กติกาการค้าโลกกำลังอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งจากสงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายของประเทศมหาอำนาจที่หันมาให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ภายในประเทศมากขึ้น สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศขนาดกลางและพึ่งพาการส่งออกในสัดส่วนสูง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้เป็นเพียงความเสี่ยงจากภายนอก แต่กำลังส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย โดยเฉพาะ SME ที่ต้องเผชิญทั้งกติกาใหม่ มาตรฐานการค้าที่เข้มข้นขึ้น ข้อจำกัดด้านเงินทุน และการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม
ท่ามกลางความไม่แน่นอนดังกล่าว การเปิดตลาดใหม่ผ่านข้อตกลงการค้าเสรี การยกระดับมาตรฐานของประเทศเพื่อเดินหน้าเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ตลอดจนการสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อให้ผู้ประกอบการรายเล็กแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม กำลังกลายเป็นโจทย์ที่ต้องเดินไปพร้อมกัน เพราะต่อให้ประเทศไทยสามารถเปิดประตูสู่ตลาดขนาดใหญ่ได้ แต่หาก SME ยังไม่พร้อมรับกติกาใหม่ หรือยังแข่งขันภายในประเทศบนเงื่อนไขที่ไม่เท่าเทียม โอกาสจากตลาดโลกก็อาจไปไม่ถึงผู้ประกอบการส่วนใหญ่
วีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย สำนักนายกรัฐมนตรี และ สุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย หรือสภาเอสเอ็มอี ร่วมสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของการค้าโลก ตลอดจนสิ่งที่ภาครัฐและผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมพร้อม ตั้งแต่การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี การยกระดับมาตรฐานสินค้าและห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงการสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม เพื่อให้ SME สามารถใช้โอกาสจากตลาดใหม่ได้จริง
กติกาเดิมสั่นคลอน ไทยเร่งเปิดประตูสู่ตลาดใหม่
คุณวีระพงษ์มองว่า สถานการณ์การค้าโลกในปัจจุบันอยู่ภายใต้แรงกดดันสูง และจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาแสดงแผนภูมิที่ระบุสัดส่วนการค้าของประเทศไทยไว้ที่ร้อยละ 36 เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้บรรยากาศการค้าโลกเปลี่ยนไป ขณะที่ระเบียบการค้าใหม่ยังไม่มีความชัดเจน และหลายประเทศเริ่มมองหาพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สามารถไว้วางใจได้มากขึ้น
หนึ่งในตลาดสำคัญคือสหภาพยุโรป ซึ่งมีสมาชิก 27 ประเทศและมีผู้บริโภคกำลังซื้อสูงกว่า 400 ล้านคน ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน สหภาพยุโรปเองต้องการพันธมิตรทางการค้าที่มีแนวคิดไปในทิศทางเดียวกันและไว้ใจได้ จึงเป็นจังหวะที่ประเทศไทยกำลังเร่งผลักดันการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ให้บรรลุผลภายในสิ้นปีนี้หรือเร็วที่สุด เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า ลดกำแพงภาษีและอุปสรรคที่ขัดขวางการเข้าสู่ตลาด
โอกาสดังกล่าวมีความสำคัญต่อ SME ไทย เนื่องจากปัจจุบัน SME มีสัดส่วนการส่งออกเพียงร้อยละ 13-15 เท่านั้น ขณะที่ไทยยังอยู่ระหว่างการเดินหน้าเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกับเกาหลีใต้ ความตกลงระหว่างอาเซียนกับแคนาดา รวมถึงประเทศในตะวันออกกลาง หากการเจรจาเหล่านี้เดินหน้าได้ตามเป้าหมาย จะช่วยขยายพื้นที่ทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทยออกไปสู่ตลาดที่กว้างกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม การมีเอฟทีเอไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการจะสามารถเข้าสู่ตลาดใหม่ได้ทันที เพราะกติกาการค้าในปัจจุบันไม่ได้พิจารณาเฉพาะเรื่องภาษีอีกต่อไป แต่ครอบคลุมถึงมาตรฐานด้านความยั่งยืน เทคโนโลยี และความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะตลาดสหภาพยุโรปที่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับของผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ ดังนั้น สิ่งที่ SME ต้องเตรียมจึงไม่ได้มีเพียงสินค้าและราคา แต่รวมถึงระบบการผลิตและข้อมูลที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าสินค้าผ่านมาตรฐานที่ตลาดกำหนด
