดทำงาน ผลกระทบย่อมไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่วังน้อย แต่สามารถส่งต่อไปยังร้านที่พึ่งพาระบบเดียวกันได้
โตไปกับชุมชนลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

อีกด้านของ OASYS คือการจัดการผลกระทบจากการดำเนินงานต่อพื้นที่รอบข้าง โดยศูนย์ใช้ระบบบำบัดน้ำเสียและนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ภายในโครงการ 100% ภายใต้แนวทาง Zero Discharge เพื่อไม่ปล่อยน้ำเสียจากกระบวนการผลิตออกสู่ภายนอก
ด้านพลังงาน มีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งปัจจุบันช่วยจ่ายไฟฟ้าได้ 18% และอยู่ระหว่างขยายโครงการระยะที่ 2 โดยตั้งเป้าให้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดภายในปี 2572
ขณะเดียวกัน ความเชื่อมโยงกับชุมชนเกิดขึ้นผ่านการจ้างงานโดยตรง พนักงานเกือบ 50% ของ OASYS เป็นคนในตำบลเมืองน้อย และเกือบ 90% เป็นคนจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและสระบุรี ขณะที่การผลิตเบเกอรี่ Café Amazon เลือกผลิตเองประมาณ 1 ใน 3 ส่วนอีก 2 ใน 3 กระจายให้พันธมิตรผู้ผลิตเบเกอรี่ท้องถิ่นรายย่อยประมาณ 30 ราย ทำให้การเติบโตของธุรกิจเชื่อมโยงไปถึงผู้ประกอบการในต่างจังหวัดด้วย
การทำงานกับชุมชนยังนำมาตรฐานของกรมโรงงานอุตสาหกรรมมาใช้ โดยเริ่มจากการสอบถามความต้องการของชุมชน ก่อนนำไปพัฒนาเป็นกิจกรรมที่ตอบโจทย์พื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นโครงการนำเศษอาหารไปเลี้ยงหนอนแมลงวันดำเพื่อเชื่อมต่อสู่การผลิตไข่ไก่โปรตีนสูง การเปิดพื้นที่ปั๊มน้ำมันด้านหน้าศูนย์ให้ชาวบ้านนำสินค้ามาจำหน่ายในตลาดปันสุขโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รวมถึงการนำผนังฉนวนกันความร้อน หรือ Isowall ที่เหลือจากการใช้งานในอุตสาหกรรม ไปสร้างห้องตัดผมสำหรับฝึกอาชีพและบูรณะบ้านพักของกลุ่มเปราะบางในชุมชนรอบข้าง
OASYS ระบบหลังบ้านที่โตไปพร้อม Café Amazon
เมื่อมอง OASYS ผ่านกระบวนการทั้งหมดตั้งแต่โรงคั่ว โรงงานผงผสม คลังสินค้าอัตโนมัติ ศูนย์ฝึกอบรม ระบบขนส่ง ไปจนถึงการบริหารความเสี่ยงและการทำงานร่วมกับชุมชน จะเห็นว่าการรองรับธุรกิจกาแฟที่มียอดขายวันละ 1.1 ล้านแก้วไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของร้านหน้าบ้านเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีระบบกลางน้ำที่เชื่อมทุกส่วนเข้าหากัน
ยิ่งจำนวนร้านเพิ่มขึ้น ความซับซ้อนของระบบหลังบ้านก็ยิ่งเพิ่มตาม ทั้งปริมาณวัตถุดิบ จำนวนคำสั่งซื้อ การขนส่ง การฝึกคน และการควบคุมคุณภาพ สิ่งที่เกิดขึ้นใน OASYS จึงเป็นการจัดระบบเพื่อให้การขยายตัวของ Café Amazon ไม่ได้หมายถึงเพียงการมีร้านเพิ่มขึ้น แต่รวมถึงความสามารถในการผลิต จัดเก็บ กระจายสินค้า และรักษามาตรฐานให้เดินตามการเติบโตของหน้าร้านได้ทัน
ในอีกด้าน การดำเนินธุรกิจบนพื้นที่กว่า 200 ไร่ยังเชื่อมโยงกับโจทย์เรื่องพลังงาน น้ำเสีย การจ้างงาน และเศรษฐกิจของชุมชนโดยรอบ ทำให้ OASYS ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงส่งวัตถุดิบออกจากวังน้อยไปยังร้าน Café Amazon แต่เป็นพื้นที่ที่ระบบการผลิต เทคโนโลยี คน และชุมชนต้องทำงานร่วมกัน เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ภักดีบดินทร์ ปั้น ‘ผำไทย’ จากชุมชนสระแก้วสู่ตลาดอุตสาหกรรม
จากคู่ค้าสู่ผู้ถือหุ้น 10% Beyond Beauty Trade ปั้น Banobagi ไทยสู่โมเดลตลาดโลก



