“ผำ” หรือ “ไข่น้ำ” พืชน้ำขนาดเล็กที่คนไทยรู้จักและนำมาประกอบอาหารมานาน กำลังถูกพัฒนาให้ก้าวไปไกลกว่าการเป็นอาหารพื้นบ้าน ด้วยคุณสมบัติที่เป็นแหล่งโปรตีนและสารอาหาร ทำให้ผำกลายเป็นพืชที่มีศักยภาพสำหรับตลาดโปรตีนทางเลือกและอาหารแห่งอนาคต
แต่การพาผำจากบ่อเลี้ยง ไปสู่วัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีโปรตีนสูงเพียงอย่างเดียว เพราะผู้ประกอบการต้องการวัตถุดิบที่ผลิตได้ในปริมาณเพียงพอ มีคุณภาพสม่ำเสมอ ปลอดภัย สามารถตรวจสอบได้ และมีคุณสมบัติเหมือนกันในแต่ละรอบการผลิต ขณะที่เกษตรกรต้องสามารถควบคุมต้นทุนและขายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสม
โจทย์ของการพัฒนาผำ จึงครอบคลุมตั้งแต่การควบคุมการเพาะเลี้ยง การจัดการแสงและสารอาหาร การลดสารตกค้าง การใช้พลังงาน การล้างและจัดการหลังเก็บเกี่ยว ไปจนถึงการสร้างมาตรฐานสำหรับการซื้อขายและการนำวัตถุดิบไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ หากเชื่อมกระบวนการเหล่านี้เข้าด้วยกันได้ ผำก็มีโอกาสขยับจากอาหารพื้นบ้านไปสู่วัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอาหารที่สามารถผลิตได้ตามปริมาณและคุณภาพที่ตลาดต้องการ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จึงนำองค์ความรู้จากหลายด้านเข้ามาพัฒนาระบบการผลิตผำ ตั้งแต่ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) มหาวิทยาลัย เกษตรกร ไปจนถึงผู้ประกอบการอาหาร เพื่อเชื่อมการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
จาก “ผำพรีเมียม” สู่พืชที่ควบคุมคุณค่าทางอาหาร
แนวทางการพัฒนาเกษตรกำลังขยับจาก “ผำพรีเมียม” ซึ่งให้ความสำคัญกับความสะอาดและความปลอดภัย ไปสู่แนวคิด “ผำซูเปอร์ฟังก์ชัน” (Super Wolffia) ที่มุ่งควบคุมและเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการบางชนิดให้ตอบโจทย์ด้านสุขภาพมากขึ้น โดยผำเป็นพืชชนิดหนึ่งที่กำลังถูกพัฒนาในทิศทางนี้
ดร.ปิยวุฒิ ศรีชัยกุล รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. อธิบายว่า การนำเทคโนโลยีมาใช้กับภาคเกษตรจะเกิดผลได้จริงเมื่อผลงานวิจัยสามารถนำไปเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แนวทางจึงอยู่ที่การเชื่อมระบบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ โดยนำระบบฟาร์มอัจฉริยะ เซนเซอร์ตรวจวัดแบบเรียลไทม์ และระบบจัดการหลังเก็บเกี่ยวเข้ามาช่วยควบคุมคุณภาพการผลิต
เป้าหมายสำคัญ คือทำให้เกษตรกรสามารถผลิตผำที่มีโปรตีนและวิตามินบี 12 สูงได้อย่างสม่ำเสมอตลอดปี พร้อมพัฒนามาตรฐานคุณภาพสำหรับใช้เป็นเกณฑ์ซื้อขาย เมื่อผลผลิตสามารถตรวจสอบและเปรียบเทียบคุณภาพได้ เกษตรกรที่ผลิตได้ตามมาตรฐานก็มีโอกาสได้รับราคาที่เหมาะสม ขณะที่ผู้ประกอบการสามารถเลือกวัตถุดิบให้ตรงกับความต้องการได้ง่ายขึ้น
คุมแสง น้ำ และสารอาหาร ให้เก็บเกี่ยวได้ทุก 7 วัน
ข้อจำกัดของการเพาะเลี้ยงผำแบบเดิม คือปริมาณและคุณภาพของผลผลิตไม่แน่นอน เพราะขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม ทีมวิจัยจึงนำแนวคิดเกษตรแม่นยำเข้ามาควบคุมปัจจัยที่มีผลต่อการเติบโต โดยให้ความสำคัญกับแสง สารอาหาร และความเร็วลมเหนือผิวน้ำ