เปิดตลาดอย่างเดียวไม่พอ ต้องเตรียม SME ให้พร้อม
อีกข้อจำกัดสำคัญคือเงินทุน ในช่วงเวลาที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องลงทุนเพื่อยกระดับธุรกิจให้สอดคล้องกับกติกาใหม่ การเข้าถึงสินเชื่อกลับยากขึ้น โดยข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยที่คุณวีระพงษ์นำเสนอ ระบุว่า สินเชื่อ SME ลดลงติดต่อกันถึง 16 ไตรมาส สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การปรับตัวของผู้ประกอบการทำได้ยากขึ้น เพราะการเข้าสู่ตลาดใหม่ต้องใช้เงินทั้งในการพัฒนาสินค้า เทคโนโลยี กระบวนการผลิต และมาตรฐานต่าง ๆ
ภาครัฐจึงพยายามผลักดันกองทุนปรับตัวสำหรับข้อตกลงการค้าเสรี เพื่อช่วยผู้ประกอบการทั้งด้านเงินทุน ข้อมูล และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เป้าหมายสำคัญคือทำให้การเปิดตลาดผ่านเอฟทีเอไม่หยุดอยู่เพียงระดับการเจรจาระหว่างรัฐบาล แต่ต้องเชื่อมต่อมาถึงความสามารถของผู้ประกอบการในการนำโอกาสที่เกิดขึ้นไปใช้ได้จริง
คุณสุปรีย์เปรียบเทียบบทบาทของภาครัฐและภาคผู้ประกอบการว่า หากคณะผู้เจรจาการค้าทำหน้าที่เป็นกองหน้าที่ออกไปเปิดประตูตลาด สภาเอสเอ็มอีก็ต้องทำหน้าที่เป็นกองหลังเพื่อเตรียมความพร้อมและเพิ่มขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันภายใต้กติกาที่เป็นธรรม เพราะการเปิดประตูเพียงอย่างเดียวไม่มีความหมาย หากธุรกิจไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะเดินผ่านประตูนั้นออกไปแข่งขัน
ในมุมของคุณสุปรีย์ ผู้ประกอบการไทยมีจุดแข็งสำคัญอยู่ที่ทัศนคติและวิธีคิดเรื่องการให้บริการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการในหลายประเทศไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ง่าย แต่เมื่อธุรกิจต้องก้าวจากตลาดภายในประเทศที่มีประชากรราว 60 ล้านคน ไปสู่ตลาดที่มีผู้บริโภคนับพันล้านคน วิธีคิดเรื่องการผลิตและการจัดหาวัตถุดิบต้องเปลี่ยนตามไปด้วย เพราะคำสั่งซื้อและขนาดของตลาดย่อมแตกต่างจากเดิมอย่างมาก
โจทย์ใหญ่ของ SME ไม่ได้มีเพียงเงินทุนและตลาด
แม้เงินทุนและการเปิดตลาดจะเป็นปัจจัยสำคัญ แต่สุปรีย์มองว่า ปัญหาที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือการเข้าถึงความยุติธรรมทางเศรษฐกิจและการแข่งขันที่เท่าเทียม เนื่องจากผู้ประกอบการไทยจำนวนมากมีความสามารถในการพัฒนาธุรกิจด้วยตัวเอง แต่ต้องเผชิญกับโครงสร้างการแข่งขันที่อาจทำให้ธุรกิจขนาดเล็กเสียเปรียบกลุ่มทุนขนาดใหญ่
ปัญหาดังกล่าวเห็นได้ชัดขึ้นบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ตั้งแต่การลดการมองเห็นสินค้าหากผู้ประกอบการไม่จ่ายค่าโฆษณา การใช้เทคนิคการออกแบบที่กดดันให้ผู้บริโภครีบตัดสินใจซื้อ ไปจนถึงการตั้งค่าระบบขนส่งโดยอัตโนมัติที่กีดกันการขนส่งรูปแบบอื่น ประเด็นเหล่านี้ทำให้การแข่งขันในระบบดิจิทัลไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงกับคุณภาพสินค้าและความสามารถของผู้ประกอบการ แต่ยังขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่แพลตฟอร์มเป็นผู้กำหนดด้วย
สภาเอสเอ็มอีจึงเดินหน้าทำงานร่วมกับคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เพื่อผลักดันการกำกับพฤติกรรมของแพลตฟอร์มดิจิทัลและห้างค้าปลีกสมัยใหม่ โดยมีเป้าหมายให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันภายใต้เงื่อนไขที่เป็นธรรม และสร้างความแข็งแรงให้ธุรกิจสามารถพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น แทนการรอความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว
OECD อีกก้าวสำคัญของการยกระดับกติกาในประเทศ
นอกเหนือจากการเจรจาเอฟทีเอ อีกความเคลื่อนไหวที่มีผลต่ออนาคตของธุรกิจไทยคือความพยายามเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งประกอบด้วยประเทศสมาชิก 38 ประเทศ โดยวีระพงษ์มองว่า หากประเทศไทยผ่านกระบวนการประเมินและเข้าเป็นสมาชิกได้ จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของประเทศและภาคธุรกิจ ทำให้การดำเนินธุรกิจและการเจรจาการค้าอยู่ภายใต้มาตรฐานที่ได้รับการยอมรับ รวมถึงช่วยยกระดับความโปร่งใสของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและห่วงโซ่อุปทาน
ขณะที่คุณสุปรีย์ให้ความสำคัญกับหลักความเป็นกลางในการแข่งขัน(Competitive Neutrality) ของ OECD เพราะหลักการดังกล่าวสามารถนำมาใช้เป็นกลไกปรับโครงสร้างการแข่งขันภายในประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ประกอบการแต่ละขนาด และทำให้การแข่งขันอยู่บนกติกาที่เป็นธรรมมากขึ้น โดยในอดีตหลักการนี้มีส่วนผลักดันให้ประเทศไทยมีกฎหมายการแข่งขันทางการค้าในปี 2560 รวมถึงแนวทางที่กำหนดไม่ให้ยืดระยะเวลาการชำระเงินแก่ SME เกิน 45 วัน
การเดินเข้าสู่มาตรฐาน OECD จึงมีความหมายมากกว่าการเพิ่มสถานะของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ เพราะหากมาตรฐานเหล่านี้ถูกนำมาใช้ภายในประเทศอย่างจริงจัง ก็จะช่วยลดข้อเสียเปรียบของผู้ประกอบการรายเล็ก และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ธุรกิจสามารถเติบโตจากขนาดเล็กไปสู่ขนาดกลางและขนาดใหญ่ได้มากขึ้น ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่ธุรกิจ SME จำนวนหนึ่งไม่สามารถเติบโตต่อไปเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ได้
ทั้งคุณวีระพงษ์ และคุณสุปรีย์ยังมองไปถึงเป้าหมายระยะยาวของประเทศว่า การยกระดับกติกาและมาตรฐานทางเศรษฐกิจจะมีส่วนช่วยให้ประเทศไทยก้าวออกจากกับดักรายได้ปานกลางที่เผชิญมายาวนานกว่า 40-50 ปีเพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะต่อไปไม่สามารถพึ่งพาเพียงธุรกิจขนาดใหญ่หรือการส่งออกในรูปแบบเดิม แต่ต้องสร้างเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการจำนวนมากสามารถพัฒนาขีดความสามารถและเติบโตขึ้นมาได้
กติกาเปลี่ยนเร็ว ผู้ประกอบการต้องเตรียมพร้อมก่อนโอกาสมาถึง
คุณวีระพงษ์ฝากถึงผู้ประกอบการว่า สิ่งสำคัญคือไม่ควรรอให้กติกาเปลี่ยนแล้วจึงเริ่มปรับตัว เพราะท่ามกลางสงครามการค้าและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก กติกาสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน ทุกความเปลี่ยนแปลงย่อมเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่เตรียมพร้อมและมองเห็นโอกาสก่อนสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ก่อน การรับมือจึงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในลักษณะของทีมประเทศไทย โดยไม่ปล่อยให้ผู้ประกอบการต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเพียงลำพัง
ในด้านสภาเอสเอ็มอี คุณสุปรีย์วางเป้าหมายให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนจากการเป็นผู้รอรับความช่วยเหลือ ไปสู่การเป็นธุรกิจที่สามารถพึ่งพาตัวเองและแข่งขันได้อย่างเข้มแข็งในตลาดเสรี โดยต้องสามารถเข้าถึงแหล่งทุน เข้าถึงตลาดโลก และเข้าถึงความยุติธรรมและสิทธิทางเศรษฐกิจ เพราะเมื่อกติกาการค้าโลกกำลังเปลี่ยน สิ่งที่กำหนดอนาคตของ SME ไทยจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าโลกจะเปิดตลาดใหม่ให้มากเพียงใด แต่อยู่ที่ประเทศไทยจะเตรียมผู้ประกอบการให้พร้อมใช้โอกาสเหล่านั้น และสร้างสนามแข่งขันที่เปิดพื้นที่ให้ธุรกิจทุกขนาดเติบโตได้มากเพียงใดเช่นกัน
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ARAYA Industrial and Logistics Hub เฟสแรกเต็ม 100% ก่อนเปิดตัว ลุยเฟส 2 อีก 20,000 ตร.ม.
OASYS ระบบหลังบ้าน Café Amazon เบื้องหลังยอดขายวันละ 1.1 ล้านแก้ว