ปริมาณแสงเป็นปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงต่อการเติบโตและการสร้างโปรตีนของผำ ทีมวิจัยจึงตรวจวัดปริมาณแสงสะสมในแต่ละวัน หรือ Daily Light Integral (DLI) หากวันใดแสงธรรมชาติไม่เพียงพอ ระบบจะเปิดไฟเสริมในเวลากลางคืน เพื่อให้ผำได้รับแสงตามปริมาณที่กำหนด ทำให้สามารถกำหนดรอบเก็บเกี่ยวทุก 7 วันได้ตลอดปี แม้ในฤดูที่มีแสงน้อย
ซึ่งสามารถผลิตผำได้ไม่น้อยกว่า 1 กิโลกรัมต่อพื้นที่ผิวน้ำ 1 ตารางเมตร ต่อรอบการผลิต 7 วัน ขณะที่เป้าหมายด้านคุณภาพคือการรักษาปริมาณโปรตีนให้มากกว่า 40 กรัม ต่อ 100 กรัมผำอบแห้ง (หรือมากกว่าร้อยละ 40 ต่อน้ำหนักแห้ง) และรักษาคุณภาพผลผลิตให้มีความสม่ำเสมอตลอดปี
การให้แสงไม่ได้ถูกใช้เฉพาะระหว่างการเพาะเลี้ยงเท่านั้น ผลการศึกษายังพบว่าการให้แสงในกระบวนการอบแห้งเป็นเวลา 24 ชั่วโมง สามารถเพิ่มสัดส่วนโปรตีนได้อีกอย่างน้อย 5% ขณะที่ทีมวิจัยยังมีแผนศึกษาการควบคุมการสร้างวิตามินบี 12 และสารสำคัญอื่นเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถกำหนดคุณลักษณะทางโภชนาการของผลผลิตได้มากขึ้น
เปลี่ยนฟาร์มผำให้ทำงานด้วยข้อมูล
เมื่อได้สูตรการเพาะเลี้ยงและเงื่อนไขที่เหมาะสม ขั้นต่อมาคือการนำองค์ความรู้ไปใช้ในฟาร์มจริง ระบบฟาร์มอัจฉริยะ HandySense B-Farm จึงถูกนำมาใช้ตรวจวัดค่าต่าง ๆ แบบเรียลไทม์ ทั้งค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ความเข้มข้นของปุ๋ย (EC) อุณหภูมิ และระดับความสว่าง ก่อนนำข้อมูลจากงานวิจัยมาใช้กำหนดการควบคุมสภาพแวดล้อมภายในฟาร์ม
ระบบดังกล่าวช่วยลดการเดินตรวจค่าต่าง ๆ ทีละบ่อ และทำให้เกษตรกรติดตามสภาพการเพาะเลี้ยงผ่านข้อมูลได้ ขณะที่ระบบถูกพัฒนาในรูปแบบนวัตกรรมแบบเปิด มีผู้ประกอบการเข้ามาช่วยดูแลและสนับสนุนการใช้งาน โดยข้อมูลที่นำเสนอระบุว่าอุปกรณ์มีต้นทุนติดตั้งประมาณ 50,000 บาท และเกษตรกรสามารถคืนทุนได้ภายในประมาณ 3 เดือน
ปัจจุบัน สวทช. ขยายการใช้เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงผำไปยังฟาร์มเครือข่ายภายใต้โครงการ IDA Platform แล้ว 10 แห่งใน 4 ภูมิภาค โดยสนับสนุนทั้งงบประมาณ เทคโนโลยี และองค์ความรู้ด้านการผลิต
ใช้โซลาร์เซลล์ช่วยตอบโจทย์ต้นทุนพลังงาน
เมื่อระบบต้องควบคุมสภาพแวดล้อมและเปิดไฟเสริมในเวลากลางคืน ต้นทุนพลังงานจึงเป็นอีกโจทย์ที่ต้องจัดการควบคู่กัน นักวิจัยจึงพัฒนาโซลาร์เซลล์กึ่งโปร่งแสงที่เปิดให้แสงบางช่วงความยาวคลื่นซึ่งเหมาะกับการเจริญเติบโตของพืชผ่านลงไปยังพื้นที่เพาะเลี้ยง ขณะที่พลังงานแสงอีกส่วนถูกนำไปผลิตกระแสไฟฟ้า ทำให้พื้นที่เดียวกันสามารถใช้ทั้งผลิตพืชและผลิตพลังงานได้
ขณะเดียวกัน ทีมวิจัยของ สวทช. อยู่ระหว่างทดลองใช้เทคโนโลยี Agrivoltaics ชนิด Color Solar Cell กับการเพาะเลี้ยงผำ โดยเป็นแผงโซลาร์เซลล์ที่สามารถเลือกช่วงคลื่นแสงให้ส่องผ่านไปยังพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งผลการทดลองเบื้องต้นมีความน่าสนใจทั้งด้านคุณภาพและปริมาณผลผลิต
หลังเก็บเกี่ยว อีกด่านสำคัญก่อนผำไปถึงโรงงาน
แม้ควบคุมการเพาะเลี้ยงได้แล้ว คุณภาพของผำยังขึ้นอยู่กับขั้นตอนหลังเก็บเกี่ยว เพราะผำมีขนาดเล็ก บอบบาง และมีโอกาสปนเปื้อนจุลินทรีย์ได้ง่าย การล้างจึงต้องกำจัดสิ่งปนเปื้อนและเชื้อโรคโดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อ สี กลิ่น และคุณภาพของวัตถุดิบ
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์จึงร่วมพัฒนาระบบล้างแบบ “ระบบนาโนโอโซน” (กระบวนการล้างทำความสะอาดแบบไฮบริดที่ผสานฟองอากาศขนาดเล็กมากหรือนาโนบับเบิลร่วมกับระบบโอโซน – Hybrid Nanobubble & Ozone) เพื่อกำจัดสิ่งปนเปื้อนและฆ่าเชื้อโรคภายในกระบวนการเดียว โดยต้องควบคุมทั้งปริมาณโอโซนและระยะเวลาให้เหมาะสม เพราะหากใช้มากเกินไปอาจทำลายเนื้อเยื่อและทำให้ผำถูกฟอกสี แต่หากใช้น้อยเกินไปก็ไม่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เทคโนโลยีดังกล่าวยังเข้ามาช่วยแก้ปัญหาไนโตรเจนตกค้าง จากเดิมที่เกษตรกรต้องนำผำสดแช่น้ำสะอาดประมาณ 2 วัน ระบบนาโนโอโซน ช่วยจัดการขั้นตอนนี้ได้เสร็จสิ้นในวันเก็บเกี่ยวโดยไม่ต้องแช่ผำข้ามคืน นอกจากจะช่วยประหยัดเวลาแล้ว ยังช่วยรักษาความสด สีเขียวธรรมชาติ และลดกลิ่นเหม็นเขียวได้เป็นอย่างดี
ส่วนการแปรรูปผำสดเป็นผำแห้ง ทีมวิจัยดัดแปลงเตาอบอุตสาหกรรมให้สามารถฉายแสงด้วยสเปกตรัมและความเข้มที่เหมาะสมระหว่างการอบ เพื่อรักษาสารสำคัญ ซึ่งไม่เพียงช่วยรักษาปริมาณสารสำคัญไม่ให้ลดลง แต่ยังช่วยให้ผำอบแห้งมีปริมาณโปรตีนและวิตามินบี 12 เพิ่มขึ้นถึงประมาณร้อยละ 10 ของน้ำหนักแห้ง อีกทั้งยังมีสีเขียวสด กลิ่นหอม และรสชาติที่เหมาะสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบในอาหาร ขนม และเครื่องดื่ม
จากบ่อกุ้งสู่ฟาร์มผำ เดือนละ 2 ตัน
การนำเทคโนโลยีออกจากห้องวิจัยต้องมีฟาร์มจริงเป็นพื้นที่ทดลอง บรรจง นิสภวาณิชย์ เจ้าของบรรจงฟาร์ม และประธานสภาสมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจผำมาจากสถานการณ์ของอุตสาหกรรมกุ้งไทย เมื่อปริมาณผลผลิตลดลงจากระดับประมาณ 600,000 ตัน (หกแสนตัน) เหลือ 280,000 ตัน ส่งผลต่อรายได้ของผู้ประกอบการและเกษตรกรในเครือข่าย รวมถึงทำให้มีบ่อจำนวนมากว่างลง
เขาจึงมองหาอาชีพทางเลือกและนำบ่อกุ้งกับระบบน้ำที่มีอยู่มาปรับใช้เพาะเลี้ยงผำร่วมกับนักวิจัย สวทช. ปัจจุบันฟาร์มต้นแบบมีบ่อเลี้ยง 75 บ่อ ผลิตผำสดได้ประมาณเดือนละ 2 ตัน ขณะที่เครือข่ายที่เกี่ยวข้องมีประมาณ 100-200 ฟาร์ม หากสามารถขยายการเพาะเลี้ยงไปยังเครือข่ายเหล่านี้ได้ ก็จะช่วยเพิ่มปริมาณวัตถุดิบเพื่อรองรับตลาดในอนาคต
คุณภาพต้องวัดได้ ก่อนขยายตลาด
เมื่อผำเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหาร คำว่า “คุณภาพ” ต้องเปลี่ยนจากสิ่งที่มองเห็นด้วยตาไปสู่เกณฑ์ที่สามารถตรวจวัดและใช้ร่วมกันระหว่างเกษตรกรกับผู้ซื้อได้
สุพัตรา หาญเจริญ ผู้อำนวยการบริษัท แกรนด์ วูฟเฟีย จำกัด กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับคุณภาพของวัตถุดิบ เนื่องจากผำเป็นพืชน้ำที่สามารถดูดซับสิ่งต่าง ๆ จากสภาพแวดล้อมได้ง่าย บริษัทจึงเลือกผำจากเครือข่ายที่ทำงานร่วมกับ สวทช. เพราะสามารถสร้างความเชื่อมั่นด้านความสะอาด การควบคุมจุลินทรีย์ และปราศจากโลหะหนักปนเปื้อน รวมถึงระดับโปรตีนที่มีความสม่ำเสมอ
สี กลิ่น และรสชาติเป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อผลิตภัณฑ์หลังการแปรรูปโดยตรง แต่หากต้องรับซื้อจากเกษตรกรรายย่อยหลายแห่ง ความแตกต่างของมาตรฐานแต่ละฟาร์มจะกลายเป็นความท้าทาย ขณะที่การส่งวัตถุดิบทุกล็อตไปตรวจในห้องปฏิบัติการกลางทำได้ยาก จึงมีข้อเสนอให้นักวิจัยพัฒนาเครื่องมือที่สามารถตรวจวัดสีและกลิ่นของผำสดได้รวดเร็ว เพื่อช่วยคัดกรองคุณภาพตั้งแต่ขั้นตอนรับซื้อ
สวทช. อยู่ระหว่างพัฒนาเครื่องมือวัดระดับกลิ่นและสีของผำสดเช่นกัน หากสามารถกำหนดเกณฑ์ที่ตรวจวัดได้ชัดเจน จะช่วยสร้างมาตรฐานการซื้อขาย และทำให้การกำหนดราคาสะท้อนคุณภาพของผลผลิตมากขึ้น
อีกด้านของการพัฒนาอยู่ที่การทำให้ผำกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ แกรนด์ วูฟเฟีย อยู่ระหว่างเตรียมขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) 2 ชนิด ได้แก่ เครื่องดื่มโปรตีนใสสำหรับผู้ที่ต้องการบริโภคโปรตีนทางเลือกเพื่อสุขภาพ และเครื่องดื่มชาเขียวชนิดไม่มีคาเฟอีนสำหรับผู้ที่ต้องการเติมความสดชื่นระหว่างวัน โดยบริษัทเลือกใช้ผำแห้งจากฟาร์มที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตของ สวทช. เนื่องจากต้องการวัตถุดิบที่มีคุณภาพและมีความสม่ำเสมอในแต่ละรอบการผลิต
ด้านปฏิมา โรจนตัณฑ์ กรรมการบริษัท ยุ้งปันหยา จำกัด นำผำมาพัฒนาเป็นขนมภายใต้แบรนด์ GIN (จิน) โดยจากการทดลองผลิตพบว่า โรงงานแปรรูปเกือบปฏิเสธที่จะอบแห้งผำจากบ่อดินทั่วไปเนื่องจากมีภาพจำเชิงลบ (Mindset) ว่าผำบ่อดินเมื่ออบแล้วจะส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงรบกวนโรงงาน แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้ผำที่เพาะเลี้ยงตามแนวทางของ สวทช. โรงงานยอมรับอบทันทีเพราะวัตถุดิบสดมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ เป็นธรรมชาติ และอบเสร็จแล้วยังมีสีเขียวสดสวยงามโดยไม่มีกลิ่นคาวรบกวน ทำให้สามารถนำเข้าสู่กระบวนการผลิตได้ บริษัทจึงเลือกใช้ระบบล้างและอบแห้งของ สวทช. เพื่อควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ

ผลิตภัณฑ์ที่เตรียมเข้าสู่โมเดิร์นเทรดคือผำอบกรอบโปรตีนทางเลือกเพื่อสุขภาพในรูปแบบแผ่น แบรนด์ GIN (จิน) มีทั้งหมด 4 รสชาติ ซึ่งผ่านการทดลองตลาดแล้วว่าอร่อยถูกใจทุกช่วงวัย ขณะที่บริษัทประเมินร่วมกับผู้ประเมินสินค้าจากโมเดิร์นเทรดชั้นนำของไทยว่า ผลิตภัณฑ์จากผำมีโอกาสทำตลาดในประเทศ และอาจมีศักยภาพส่งออกในอนาคต บริษัทจึงเข้ารับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและองค์ความรู้ผ่านโครงการ IDA Platform เพื่อศึกษากระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ และหากความต้องการวัตถุดิบเพิ่มขึ้น จะนำมาตรฐานของวัตถุดิบที่ผลิตได้มาใช้เป็นข้อกำหนดในการรับซื้อจากเกษตรกรรายอื่นต่อไป
มาตรฐานและต้นทุน โจทย์ที่ต้องแก้ก่อนขยายอุตสาหกรรม
แม้เทคโนโลยีการผลิตผำหลายส่วนเริ่มเชื่อมต่อกันตั้งแต่การเพาะเลี้ยง การควบคุมสภาพแวดล้อม ไปจนถึงการล้างและแปรรูป แต่การขยายไปสู่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ยังมีโจทย์สำคัญ โดยเฉพาะการสร้างมาตรฐานที่สามารถตรวจวัดคุณภาพได้ตั้งแต่หน้าฟาร์ม ทั้งระดับโปรตีน สี และกลิ่น เพื่อให้เกษตรกรและผู้รับซื้อมีเกณฑ์เดียวกันในการกำหนดคุณภาพและราคา และช่วยให้เกษตรกรที่สามารถผลิตผำคุณภาพสูงได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม
ต้นทุนของเทคโนโลยีก็เป็นอีกข้อจำกัด ระบบล้างและอุปกรณ์ตรวจวัดที่มีความแม่นยำยังต้องพัฒนาให้มีต้นทุนที่เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงได้ เพื่อให้เทคโนโลยีสามารถขยายการใช้งานในวงกว้างและช่วยลดการพึ่งพาแรงงาน ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการยังเสนอให้ศึกษาการผลักดันผำไทยไปสู่การขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รวมถึงการสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับคุณค่าทางโภชนาการของผำให้ผู้บริโภครู้จักมากขึ้น เพื่อช่วยขยายตลาดในอนาคต

ดร.ศุภนิจ พรธีระภัทร นักวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล เนคเทค ระบุว่า นอกจากผู้ประกอบการที่นำผำไปพัฒนาเป็นเครื่องดื่มและขนมแล้ว ยังมีบริษัทอื่นที่เลือกใช้ผำซึ่งควบคุมกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีของ สวทช. เป็นวัตถุดิบสำหรับอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เพราะการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพต้องเริ่มจากวัตถุดิบที่ดี มีการรับรองคุณภาพ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และมีเครื่องมือตรวจวัดตามมาตรฐานที่ตกลงร่วมกัน เพื่อกำหนดการรับซื้อขายของภาคธุรกิจ
ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่เพียงการผลิตผำที่มีโปรตีนหรือวิตามินบี 12 สูง แต่คือการทำให้คุณภาพนั้นเกิดขึ้นได้สม่ำเสมอในทุกฤดูกาล ผลิตได้ในปริมาณที่ตลาดต้องการ มีต้นทุนที่เหมาะสม และมีมาตรฐานที่เชื่อมเกษตรกรกับผู้ประกอบการได้จริง
หากทำได้ การเติบโตของตลาดปลายน้ำจะสามารถสะท้อนกลับมาช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้เกษตรกร ขณะที่เป้าหมายระยะต่อไปของผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการคือการผลักดันให้ผำซึ่งเป็นพืชพื้นบ้านของไทย มีโอกาสพัฒนาไปสู่พืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ได้อย่างยั่งยืน
เส้นทางของผำจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง แต่ต้องเชื่อมตั้งแต่ความรู้ด้านชีวภาพ ระบบควบคุมฟาร์ม พลังงาน การจัดการหลังเก็บเกี่ยว มาตรฐานวัตถุดิบ ไปจนถึงความต้องการของตลาด เมื่อแต่ละส่วนสามารถทำงานต่อเนื่องกัน ผำก็มีโอกาสขยับจากพืชพื้นบ้านไปสู่วัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร และสร้างรายได้กลับไปยังเกษตรกรที่อยู่ต้นทางของการผลิต
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
TikTok ลุย #คนไทยรู้ทัน ซีซัน 3 ผนึก 13 พันธมิตร ยกระดับสู้ภัยไซเบอร์-AI หลอกลวง
เมื่อดาวเทียมโคจรเร็วกว่ารัฐบาลไทย…
สวทช. เปิด 3 บริการใหม่ ต่อยอด FoodSERP หลังสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 8,900 ล้านบาทในรอบ 2 ปี



